ครูประสิทธิ์ วังโคตรแก้ว ผู้จำอดีตชาติได้ถึง 3 ชาติ



บุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติได้" การระลึกชาติได้นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่

คำถามข้างบนนี้ จะมีคำตอบในเรื่องที่ "ผู้เขียน" จะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกันต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น มากับ ครูประสิทธิ์ วังโคตรแก้ว ครูสอนประจำอยู่ที่ โรงเรียนบ้านคำบก ตำบลคำบก อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร

ครูประสิทธิ์ เกิดในชาติปัจจุบัน นับเป็นชาติที่ 4 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2494 กับ คุณพ่อพรหมา และ คุณแม่จันหอม สลางสิงห์ ที่บ้านเลขที่ 1 บ้านคำบก ต.คำบก อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร เข้ารับราชการครูเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 40 ปี

ครูประสิทธ์ ได้เปิดเผยถึงเรื่อง ที่เขาจำเรื่องราว ในอดีตชาติของเขาให้ฟังว่า

สาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าระลึกชาติแต่ปางก่อน ๆ ได้นั้น มีสาเหตุ 2 ประการด้วยกันคือ

"ประการแรกตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมาในชาติปัจจุบันนี้ ตั้งแต่อายุได้ประมาณ 4-5 ปี เรื่อยมาจนกระทั่งอายุ 17 ปี ทุก ๆ ปีนั้น ข้าพเจ้าจะต้องฝันเห็นเหตุการณ์ และเรื่องราวแต่ชาติก่อน ๆ ที่ผ่านมาแล้ว 3 ชาติ ไม่น้อยกว่าปีละ 10 ครั้ง ซึ่งการฝันก็จะเป็นเรื่องเดิมทั้งนั้น

ประการที่ 2 ข้าพเจ้าได้มีโอกาส ไปฝังศพเด็ก ร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ข้าพเจ้า ยิ่งแน่ใจว่า จะเป็นความจริง ข้าพเจ้าจึงเดิน ทางไปพิสูจน์ความจริงในอดีตชาติที่ 3 ที่บ้านม่วงตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2511 ขณะที่ข้าพเจ้ามีอายุได้ 17 ปี"

"ส่วนเหตุการณ์ ตอนที่ข้าพเจ้าเดินทางไปพิสูจน์ความจริงในความฝันซ้ำกันบ่อยๆ นั้น ข้าพเจ้าจะเล่าให้ ฟังในตอนท้าย"

ครูประสิทธิ์ได้เล่าให้ฟังถึงอดีตชาติในชาติหนึ่งของเขาว่า

ในปี พ.ศ. 2480 ข้าพเจ้า ได้เกิดที่บ้านเลขที่ 1 บ้านคำบก ตำบลคำบก อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร (บ้านเกิดในชาติ ปัจจุบัน) ข้าพเจ้า เกิดเป็นลูกของ คุณพ่อพรหมา กับ คุณแม่จันหอม สลางสิงห์ (ส่วนนามสกุล วังโคตรแก้ว ข้าพเจ้าขอ เปลี่ยนในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2528)

คุณพ่อพรหมาเกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2456 ส่วนคุณแม่จันหอม เกิดวันที่ 1 พฤษภาคม 2459 คุณพ่อคุณแม่แต่งงานกัน ในปี พ.ศ. 2475 หลังจากแต่งงานไปได้ 3 - 4 ปี ก็ยังไม่มีลูก มีแต่หลานที่เป็นลูกพี่สาวของคุณพ่อ ซึ่งเป็นผู้ชายชื่อ ติ้ง เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2470 (ต่อมาได้เป็นกำนันติ้ง สลางสิงห์ กำนันตำบลคำบก อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร)

คุณพ่อ - คุณแม่ได้นำ ด.ช.ติ้งมาเลี้ยงเป็นทั้งลูก (ลูกบุญธรรม) และเป็นทั้งหลาน เพราะพี่สาวของพ่อได้ หย่าจากสามี และได้ไปแต่งงานใหม่

ตายพร้อมกัน 2 คน

ครูประสิทธิ์เล่าต่อไปว่า จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2479 คุณแม่ของเขา ได้คลอดลูกคนแรกเป็นผู้หญิง ได้ตั้งชื่อว่า "เฮ้า"

ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 ข้าพเจ้าได้เกิดมาเป็นลูกคนที่ 2 มีชื่อว่า  "ฮ้วง" จากนั้น ข้าพเจ้ายังมีน้องสาวตามมาอีก 1 คนชื่อ "วิไล"  เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2482 และ น้องชายอีกคนหนึ่งชื่อ "ซุน" เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2484

รวมแล้ว คุณพ่อ - คุณแม่ มีลูกทั้งหมด 5 คนคือ ติ้ง,เฮ้า,ฮ้วง,วิไล และ ซุน ปีที่คุณพ่อ - คุณแม่ โศกเศร้า ละเสียใจมาก ที่สุดคือปี พ.ศ. 2486 เพราะ ปีนี้ลูกของท่านทั้งสอง ต้องมาตายพร้อมๆ กันคือ พี่สาวของข้าพเจ้า และตัวข้าพเจ้าเอง

พี่เฮ้าผู้เป็นพี่สาวได้เสียชีวิตลง เมื่อใกล้ดวงอาทิตย์จะขึ้น เขาป่วยเป็นไข้ตาย ญาติพี่น้องจึงนำศพไปฝังที่ ป่าช้าภูโล้น ที่อยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้าน และในวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณเที่ยงวัน ข้าพเจ้า (ฮ้วง) ก็ได้สิ้นใจตายไปด้วยในอ้อมกอดของคุณย่า ก่อนตายนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพี่เฮ้า มาชวนให้ไปด้วย จากนั้นในตอนบ่าย ญาติพี่น้อง ก็ได้นำศพข้าพเจ้าไป ฝังอีกเป็นศพที่สอง

