ท่านจูเฬกสาฎก


มีเรื่องในธรรมบท ท่านว่า เวลานั้นพระพุทธเจ้า พักอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร เวลานั้น องค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณใหม่ๆ คำว่า พระพุทธเจ้า ยังไม่ปรากฏในโลก แต่คำว่า อรหันต์นี่ ชาวบ้านรู้เรื่อง เขาต้องการอรหันต์กัน แต่ยังไม่รู้จักอรหันต์จริงๆ

วันนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่เมืองสาวัตถี และก็ไปพักที่พระเชตวันมหาวิหาร บรรดาทายกก็ประกาศว่า เวลานี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ คือ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขอบรรดาท่านทั้งหลาย จงไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าทั้งกลางวัน และกลางคืน ใครจะไปกลางคืนก็ได้ ใครจะไปกลางวันก็ได้

ในตอนนั้นท่านบอกว่า มีพราหมณ์คู่หนึ่ง สองตายายสองสามีภรรยาชื่อว่า จูเฬกสาฎก แต่ว่าพราหมณ์จูเฬกสาฎก ตามบาลีท่านบอกว่า ในสมัยพระวิปัสสี พราหมณ์คนนี้ชื่อว่า มหาสาฎก แปลว่า สาฎกใหญ่ สมัยพระพุทธเจ้าองค์นี้เกิดใหม่ก็ชื่อ สาฎกตามเดิม ชื่อ จูเฬกสาฎก แปลว่า สาฎกเล็ก พอตาพราหมณ์ได้ฟังก็บอกกับท่านยาย ถามท่านยายว่า ยายจะไปฟังเทศน์ กลางคืน หรือว่ากลางวัน เพราะเราไปพร้อมกันไม่ได้ เพราะจนมาก มีผ้านุ่งคนละผืน มีผ้าห่ม ผืนเดียว พราหมณ์ออกจาก บ้านต้องห่มผ้า เมื่อสามีออกจากบ้าน ภรรยาก็ต้องเฝ้าบ้าน เพราะ ไม่มีผ้าห่ม ถ้าภรรยาออกนอกบ้าน สามีก็ต้องเฝ้าบ้าน เพราะไม่มีผ้าห่ม ยายก็บอกว่า กลางคืนตาฉันไม่ดี ให้ตาไปฟังกลางคืนก็แล้วกัน กลางวันถึงจะไป

ก็เป็นอันว่า ท่านจูเฬกสาฎกก็ตกลงใจ ( ฉันก็ย่องเป็นท่านจูเฬกสาฎกนะ อย่าลืมนะว่าท่านทันสมัยพระพุทธเจ้า ไม่โง่ตามฉันหรอกนะ อย่างน้อยๆก็ไปนิพพานไปนานแล้ว ) ก็ตัดสินใจพอค่ำก็เดินทางไปที่ มหาวิหารพระเชตวัน ไปนั่งด้านหน้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตั้งใจเทศน์สงเคราะห์โดยเฉพาะ คนฟังมาก แต่วันนั้นท่านจี้จุดเฉพาะจูเฬกสาฎก แต่คนที่พลอยได้ นะมีเยอะ ตามธรรมดาพระพุทธเจ้าเทศน์ ต้องมุ่งก่อนว่า

วันนี้เราไปเทศน์ จะมีใครบรรลุมรรคผลไหม จะมีผลเป็นประการใดบ้าง ถ้าไม่มีผลเลยนี่ไม่ไป ถ้าจะไปแล้วจะต้องพูดแบบไหนจึงจะมีผล ท่านรู้ไปก่อน

ในเมื่อจูเฬกสาฎก ไปนั่งข้างหน้า ท่านก็เทศน์เรื่อง ทานบารมี อธิบายผลของทานว่า ทานเป็นปัจจัยให้ เกิดความรักเป็นต้น ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของผู้รับเป็นต้น และบรรดาเพื่อนๆ ของบุคคลของผู้รับก็ย่อมรักผู้ให้เทศน์อย่างนี้ เทศน์อานิสงส์ของทานว่า การมีชีวิตอยู่ ก็มีความสุขและก็มีพวกมาก ตายไปแล้วไปเกิดบนสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ก็เป็นคนร่ำรวยท่าน เทศน์ยาว

พอถึงยามต้น หัวค่ำนะ พราหมณ์ตัดสินใจคิดว่า เราจะถวายผ้าห่มผืนนี้ กับพระพุทธเจ้าพอคิดเพียงเท่านี้ ก็ห่วงบ้าน เทศน์ไพเราะแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าเราถวายผ้าผืนนี้ กับพระพุทธเจ้า พรุ่งนี้คุณยาย ก็มาไม่ได้ ใช่ไหมห่วงยาย พระพุทธเจ้า ก็เทศน์ต่ออีก พอถึงยามที่สองก็ตัดสินใจใหม่อีก แล้วก็ห่วงยายอีก พอถึงยามที่สามเลิกห่วงยาย (เห็นแก่ตัวแล้วนะ) ช่างมัน เถอะวะ ยายจะมาฟังได้ หรือไม่ได้ ก็ช่างมัน กูถวายละ ก็เปลื้องผ้าที่ห่ม ( คงจะแสนเก่า ไม่ใช่แสนใหม่นะ มีผืนเดียวนี่นะ) เอาไปวางที่พระบาท ของพระพุทธเจ้า แล้วก็ถอยหลังออกมา เปล่งวาจาว่า " กูชนะแล้ว " ตามภาษาบาลีว่า " ชิตังเม ชิตังเม " เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว

