โอวาทท่านลื่อโจ๊ว


เทพยดาผู้กอปรด้วยพรหมวิหารสี่ หนึ่งในแปดเซียน

ดับทั้งสุขทุกข์ ใจจักสงบ

  ผู้ใดที่ร้อนรน มีความมืดมน
  แฝงในจิตใจ ขอจงสลัด
  ขจัดจากใจ สิ่งที่เป็นทุกข์
  ต้องให้แลเห็น เป็นไม่ใช่ทุกข์
  สิ่งที่เป็นสุข ต้องให้แลเห็น
เป็นไม่ใช่สุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์
  ให้มาเบียนใจ ให้ใจขุ่นมัว
  แลให้หลงไป ชื่นชมกับมัน
 
การอยู่เดี่ยวเดี่ยว แล้วรีบเร่งฝึก
จิตให้เป็นหนึ่ง จึงอาจช่วยคน
 
  เจ้าเห็นไหมว่า ผู้คนที่อยู่
  ร่วมในสังคม ล้วนมีต่างต่าง
  คิดเห็นแย้งกัน ล้วนแต่มีเหตุ
  มีผลของตน ถกเถียงกันจน
  ผู้คนโอนเอน ฟังคนนี้ว่า
  ก็ดูเข้าที ฟังอีกคนว่า
  ก็ว่าดูดี เมื่อได้ตรับฟัง
  ขอเพียงแต่ฟัง พอเพียงให้รู้
  ลู่ทางของคน มีทางหลบเลี่ยง
  หลบเลี่ยงอย่างไร มิต้องจริงจัง
  ใส่ใจกังวล เรื่องราวทางโลก
  ล้วนแต่วนเวียน บางคนหวังรวย
  ขอมีเงินทอง โดยไม่คำนึง
  จะโดยทางใด บางคนขอรวย
  เกียรติยศชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทอง
  มิต้องคำนึง บางคนเอาเกียรติ
  เพื่อเป็นหนทาง ให้ได้เงินทอง
  ทรัพย์สินในลาภ หวังให้ผู้คน
  เคารพนบนอบ เอาลาภสักการะ
  มาเซ่นบูชา เพียงคนสามพวก
  มาร่วมหมู่กัน ย่อมต้องขัดแย้ง
  ขัดในประโยชน์ ของกันและกัน
  ต้องมีโต้เถียง หาเหตุหาผล
  มาถกมาเถียง เสี่ยงแม้ชีวิต
  เพื่อหวังลบล้าง ฝ่ายที่ตรงข้าม
  ขออย่าเข้าเกี่ยว การอยู่เดี่ยวเดี่ยว
  เพียงแต่ลำพัง แล้วรีบเร่งฝึก
  จิตให้เป็นหนึ่ง จึงอาจช่วยคน

ทำดีคือดี ไม่หวังตอบดี

  ขอทุกผู้คน ผู้เพียรทำดี
  จงมีมั่นคง ในคุณความดี
  แม้ผลกรรมดี ยังไม่เวียนมา
  ก็อย่าท้อใจ ขอจงระลึก
  นึกไว้เสมอ ทำดีคือดี
ไม่หวังตอบดี การทำความดี
  สร้างบุญกุศล เพื่อให้จรรโลง
  ในตัวของตัว ในวงสังคม
  ไม่เอาตัวเปรียบ เทียบกับความดี
  ที่ได้ทำไป ทำได้เช่นนี้
  จึงไม่ท้อแท้ แก้ความกังวล
  ทำดีไม่ได้ ผลดีกลับมา
 
ดวงจิตของคน นั้นเก่งวิเศษ
กว่าวิทยาการ อื่นใดทั้งสิ้น
 
  ขอจงระลึก นึกไว้เถิดว่า
  ดวงจิตของคน นั้นเก่งกว่าใคร
  จะทำสิ่งใด ให้ดีให้ร้าย
  ล้วนชั่วพริบตา  
  เจ้าของสิ่งใหม่ ที่เป็นวิทยา
สร้างสรรค์ปรุงแต่ง ให้ใช้ประโยชน์
  มากมายล้ำค่า ขอย้อนมาดู
  ที่จิตของเรา ถ้าเรารู้จัก
  จับเอาตัวจิต มาฝึกมาฝน
  จนใช้งานได้ ตามแต่เราสั่ง
  นั่นแหละจะเห็น ว่าจิตของเรา
  มีดีวิเศษ กว่าวิทยาการ
  อื่นใดทั้งสิ้น  
 