จากนั้นข้าพเจ้า และพี่เฮ้าก็ได้ไปยังอีกโลกมิติหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่มีแต่ความสว่างไสว นวลใย แต่ไม่มีดวงอาทิตย์ มีแต่ป่าไม้และภูเขาที่สวยงามเท่านั้น ส่วนผู้คน และฝูงสัตว์ไม่พบเห็น มีแต่ข้าพเจ้า และพี่สาวเท่านั้น เราเดินทางไปอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะตายก็ยังไม่รู้เลยว่าตาย ในที่สุดได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นป่าเขาที่สวยงามมีลมพัดแรงมากจน ข้าพเจ้าและพี่เฮ้า ถูกลมพัดจน แยกจากกันไปคนละทาง เพียงได้ยินแต่เสียงที่ร้องเรียกหากันเท่านั้น จนลับตาไป

ข้าพเจ้าได้แต่ร้องไห้ เพราะคิดถึงพี่เฮ้า จนสุดจะพรรณนาได้ แต่ต่อมา จึงได้นึกถึง คุณพรหมา และ คุณแม่จันหอมอีกครั้ง เพียงแค่นึกถึงเท่านั้น ข้าพเจ้าก็ได้กลับมาถึงบ้าน และคุณพ่อคุณแม่ต่างก็อุ้มกอดไว้ด้วยความดีใจ ข้าพเจ้าจึงได้อยู่กับพ่อแม่จะนานเท่าไร ก็ไม่อาจจะทราบได้

ทราบต่อมาว่า ข้าพเจ้า ได้ตกลง จากที่สูงสู่ที่ต่ำ แต่ข้าพเจ้าก็ตั้งจิตใจอย่างแน่วแน่คือ ไม่เกิดความกลัว อยู่ในจิตเพียงแต่ รู้สึกหิวน้ำเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงร้องออกมา แต่มันก็ร้องได้แค่ "อุแว้ ๆ " เท่านั้น

จากนั้นก็ได้ยินเสียงว่า  "เกิดแล้วๆ เป็นผู้ชาย" ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ถึงแม้ข้าพเจ้าจะพูดไม่ได้ แต่ข้าพเจ้า ก็รู้กิริยาท่าทาง และภาษาพูดของคนได้ ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเขาเรียกชื่อข้าพเจ้าว่า "มั่น" ตรงกับปี พ.ศ. 2490 นับว่าเป็นการเกิดชาติที่ 2 ส่วนสูจิบัตรนั้น เมื่อใครตายแล้วเขาจะเผาทิ้งไปด้วย จึงไม่สามารถ บอกวัน, เดือน, ปีเกิดให้ทราบได้

หลังจากข้าพเจ้าได้หวนกลับมาเกิด กับคุณพ่อพรหมา และคุณแม่จันหอม เป็นครั้งที่ 2 นี้ ข้าพเจ้า เป็นลูกคนที่ 6 การเกิด ในครั้งที่ 2 หรือ ชาติที่สองนี้ ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ได้เพียงเดือนเศษ ๆ เท่านั้นก็ถึงแก่ความตายอีก ข้าพเจ้า จะบอกให้ท่าน ผู้อ่านได้ทราบว่า ในขณะที่ข้าพเจ้าเกิดเป็นทารกน้อยนั้น มีความรู้สึกเสมือนว่า อยู่ในโลกแห่งความฝัน คือ มีลักษณะครึ่งหลับ ครึ่งตื่น แต่เป็นจิตบริสุทธิ์ และสามารถมองเห็น ในสิ่งที่บุคคลที่มีอายุมากจะมองไม่เห็น

ส่วนสาเหตุที่ตายนั้น เมื่อข้าพเจ้าสอบถามคุณแม่ในชาติที่ 4 คือ ปัจจุบันชาตินี้ก็ทราบว่า คุณแม่ชอบนอนมาก และได้นอนทับร่าง ทำให้นมไปปิดปากปิดจมูก จนในที่สุดก็ขาดใจตาย การตายก็ตายในลักษณะ เหมือนเราฝันไป และไม่ยอมตื่นนอน แต่เป็นการฝันที่แน่นอน และชัดเจน สามารถนำมาเล่า ให้ คุณพ่อ - คุณแม่ท่านฟังได้อย่างถูกต้อง

เกิดชาติที่ 3 กับพ่อแม่คนใหม่

ครูประสิทธิ์ได้เล่า ถึงการกลับมาเกิดของเขาอีก ในชาติที่ 3 ว่า เขาเกิดมาอยู่กับพ่อ- แม่คนใหม่ และจนมากด้วยเขาเล่าว่า

ข้าพเจ้าอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านเรื่องของข้าพเจ้า ให้ได้ทราบว่า ผีกับวิญญาณนั้น ที่แท้ก็คือ "ความคิด" ของเรานั่นเอง บางคนก็บอกว่า "ดวงจิต" ซึ่งรายละเอียดนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าว ในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งต่อไปจะ ขอเล่าถึงการได้ตายจากไปใน ชาติที่ 2 นี้ก่อน

ในโลกแห่งความตาย ก็เหมือนกับการตายในชาติแรก คือ จิตใต้สำนึกของข้าพเจ้ายังคิดถึงพี่เฮ้ามากที่สุด (คือคิดตามประสาเด็ก)

จากนั้น ข้าพเจ้าก็ออกจากบ้าน พอพ้นเขตบ้าน ก็จะเป็นโลกแห่งความฝัน มันเป็นมิติใหม่ ข้าพเจ้าได้เหาะไปคนเดียว แต่ไม่ได้คิดว่า จะไปหาที่เกิดใหม่ และไม่เคยทราบเลยว่า "เกิด" คืออะไร จึงได้เหาะไปเรื่อย ๆ

จนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ทราบว่า อยู่เหนือภูพระเจ้า (รู้ตอนจะเดินทางไปพิสูจน์บ้านเกิดในชาติที่ 3) ขณะนั้นข้าพเจ้าได้มองลงสู่พื้นล่าง (พื้นดิน) ได้มองเห็นบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ปลูกอยู่เพียงหลังเดียวเท่านั้น (ต่อมาจึงได้ทราบว่า เป็นบ้านม่วงซึ่ง ขณะนั้นมีบ้านเรือน ของผู้คนประมาณ 20 หลังคาเรือนแล้ว) แต่ทำไมข้าพเจ้าจึงมองเห็นเพียงหลังเดียวเท่านั้นก็ไม่รู้ได้