เวลานั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล นั่งฟังเทศน์อยู่ด้วยจึงให้ราชบุรุษเข้าไปถามว่า ดูซิลุงแก่ แกชนะอะไรของแก เดินจะไม่ไหว อยู่แล้วใช่ไหม ในเมื่อราชบุรุษเข้าไปถาม ท่านบอก ชนะความตระหนี่ เพราะตัดสินใจ มาตั้งแต่ตอนเย็น ตัดสินใจไม่ได้ เวลานี้ ตัดสินใจได้แล้ว ก็รวมความว่า วันพรุ่งนี้ ทั้งตัวแกเอง รวมทั้งยายด้วย ไม่ได้ฟังเทศน์ ถึงแม้จะไม่ได้ฟังก็ตามใจ ฟังเทศน์นี่ชื่นใจมากแล้ว

พระเจ้าปเสนทิโกศลท่านทราบ ก็สั่งให้เขาไปเอาผ้าสาฎก ที่พระองค์ทรงใช้เอง เอามาสองผืน (หนึ่งคู่) ให้แกแกก็น้อมไป ถวายให้พระพุทธเจ้าอีก ทีนี้ สั่งเอามาให้อีกสองคู่ แกก็ถวาย พระพุทธเจ้าอีก ไปถึง 32 คู่ ว่าเรื่อยกันไปนะ 2 คู่, 3 คู่, 4 คู่ ว่า ไปเรื่อยถึง 32 คู่ พอถึง 32 คู่ แกคิดในใจว่า ถ้าเราไม่เอาไว้เลย ท่านผู้ให้จะหาว่าเรารังเกียจ เลยกันไว้สองคู่ เพื่อยาย คู่หนึ่ง เพื่อตัวคู่หนึ่ง อีก 30 คู่ ถวายพระพุทธเจ้า พระเจ้าปเสนทิโกศลก็คิดว่า คนนี้มีความเลื่อมใส ในที่ที่เราเลื่อมใสแล้ว จึงให้ไปนำผ้ากำพลที่พระองค์ใช้เองอย่างดีที่สุด ราคาแสนกหาปณะมาสองผืน มามอบให้พราหมณ์ ท่านจูเฬกสาฎก ก็เอา ไปทำเพดาน ให้พระพุทธเจ้าเสียผืนหนึ่ง เอาไปกั้นเพดานที่บ้านเสียผืนหนึ่ง เมื่อเวลาพระสงฆ์ไปฉัน

พอรุ่งขึ้น อีกวันตอนบ่าย พระเจ้าปเสนทิโกศล มาเห็นผ้ากำพลก็จำได้ ก็ถามพระพุทธเจ้าว่า ใครถวาย พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จูเฬกสาฎกถวาย จึงทรงเรียกจูเฬกสาฎกมา อีตานี้ใจหายว้าบ สั่งให้เข้าเฝ้าด่วน ให้มาด่วนเดี๋ยวนี้ (น่ากลัวหัวขาด) พอรับสั่งให้เข้ามาถึงก็บอกว่า ฉันให้ผ้าเธอถึง 32 คู่ ไล่เป็นลำดับมา เธอถวายพระพุทธเจ้าเธอเอาไว้สองคู่เพื่อตากับยายฉัน ให้ผ้ากำพลให้เธอใช้ เพราะเธอมีศรัทธา เธอทำไมจึงถวายพระพุทธเจ้าอีก

ท่านก็เลยบอกว่า ผ้ากำพล ไม่เหมาะกับข้าพระพุทธเจ้า คนฐานะอย่างนี้ไม่สมควร สมควรกับพระเจ้าอยู่หัวอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นก็พระพุทธเจ้าเท่านั้น

ท่านก็เลยบัญชาใหม่ว่า นับตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไปเราให้คู่ 4 กับเธอคือโค 4 ช้าง 4 ม้า 4 ควาย 4 กระบือ 4 แล้วก็ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 4 ทาสชาย 4 ทาสหญิง 4 และทรัพย์อีก 4,000 กหาปณะ ( เวลานั้นเป็นคนรวยแล้วนะ) และบ้านสำหรับเก็บส่วยเก็บ ภาษีอีก 4 ตำบล รวยใหญ่เลย กลายเป็นอนุเศรษฐีไป ต่อมาตอน เย็น บรรดาพระสงฆ์ ทั้งหลาย ก็นั่งคุยกัน  ( พระพุทธเจ้าอยู่ในมหาวิหาร ) ว่าน่าอัศจรรย์ ที่จูเฬกสาฎก ถวายผ้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงแค่ผืนน้อย ๆ ผืนเดียว ผ้าเก่าด้วยมีผล ปัจจุบันขนาดนี้

องค์สมเด็จพระชินสีห์ ฟังแล้ว ก็คิดว่าเราควรจะไปที่นั่น พอไปถึงท่านก็ถามว่า " เธอคุยกันเรื่องอะไร " ( นี่เป็นธรรมดานะ ธรรมดา ของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ก็เหมือนกัน รู้แล้วต้องทำเป็นไม่รู้ ) พระก็เล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จูเฬกสาฎก ถวายช้าไป ถ้าถวายตถาคตตั้งแต่ยามต้น จะได้คู่ 12 หากว่า ถวายยามกลาง จะได้คู่ 8 คือ 8 คู่ นี่ถวายยามสุดท้าย จึงได้คู่ 4 คู่ (น้อยไป) ฉะนั้นการทำบุญต้องเร็ว ๆ ไว ๆ "ตุลิตะ ตุลิตัง สีฆะ สีฆัง " เร็ว ๆ ไว ๆ

คัดมาจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ (วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) ฉบับที่ 125 เรื่องรวมคำสอนที่สายลม

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com