สิ่งใหม่ไม่รับ สิ่งเก่าขูดออก
เหมือนกวาดขยะ ออกไปจากใจ
 
  สิ่งที่นอนเนื่อง เคืองขุ่นก้นบึ้ง
  มิใช่อื่นไกล ความเศร้าเสียใจ
  ที่คนใกล้ชิด รักใคร่ผูกพัน
  แปรเปลี่ยนแปรผัน ชอกช้ำในใจ
  กดทับอยู่ใน ก้นบึ้งแห่งใจ
  ด้วยเหตุมีเดิม เชื้อฟืนเชื้อไฟ
ทุกวันทุกวัน ทำให้หวั่นไหว
  มิอาจสงบ ไปได้นานนาน
  วิธีแก้ไข สิ่งใหม่ไม่รับ
  สิ่งเก่าค่อยขูด ค่อยลอกออกไป
  ให้หมดจากใจ อย่าตั้งความหวัง
  ว่าเขาต้องดี ต้องเป็นอย่างนี้
  ต้องเป็นอย่างนั้น ขอจงถอดถอน
  ตัวเองออกมา จากบ่วงห่วงหา
  สิ่งใดพึงทำ ก็จงทำไป
  ไม่ใส่ความคิด ปรุงแต่งเข้าไป
  ทำก็คือทำ เสร็จก็คือเสร็จ
  ดีก็คือดี ไม่มีมากเกิน
  คำชมคำติ ไม่คิดมาเกย
  เลยบวกเข้าไป ให้ได้แยกกัน
  ให้ได้เด็ดขาด ขอหมั่นเพียรทำ
  เหมือนกวาดขยะ ออกไปจากใจ
  ให้ใจสะอาด ขอจงเร่งกวาด
  ขยะจากใจ ให้ได้หมดไป
  เราขออวยชัย เราขออวยชัย

กำเนิดมนุษย์ มาแต่บุญกรรม

  การช่วยเหลือคน ต้องให้เขารู้
  วิธีช่วยคน แลต้องรู้ว่า
  บุญกรรมเท่านั้น เป็นตัวก่อเกิด
  กำเนิดมนุษย์ แลสรรพสัตว์
  ว่ายเวียนไปมา ต้องให้รู้กัน
  คือเรื่องบาปบุญ นั้นมีลึกซึ้ง
  มิใช่แต่เพียง การใช้เงินทอง
  โปรยปรายให้ไป ก็ว่าเพียงพอ
  แท้จริงมิใช่ การคิดสร้างบุญ
  ต้องสร้างจากใจ ให้เป็นพื้นฐาน
  ด้วยจิตด้วยใจ เผื่อแผ่ผู้คน
  ที่อยู่รอบข้าง มิคิดเอาเปรียบ
  เมตตาผู้น้อย ให้มีกินอยู่
  ให้การอบรม ผิดถูกตักเตือน
  ด้วยความหวังดี ไม่คิดเคียดแค้น
  ไม่มีชิงชัง การติดต่อคน
  ที่กว้างออกไป ไม่หวังเอาเปรียบ
  ต้องมองประโยชน์ ทั้งของตนเอง
  แลของผู้อื่น อย่ามองแต่ตน
  แต่เพียงด้านเดียว เป็นการสร้างบุญ
  ที่ถูกที่ควร  
 