จากนั้นข้าพเจ้า จึงเหาะลงไปยังบ้านที่ข้าพเจ้ามองเห็น เมื่อลงไปถึง ก็เห็นเจ้าของบ้าน แต่งตัวเหมือนกับเศรษฐีมีเงิน ทั้งยังมีทาสรับใช้ อีกมากมาย เมื่อเขาเห็นข้าพเจ้า เขาก็แสดงความรักและชอบพอข้าพเจ้ามาก เขาบอกว่า อยากได้ข้าพเจ้าไว้เป็นลูก ส่วนข้าพเจ้าก็เช่นกัน คือ เกิดชอบนิสัยใจคอ อยากจะอยู่กับเขา และได้อยู่กับเขาในที่สุด แต่อยู่นานเท่าไรนั้น ข้าพเจ้าไม่อาจจะทราบได้อีก

ทราบแต่ว่า ได้ตกจากที่สูงลงสู่เบื้องต่ำอีก กับรู้สึกหิวน้ำ จึงได้ร้องออกมาเหมือนกับการเกิดใหม่ ในชาติที่สองไม่มีผิด และต่อๆ มาจึงทราบว่า เขาตั้งชื่อให้ข้าพเจ้าว่า "เฮ้า" เป็นผู้ชายเหมือนเดิม ทั้งยังได้ชื่อว่า "เฮ้า" อันเป็นชื่อของพี่สาว ในชาติแรกอีกด้วย

ต่อมาเมื่อมีอายุได้ 2 ขวบกว่าๆ จึงพอจะรู้ว่า ที่มองเห็นเป็นบ้านหลังใหญ่โตนั้น ที่แท้จริงมันเป็นเพียง "กระท่อมนา" หลังน้อยๆ เท่านั้นเอง มีความกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร และพื้นเป็นฟากไม้ไผ่ ส่วนฝา เป็นใบตอง ฝากั้นห้องเป็นใบตาลแห้ง ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ทำไมมันถึงไม่ตรงกับที่ได้มองเห็น ก่อนที่จะมาเกิดก็ไม่รู้ ถ้ารู้ก็คงจะไม่ลงไปแน่ และนอกจากนั้น ยังได้เห็นเจ้าของบ้านมีลักษณะเป็นเศรษฐีร่ำรวย อีกแต่ทำไมกลับกลายเป็นคนจน ถึงระดับขอทานก็ไม่รู้ มันกลับตาลปัตรไปหมด ช่างอนาถแท้ๆ

"อีกประการหนึ่ง หมู่บ้านที่ข้าพเจ้ามาเกิด เป็นชาติที่ 3 นี้ความจริง ในขณะนั้นมีบ้านเรือนของคนถึง 20 หลังคาเรือนแล้ว แต่ทำไม ข้าพเจ้ามองเห็นเพียงหลังเดียวเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะได้สรุป ในตอนท้ายให้ฟัง เพื่อเป็นข้อคิด ในการที่จะตัดสินใจประกอบการพิจารณา ในเรื่องที่ข้าพเจ้าได้เล่าให้ฟังนี้ว่าจะสมควรเชื่อหรือไม่" ครูประสิทธิ์กล่าว และเล่าต่อไปว่า

ในชาติที่ 3 นี้ ข้าพเจ้าเกิดในปี พ.ศ. 2490 เกิดกับ คุณพ่อฮิบ กับ คุณแม่ส้ม (ส่วนบ้านเลขที่ และ นามสกุล ข้าพเจ้าจำไม่ได้) ที่บ้านม่วง ตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ห่างจากตัวอำเภอคำ ชะอี ไปทางทิศตะวันตก 5 ก.ม. และ ห่างจากบ้านคำบก ที่เกิดในชาติแรกประมาณ 20 ก.ม. ส่วนรูปร่าง ลักษณะนั้น มีรูปร่างอัปลักษณ์มาก คือ ตัวดำ ผมก็หยิก พุงก็ยื่น ท้องใหญ่และขาลีบหัวโต ลำตัวสั้น เรียกว่า สุดที่จะบรรยายในความอัปลักษณ์ ให้ท่านผู้อ่านฟังได้ คุณพ่อคุณแม่ใน ชาตินี้ (ชาติที่ 3) เป็นคนยากจนมาก ข้าวก็ไม่พอกิน ต้องเร่ร่อนไปขอทาน และขุดหาเผือกหามันกินแทนข้าว พอได้ประทัง ชีวิต ให้อยู่รอดไปวันๆ เท่านั้น

คุณพ่อฮิบเป็นคนชอบม้า ได้นำม้ามาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง เป็นม้าขาขวาด้านหลังพิการ จึงเป็นขาเดินได้ 3 ขา และอานม้ากับที่ เหยียบเท้า 2 ข้าง ข้างหนึ่งเป็นสีออกขาว และอีกข้างหนึ่งเป็นสีออกทอง ๆ นอกจากจะมีม้าขาพิการแล้ว ในบริเวณใกล้ ๆ กระท่อมนา อันเป็นที่อยู่ของพ่อ - แม่ในชาติที่ 3 นี้ ก็มีที่นา และมีหนองน้ำ 2 แห่งไม่ใหญ่นัก ซึ่งในชาตินี้ ข้าพเจ้ามาเกิด เป็นลูกคนที่ 2 ของเขา ส่วนลูกคนแรกนั้น เป็นหญิงได้เสียชีวิตไปก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาเกิดเพียงปีเดียวเท่านั้น

"ถึงแม้ครอบครัวจะยากจน แต่คุณพ่อฮิบ และคุณแม่ส้ม ก็รักข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ในชาติที่ 3 นี้ได้เพียง 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้นก็เสียชีวิตลง เนื่องจากเป็นไข้หนักตัวร้อนมาก เข้าใจว่าคงเป็นไข้หวัดอย่างแรงนั่นเอง"

พบพี่สาว พากันไปหาที่เกิดอีก

หลังจากสิ้นใจไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เหาะไปเรื่อยๆ ตามความคิดในโลกแห่งความฝัน จนกระทั่งไปถึงทุ่งกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง จึงได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่เบื้องล่าง

เมื่อมองดูลงไป ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังนั่งร้องไห้อยู่ จึงได้เหาะลงไป เพื่อให้ได้เห็น ชัดเจนขึ้น พอไปถึงจึงได้รู้ว่า ผู้ที่นั่งร้องไห้อยู่นั้น ที่แท้ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่เฮ้าพี่สาวของข้าพเจ้าเอง

ทั้งสองพี่น้องเมื่อได้พบกัน ก็ต่างเล่าเรื่องราวต่างๆให้กันฟังทั้งเรื่อง ที่ได้ถูกลมพัด จนแยกจากกัน ในครั้งที่ตายไปในชาติ ที่หนึ่งนั้น พี่เฮ้าได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า หลังจากพลัดพรากจากกันไปแล้ว พี่เฮ้าได้ไปเกิดเป็นลูกวัว อยู่ได้ไม่นาน ก็ได้ตายไป

จากนั้นก็ได้ไปเกิดกับ คุณพ่อฮิบ กับคุณแม่ส้ม (พ่อแม่คนเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าไปเกิดด้วย) ที่บ้านม่วงตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร พี่เฮ้าไปเกิด เป็นลูกคนแรก พออายุได้ประมาณ 4-5 ปี ก็ได้เสียชีวิตลง (ส่วนข้าพเจ้าไปเกิด เป็นคนที่ 2 ในพ่อแม่เดียวกัน) เมื่อพี่เฮ้าตายไปแล้ว ก็ได้เร่ร่อนไปในที่ต่างๆ จนกระทั่ง มานั่งร้องไห้ อยู่ใต้ต้นไม้แห่งนี้ เพราะไม่รู้จะไปไหนอีกแล้ว และในใจก็ยังคิดถึงข้าพเจ้าอยู่ ผลสุดท้ายเราทั้งสองพี่น้องก็ได้มาพบกันจนได้

สรุปแล้วพี่เฮ้าของข้าพเจ้า ได้ไปเกิดก่อนข้าพเจ้าที่บ้านม่วง แต่ได้ตาย ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปเกิด ดังกล่าวแล้ว เราจึงไม่ได้พบกัน แต่ในขณะที่ทั้งสองเราพี่น้อง ก็ยังไม่ได้เข้าใจคำว่า "เกิด" และ "ตาย" แต่อย่างใด แต่รู้เพียงว่า ได้พากันไปหาที่อยู่ใหม่เท่านั้น จากนั้น พี่เฮ้าได้พาข้าพเจ้า เดินไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข อยู่ในโลกที่ไม่มีดวงอาทิตย์ มีแต่แสงสว่างอันขาว นวลสดใส อันประดับไปด้วยดวงดาวที่สวยงาม ส่วนพื้นดิน ประกอบไปด้วยหญ้า ที่นุ่มนิ่ม สูงประมาณ 1 ฟุต ส่วนป่ามีต้นไม้ใหญ่ ขึ้นอย่างสวยงาม เราพากันเดินไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ จนกระทั่งเดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นลำห้วยที่ลึก และไหลแรงมาก

ทั้งยังมีป่าทึบรอบล้ำหวยและมีขอนไม้หนึ่งขอนพาดไปยังฝั่งตรงข้าม พี่เฮ้าจึงเดินนำหน้าไปก่อนได้ประมาณเกือบครึ่งข้าพ เจ้าจึงเดินตามไป พอเดินถึงตรงกลางด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ ทำให้ข้าพเจ้าพลัดตกลงไปในลำห้วยนั้น และได้ถูกน้ำพัดไป อย่างแรง ทั้งข้าพเจ้าและพี่เฮ้าต่างก็ร้องเรียกหากันจนลับตาไป ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่า พี่เฮ้าจะเป็นอย่างไร เขาจะไปเกิด หรือยังก็ไม่รู้ได้

"แม้ทุกวันนี้ (ในชาติปัจจุบัน) บางคืนมีอยู่บ่อยครั้ง ที่ได้ฝันเห็นภาพในอดีต อันเป็นเหตุการณ์เมื่อครั้งเกิด ในชาติก่อนๆ เป็นประจำ และไม่ทราบว่า อีกเมื่อไรเราจะได้พบกับพี่สาวของเราได้อีก"

กลับมาเกิดกับพ่อ - แม่ชาติแรก

ข้าพเจ้าเมื่อถูกน้ำพลัดไหลไปไกลมากแล้วในความรูสึกข้าพเจ้า ได้แต่เศร้าโศกเสียใจมาก เพราะคิดถึงพี่เฮ้ามาก จึงร้องไห้ลูกเดียว (ท่านเคยร้องไห้ ในความฝันบ้างไหมครับ ไม่ผิดกันเท่าไหร่หรอก)

ในที่สุดข้าพเจ้าก็นึกถึง คุณพ่อพรหมา และคุณแม่จันหอมขึ้นมา และเพียงแต่นึกเท่านั้น ข้าพเจ้าก็ได้กลับมาบ้านของคุณ พ่อพรหมา คุณแม่จันหอม ในทันที ในบ้านเลขที่ 1 บ้านคำบก ต.คำบก อ.คำชะอี จ. มุกดาหาร "การกลับมาเกิดกับคุณพ่อ พรหมาและคุณแม่จันหอมนี้เป็นพ่อ - แม่คนเก่า ที่ได้เกิดมาในครั้งแรก และในครั้งนี้ เป็นการเกิดเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งรวมแต่ละชาติที่ไปเกิดที่บ้านม่วงแล้วเป็นชาติที่ 4"

ครูประสิทธิ์กล่าวว่า การจะเกิดในแต่ละครั้งนั้น ก็จะเป็นในลักษณะมาอยู่กับพ่อ - แม่ และแม่ก็อุ้มกับกอดเอาไว้ แต่จะนาน เท่าไหร่ ก็ไม่ทราบได้ จนในที่สุด ก็รู้สึกตกจากที่สูง ลงสู่เบื้องต่ำ อย่างรวดเร็วเช่นเคย

ข้าพเจ้า จะตั้งสติไว้อย่างมั่นคง ในทุกครั้ง ที่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้าพเจ้าเกิดมาดูโลกอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 4 เมื่อประมาณ 2 ทุ่มตรง ของวันที่ 25 สิงหาคม 2494 และเป็นลูกคนที่ 5 ของ คุณพ่อพรหมา และแม่จันหอม มีพี่น้อง ที่ยังมีชีวิตอยู่ 6 คนด้วยกัน คือ นางวิไล, นายซุน, นางวาด, นางทองใบ, นายประสิทธิ์ และนายประเสริฐ

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเติบโตมา ในชาติที่ 4 นี้ ข้าพเจ้าได้ฝันถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ชาติที่ 1 ถึง ชาติที่ 3 อยู่เป็นประจำ และเป็นเรื่องเดียวกันทุกครั้ง

ในปีพ.ศ. 2507 ขณะที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ ป 4 ครอบครัวถูกโจรปล้นได้เงินไปประมาณหมื่นกว่าบาท คุณพ่อคุณแม่จึงได้ย้าย ไปทำการค้าขายที่ตัวอำเภอคำชะอี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2511 ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.3 โรงเรียนสมประสงค์วิทยา ตั้งอยู่ในตัวอำเภอคำชะอี

พอถึงต้นเดือนกรกฎาคม ในอำเภอคำชะอี มีเด็กเสียชีวิตลง อายุประมาณ 3 - 4 ปี คุณพ่อได้มอบหมาย ให้ข้าพเจ้าไปฝังศพเด็กที่ตาย ร่วมกับชาวบ้าน จากเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กที่ตาย ทำให้ข้าพเจ้า นั่งคิดประกอบกับความฝันบ่อย ๆ เกี่ยวกับอดีตชาติแต่ครั้งก่อนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้า อยากไปเยี่ยมคุณพ่อฮิบคุณแม่ส้ม ที่บ้านม่วง ต. บ้านเหล่า อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

เมื่อข้าพเจ้ากลับจากฝังศพเด็กที่ตายแล้ว ตกค่ำข้าพเจ้าได้บอกขออนุญาตจากพ่อ - แม่เพื่อจะเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่เก่า ในอดีตชาติ เมื่อครั้งไปเกิดกับเขา ในชาติที่ 3 ที่บ้านม่วง แต่คุณพ่อ - แม่ในปัจจุบัน ไม่อนุญาต ให้ไปอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ บ้านม่วงแห่งนี้ ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมา จนกระทั่งมีอายุย่างเข้า 17 ปี แล้วยังไม่เคยได้ไปเห็นมาเลย พอตื่นนอนในวันต่อมา ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ของเดือนกรกฎาคม 2511หลัง จากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ข้าพเจ้า ก็แต่งตัวไปโรงเรียนในชุดลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว ได้เอาสมุดหนังสือวางไว้ที่โต๊ะและไม่ได้บอกกับครู หรือเพื่อนทราบว่า ข้าพเจ้าจะไปไหน เพราะกลัวคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ไป จึงขโมยหนีไป เพื่อไปค้นหาความจริงว่า ข้าพเจ้าได้ไปเกิดที่บ้านม่วงแห่งนี้ จริงหรือไม่ และคุณพ่อฮิบคุณแม่ส้มจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

ข้าพเจ้า เริ่มเดินออกจากโรงเรียนเวลา 08.00 น. โดยการเดินไป ตามแนวเขา ตามที่คิดว่า ความฝันคงเป็นจริง การเดินทางนั้น เป็นการสำรวจ และคิดทบทวนมากที่สุด มีการนั่งพักอยู่หลายครั้ง จนในที่สุด ก็ไปถึงลำห้วย ก่อนที่จะเข้าไปยังหมู่บ้านม่วง ซึ่งลำห้วย อยู่ห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ 300 เมตร ขณะนั้นเป็น เวลาเที่ยงวันพอดี แต่ข้าพเจ้าก็ยังจนใจ ที่ยังไม่สามารถ เข้าไปยังหมู่บ้านม่วงได้ เพราะมองดูสภาพบริ เวณใกล้หมู่บ้าน ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะเวลาได้ล่วงเลยมา เป็นเวลาถึง 17 ปีแล้ว

สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้น คือ เดินกลับไปกลับมานั่งบ้าง เพราะต้องใช้ความคิดอย่างหนัก จนกระทั่งข้าพเจ้ามองเห็นต้นตาล 3 ต้นที่อยู่ใกล้หมูบ้าน จึงทำให้ข้าพเจ้านึกถึงตอนที่คุณแม่ส้มพาไปเก็บลูกตาลอยู่บ่อยๆ ข้าพเจ้าจึงเดินไปที่ต้นตาลขณะนั้น เป็นเวลาบ่าย 3 โมงเย็นแล้ว จากนั้น จึงต้องใช้ความคิด เพื่อทบทวน ถึงเหตุการณ์ ในอดีตชาติอย่างหนักอีกครั้ง เพื่อให้ความจำกลับคืนมา ข้าพเจ้าใช้เวลาคิดนานพอสมควร จึงคิดได้ว่ายังมีวัดอยู่วัดหนึ่ง ซึ่งเคยไปวิ่งเล่นในสมัยเมื่อยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ ซึ่งวัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของบ้านพ่อฮิบคุณแม่ส้ม ส่วนที่นาของคุณพ่อคุณแม่ก็อยู่ติดกับบ้าน ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน พอนึกขึ้นได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงเดินไปที่วัดก่อน ขณะนั้นเป็นเวลา 6 โมงเย็นแล้ว ข้าพเจ้าเดินกลับมายังริมบ้านของพ่อแม่ จากนนั้น ก็มองเห็นบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ฟากถนน สภาพของบ้าน เหมือนบ้านของข้าพเจ้า ในอดีตชาติ (ชาติที่ 3) ทุกอย่าง

พ่อไม่เชื่อว่าเป็นลูก

ข้าพเจ้าจึงเดินไปยังบ้านหลังน้อยๆ นั้นทันที เพราะเวลาเกือบจะมืดค่ำเข้ามาทุกขณะ แสงอาทิตย์กำลัง จะลับขอบฟ้าข้าพ เจ้าจึงเดินขึ้นไปในบ้าน สายตาก็พบคุณพ่อฮิบกำลังนั่งฟั่นเชือกอยู่ ข้าพเจ้าจึงตรงเข้าไปกราบและกอดคุณพ่อฮิบพร้อมกับ พูดว่า

"พ่อ ลูกเฮ้ากลับมาหาพ่อแล้ว"

คุณพ่อฮิบไม่ยอมเชื่อว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกของท่านเลย เราพ่อ - ลูกพูดคุยกันตั้งอยู่นานพ่อก็ไม่ยอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นลูกชาย ของท่านในชาติปางก่อนสักที ในที่สุดคุณพ่อฮิบจึงกล่าวขึ้นว่า

"เจ้าจำอะไรได้บ้างในครอบครัวพ่อ - แม่ จำอะไรได้บ้างให้บอกมา"

ข้าพเจ้า ก็บอกกับพ่อไปว่า ที่นาของเรา อยู่ติดบ้านของเรา ทางทิศตะวันตก ของบ้านเรานี่แหละและมีหนองน้ำ ไม่ใหญ่นัก อยู่ 2 แห่ง ผมพูดถูกมั้ยครับ ฝ่ายคุณพ่อ ก็เลยไม่ตอบอะไร สักครู่ท่านก็เอ่ยถามต่อ ไปอีกว่า

"มีอะไรอีก"

ข้าพเจ้าจึงบอกต่อไปว่า "ครอบครัวของเรายากจนมา ต้องไปขอทานในที่ต่างๆ จนมาถึง ในคืนวันหนึ่ง ชาวบ้านเขาได้เอา สิ่งของเครื่องใช้ในครอบครัว มาทำพิธีบังสุกุลให้ เหมือนเราเอาเครื่องสังฆทานไป ถวายพระคือ เขาจะจุดธูปเทียน และตีฆ้อง แล้วคุณพ่อก็ลงไปรับเอาของพร้อมกับให้พรแก่พวกเขา...พ่อ จำได้ไหม" เมื่อพูดจบคุณพ่อไม่ตอบอะไรเพียงแต่ถาม อีกว่า

"มีอะไรอีก"

ข้าพเจ้าจึงบอกต่อไปว่า แต่ก่อนคุณพ่อมีม้าอยู่ตัวหนึ่ง ขาหลังพิการ มันจึงวิ่งได้เพียง 3 ขาเท่านั้น และที่เหยียบอานม้าทั้ง สองข้างนั้นก็ต่างกันคือ ข้างหนึ่งเป็นสีขาวอีกข้างหนึ่งเป็นสีทอง พ่อได้เล่าให้แม่ส้มและลูกฟังว่า พ่อขี่ม้ามาจากหมู่บ้านนาบอน ม้าได้ลื่นพลาญหิน ม้าจึงล้ม พ่อโกรธมากถึงกับจะฆ่าม้าทิ้งเสีย ที่พูดมาทั้งหมดนี้ผมพูดถูกมั้ยครับ คุณพ่อกล่าวตอบ เบา ๆ ในลำคอคล้ายจะร้องไห้ว่า

"ที่ลูกพูดมานี่ลูกพูดถูกหมดเลยลูก"

พูดจบพ่อก็โอบกอดข้าพเจ้าพร้อมกับร้องด้วยความดีใจ พร้อมกับลูบคลำตัวข้าพเจ้า แล้วพูดขึ้นว่า

"ลูกโตขนาดนี้แล้วหรือ"

จากนั้น คุณพ่อฮิบจึงคลาน คว้าผิดคว้าถูก เข้าไปในห้อง ที่กั้นฝาใบตาลไว้ แล้วลากดึงอานม้า ออกมาจากในห้อง นำมาให้ ข้าพเจ้าดู ในขณะนั้นเองข้าพเจ้าจึงรู้ทันทีว่า คุณพ่อฮิบท่านตาบอดสีอย่างแน่นอน เมื่ออานม้าถูกลากมาถึง ข้าพเจ้าตกใจ มากที่สุดที่ได้เห็นที่เหยียบเท้าของอานม้าเป็นจริงตามที่ข้าพเจ้าเล่าให้ฟังทุกอย่าง ข้าพเจ้าพูดออกมาว่า

"ตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ "

เกิดชาตินี้ทำบุญอย่างหนัก

ส่วนอย่างอื่นๆ นั้นข้าพเจ้าคิดว่า คล้ายความฝันแต่ก็เป็นจริงจนได้ทุกอย่าง จากนั้นคุณพ่อก็บอกว่า คุณแม่ของลูกได้ตายไป นานแล้ว กล่าวจบพ่อฮิบได้เรียกบรรดาญาติ ๆ ของท่านฟังอีก ข้าพเจ้าพูดคุยอยู่นานนับชั่วโมง จึงกราบลาพ่อฮิบ แล้วรีบวิ่งกลับมาที่บ้าน ในตัวอำเภอ เพราะเป็นเวลา 1 ทุ่มไปแล้ว พอไปถึงบ้าน ก็เป็นเวลา 2 ทุ่มกว่า ๆ พอไปถึงบ้าน พ่อพรหมา ท่านโกรธมาก เพราะท่านไม่รู้ความจริง เนื่องจากเพื่อน นักเรียนและครูมาบอกกับท่านว่า

ไอ้สิทธิ์มันไปจีบสาวที่บ้านม่วง

พ่อพรหมาท่านด่าว่าต่างๆ นานา และไล่หนีออกจากบ้าน ข้าพเจ้าซึ่งขณะนั้นทั้งเหนื่อยทั้งหิว เพราะวิ่งมาจากบ้านม่วงเป็น ระยะทางร่วม 5 ก.ม. ยังมาถูกพ่อด่า และไล่หนีอีก ข้าพเจ้าจึงวิ่งหนีกลับมา ยังบ้านคำบก อันเป็นบ้านเก่า ที่เคยอยู่ก่อนใน ค่ำคืนนั่นเอง ข้าพเจ้าหนีมาอยู่กับพี่สาวซึ่งกำลังทำนาอยู่ ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ไปโรงเรียนถึง 7 วัน

พอคุณพ่อ - คุณแม่ ท่านทราบความจริง จึงได้มาตามให้ข้าพเจ้ากลับไปบ้าน ที่อำเภอ จากนั้น ทั้งคุณพ่อ - คุณแม่ ก็ได้ไต่ ถามถึงเรื่องราวและความเป็นอยู่ของพ่อ - แม่เก่าที่บ้านม่วงเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าบอกว่า ครอบครัวของพ่อฮิบ -แม่ส้มทุกข์ ยากมาก และขณะนี้คุณแม่ส้มก็ได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ในวันต่อมา คุณพ่อพรหมา และแม่จันหอม จึงได้จัดแจงเอาข้าว สาร 1 กระสอบกับเสื้อผ้า และของใช้ที่จำเป็น ให้ข้าพเจ้า นำไปมอบให้พ่อฮิบที่บ้านม่วง

สมัยนั้น หนทางยังไม่เจริญ สิ่งของต้องบรรทุกใส่เกวียน โดยมีญาติพี่น้องของข้าพเจ้า ได้ติดตามไปดูด้วย ต่อจากนั้นเรื่อย มาข้าพเจ้าได้เดินทางไปเยี่ยมพ่อฮิบถึง 8 ครั้งด้วยกัน จนทำให้พ่อพรหมาแม่จันหอม ซึ่งเป็นพ่อแม่ในชาติปัจจุบันไม่ค่อย จะพอใจนัก ทั้งที่ท่านคงคิดว่า พ่อฮิบซึ่งเป็นพ่อเก่าในอดีตชาติมาแย่งแบ่งความรักจากท่านไปก็ได้

ในปี พ.ศ.2511 ข้าพเจ้าไปเรียน ม.ศ.4 ที่โรงเรียนอินทรศึกษาที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็กลับไปเรียนสำเร็จ ป.ก.ศ. ที่วิทยาลัยครู อุบลราชธานี ในปี พ.ศ.2515 ช่วงปีนี้ คุณพ่อฮิบ ได้เสียชีวิตไปแล้ว และในปีเดียวกัน นี้คุณแม่จันหอม ก็ได้เสียชีวิตลง เช่นเดียวกัน และอีก 5 ปีต่อมาคุณพ่อพรหมาก็ได้เสียชีวิตลงไปอีก ตรงกับ ปี พ.ศ.2520

ช่วยกันคิดแล้วพิจารณา

การที่ข้าพเจ้า ได้เปิดเผย เรื่องราวของข้าพเจ้า ตั้งแต่อดีตชาติ ในชาติที่ 1 จนกระทั่งชาติที่ 4 คือในชาติ ปัจจุบันนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าหากได้บันทึกไว้ให้เพื่อนร่วมโลก ได้รู้ได้พิจาณากันว่า มันเป็นไปได้หรือไม่ ที่ตายแล้วเกิด ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ ท่านเชื่อโดยไม่ได้พิจารณาเสียก่อน ตามเหตุและผล ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ แม้จะไม่ละเอียดนัก แต่ก็เป็นเรื่องจริงทุกอย่าง แม้แต่ในทุกวันนี้ ข้าพเจ้าเองก็ยังนำมาพิจารณาไตร่ตรองดูอยู่เสมอว่า มันมีสิ่งที่ลี้ลับยิ่งกว่านี้อีกไหมในโลกมนุษย์ของเรา

เมื่อท่านได้อ่านแล้ว จงได้ช่วยพิจารณาดูเถิด เพราะว่า ข้าพเจ้าเป็นครู การเป็นครู จึงควรถ่ายทอดวิชา ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ จริงไหมครับ ต่อไปนี้ข้าพเจ้า จะขอสรุปข้อคิด จากการที่ข้าพเจ้า ได้ระลึกชาติได้ถึง 3 ชาติที่ผ่านมา นั้นว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะได้ยกระดับจิตและวิญญาณ ให้สูงขึ้น ในขณะที่เรา กำลังยังเป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิต และละจากโลกนี้ไปสู่โลกแห่งความคิด ที่จะเป็นแนวทางไปสู่ แหล่งเกิดใหม่ให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต่อไป

ข้าพเจ้าขอให้ข้อคิดควรพิจารณาดังนี้คือ

1. ท่านเคยฝันซ้ำบ่อย ๆ และเป็นเรื่องเก่า จะสั้นหรือยาวก็ตาม ก็ขอให้ท่านได้ตระหนักเถิดว่า ท่านได้เกิด ณ สถานที่แห่งนั้น ท่านอาจจะเกิดเป็นสัตว์หรือเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นได้

2. การตายเป็นอย่างไร? การตายก็คือ ตอนแรกๆ จะมืด จากนั้นจะสว่าง และมองเห็นตัวเองเป็น 2 คน อีก คนหนึ่ง พ่อแม่ ญาติพี่น้องกำลังรุมล้อมและร้องไห้ แต่เราผู้ตายจะถามเขา แต่เขาจะไม่ได้ยินเสียงที่เราพูด จนทำให้เรานี่แหละ เป็นฝ่ายต้องหลบหลีกเขาเป็นประจำ และเราก็ร้องไห้เสียใจเหมือนกัน

3. การเกิดเป็นอย่าไร? เราไม่รู้หรอกว่า เราไปหาที่เกิดเรารู้แต่เพียงว่าเราไปอยู่กับเขาและในที่สุดจะมีความรู้สึกว่า "เราได้ตกจากที่สูงลงสูที่ต่ำ" ซึ่งในช่วงนี้ ถ้าหากใครมีจิตที่ไม่มั่นคง หรือควบคุมสติไม่ได้ ก็จะลืมเรื่องราวทั้งหมด ในอดีตหรือ จดจำไม่ได้เท่าที่ควร

4. เราจะเลือกที่เกิดไม่ได้เลยอย่างเช่นข้าพเจ้าเป็นตัวอย่าง คือ ขณะที่ข้าพเจ้าไปเกิดบ้านม่วง แท้ที่จริงหมู่บ้านม่วง มีหลังคาบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก แต่ทำไมข้าพเจ้ามองเห็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น บ้านที่ข้าพเจ้ามองเห็นก็เป็นบ้านหลังที่ใหญ่โต และเจ้าของบ้าน ก็ภูมิฐานเหมือนเศรษฐีมีเงิน แต่เมื่อเกิดมาแล้ว สภาพได้กลายเป็นกระท่อม แถมยังยากจน อีกต่างหาก

5.ไปเพียงนิดเดียวในโลกของวิญญาณ (ความนึกคิด) แต่เวลาในโลกมนุษย์นานเป็นเวลาถึง 4 - 5 ปีก็น่า คิดอยู่มาก

6. ในโลกของวิญญาณไม่มีดวงอาทิตย์ แต่มีแสงสว่างอันนวลใย และไม่รู้สึกหิว ไม่พบฝูงสัตว์แต่อย่างใด ข้าพเจ้าคิดว่า คงเป็นอีกภพหนึ่งเป็นแน่แท้

7. ใครที่สามารถ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นได้ เช่น การประกอบไปด้วยคุณธรรม และสร้างความดี ย่อมไปเกิดในหมู่มนุษย์ ที่มีคุณธรรมสูงเช่นเดียวกัน คือ จะไปเกิดในตระกูลที่ดี ร่ำรวยมีศีลธรรม เพราะ ความดีที่เราได้ทำไว้ จะติดตามตัวไป ในความคิดของเราตลอดไป แต่ถ้าหากใครทำไม่ได้ ตามที่กล่าวนี้ ก็ย่อมตกต่ำ ทั้งในชาตินี้ ทั้งในโลกวิญญาณ และในชาติหน้าเป็นแน่แท้

8. การทำบุญ หรือความพอใจจึงจะได้บุญ และมีความสุข ถ้าจะเปรียบไปคล้ายกับว่า เมื่อเราเห็นน้ำเต็มโอ่ง เมื่อเราโยนก้อนหินลงไปในโอ่ง น้ำในโอ่งก็จะล้นออกมาเท่ากับเนื้อที่ ที่โยนก้อนหินลงไปในน้ำนั้น แต่ถ้าหากเรามองเห็นน้ำในโอ่งไม่เต็มซึ่งน้ำอาจจะมีมากหรือมีน้อยก็ตาม เมื่อเราโยนก้อนหินลงไปใน โอ่งน้ำนั้น น้ำจะไม่ล้นออกมาให้เราได้เห็น ถ้าจะพูดกันให้ชัดเจนก็คือ การจะทำบุญ (การให้) เมื่อเราเห็นบุคคลที่เราควรจะให้นั้น สมควรที่เราเต็มใจให้หรือไม่ให้เพื่อจะ เอาหน้าเอาตา ลักษณะที่กล่าวมานี้เปรียบเสมือนโยนหินลงโอ่งน้ำฉันใดก็ฉันนั้น

9. คนเรามีกาย 2 กาย (ร่างกาย) คือ กายหยาบกับกายละเอียด กายหยาบ คือ กายนอก มีเนื้อหนังกระดูก ทุกอย่างที่เรายืน เดิน นั่ง นอนได้ ส่วนกายละเอียดนั้น คือ กายใน (ความคิด และ จิตใจ) กายในนี้มีโอกาส สวยงามกันได้ทุกคน ถ้าหากต้อง การเช่นอย่างน้อยให้มีศีล 5 ประจำยู่ในจิตใจ หรือให้มีคุณความดี อยู่ใน จิตใจ เมตตา กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ที่ด้อยกว่าเรา

ข้อคิดเห็นของข้าพเจ้า ทั้ง 9 ข้อนี้ได้ประโยชน์ หรือ ไม่ได้ประโยชน์อย่างไร ก็ขอให้ท่าน ช่วยพิจารณา ดูเถอะครับ เพราะข้อความทั้งหมดนี้ เป็นความจริงทุกอย่าง เนื่องจากว่า ข้าพเจ้าต้องการที่จะยกระดับจิตใจ และ แนวความคิดให้สูงขึ้น จะได้ไม่ตกอับ ทั้งในชีวิตการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และไม่ใช่โลกของมนุษย์ อันเป็นโลกของวิญญาณ ก็ขอให้เป็นวิญาณที่สูง มิใช่วิญญาณที่หาที่เกิดไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงได้เร่งกระทำความดีไว้ และชักชวนให้ท่าน ได้กระทำความดีด้วย ครูประสิทธิ์ กล่าวในที่สุด

ครูประสิทธิ์ วังโคตรแก้ว แม้จะระลึกชาติ ได้ถึง 3 ชาติ ที่ผ่านมาแล้ว ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ไปเที่ยวเมืองนรก เมืองสวรรค์ ดังที่บุคคลบางคน ที่ตายแล้วเกิดได้ไปเห็นมา ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะจิตของครูประสิทธิ์ ยังบริสุทธิ์อยู่นั่นเอง เรื่องการระลึก ถึงอดีตชาติได้นี้ แม้แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่ เป็นไปได้ เช่น

คืนวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นคืนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้นั้น

ในยามที่หนึ่ง พระพุทธเจ้า ได้ทรง บรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือการระลึกชาติได้
ในยามที่สอง พระองค์ได้ บรรลุจุตูปปาญาณ คือได้ตาทิพย์ สามารถมองเห็นโลกของวิญญาณ คือ โลกของโอปปาติกะทั้งหมด

ในยามที่ 3 พระองค์ได้บรรลุอาสวักขยญาณ คือ ทำให้กิเลสในสันดานหมดสิ้นไป นี่คือ หลักฐานอันหนึ่งที่เรารู้กันทั่วไป
   

คัดมาจากหนังสือ "ตายแล้วเกิด"

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com