กวาดเรื่องคาใจ อย่าหอบไปด้วย
กว่าจะถึงฝั่ง อาจจมน้ำตาย
 
  ผู้คนไปมา ให้ได้แลเห็น
  เป็นตุ๊กตา อย่าได้ยึดติด
  ถือเป็นอารมณ์ ฟังดูง่ายง่าย
  เมื่อคิดทำจริง ดูช่างยากเย็น
  มองไม่เห็นทาง จะทำอย่างไร
  จะทำอย่างไร  
  สิ่งที่เราเตือน และคอยบอกกล่าว
  ให้เจ้าฝึกฝน ล้วนแต่ต้องทำ
  จึงสัมฤทธิ์ผล มิอาจบ่ายเบี่ยง
  รันทดท้อใจ  
  เจ้าเองฉลาด ปัญญาล้ำเลิศ
  อีกทั้งความรู้ ดูเรื่องธรรมะ
  ล้วนแต่แตกฉาน มาถึงตอนทำ
  แม้เรานำทาง ยังมีเฉไฉ
  ขอจงทำใจ ให้ได้ใสใส
  เรื่องอื่นอื่นใด ที่ผ่านผ่านมา
  อย่าให้ค้างใจ ขอจงเริ่มใหม่
  ขอจงตั้งใจ ตั้งใจฝึกฝน
  อย่าไปกังวล กับสิ่งใดใด
  แม้คนรับใช้ ไหว้วานให้ทำ
  แม้ไม่นำพา วาจาของเรา
  ก็อย่ายึดติด ให้ค้างแก่ใจ
  ล้วนแต่เล็กน้อย แต่ล้วนเป็นตัว
  ขัดขวางทางเดิน สู่ทางสำเร็จ
  สิ่งมากีดขวาง หนทางทางเดิน
  เล็กเล็กน้อยน้อย ขอกวาดทิ้งไป
  ถ้ามัวเก็บไว้ หอบเอาไปด้วย
  กว่าจะถึงฝั่ง อาจจมน้ำตาย
  ลงเสียกลางคัน มิอาจไปถึง
  ฝั่งที่ต้องการ  

เป้าหมายของการฝึกจิต คือลดละกิเลสตัณหา

  สิ่งของใดใด ใครเขาให้มา
  ด้วยสิเน่หา ต้องมีพิศดู
  อามิสหรือไม่ ถ้าเป็นตอบแทน
  ความมีน้ำใจ ที่ได้ช่วยเหลือ
  รักษาเยียวยา นั้นเป็นไมตรี
ที่คิดตอบแทน น้ำใจต่อกัน
  หากว่ารับไว้ จะเป็นแบบอย่าง
  กลายจำต้องให้ แล้วอ้างน้ำใจ
  ทำให้ลำบาก ยากแก่การแยก
  คำว่าน้ำใจ แลว่าอามิส
  หากว่าจำเป็น ต้องใช้สิ่งของ
  ที่เขาให้มา จะไปซื้อหา
  ก็ด้วยลำบาก ไม่ให้ยุ่งยาก
  ก็จ่ายสตางค์ ค่าสิ่งของนั้น
  ขอจงชี้แจง ให้เข้าใจกัน
  การช่วยเหลือกัน ล้วนเป็นหน้าที่
  ของเพื่อนมนุษย์ พึงมีต่อกัน
  วิชาความรู้ ที่เจ้าได้มา
  ด้วยมีตั้งใจ ช่วยคนทุกข์ยาก
  ให้ได้ผ่อนคลาย ความทุกข์ทางกาย
  แลทุกข์ทางใจ โดยได้ตั้งใจ
  ไม่รับสินจ้าง สิ่งใดตอบแทน
  เป็นการส่วนตัว ขอจงชี้แนะ
  ให้เห็นกันว่า คนเราเกิดมา
  ล้วนแต่เวรกรรม ที่ต่างทำมา
  ต้องหมั่นสร้างบุญ กุศลกันไป
  ประกอบกรรมดี ช่วยเหลือผู้คน
  ที่มีทุกข์ยาก ต่อต่อต่อไป
  ผู้คิดจะฝึก ทำจิตทำใจ
  ให้มีสงบ ล้วนมีเป้าหมาย
  เป็นของตัวเอง ขอจงย้อนดู
  เป้าหมายของตน ขอจงขัดเกลา
  ให้ได้รู้ชัด ว่าการฝึกฝน
  เป้าหมายแท้จริง คือการละลด
  กิเลสตัณหา ใจจึงสงบ
  ได้อย่างแท้จริง ขอจงตั้งใจ
  ด้วยจิตมั่นคง ฝึกฝนตนเอง
  ทุกวันทุกวัน ให้มีก้าวหน้า
  ก้าวหน้าทุกวัน  

เมื่อตัวตนสลาย พลังงานจักเกิด

  ตั้งจิตมั่นคง สิ่งที่ผ่านมา
  แล้วก็ผ่านไป ไม่มีสิ่งใด
  จะอยู่ยั่งยืน เมื่อเรารู้แจ้ง
  เห็นแจ้งสรรพสิ่ง มองดูทุกสิ่ง
  เห็นเป็นว่างเปล่า มองลงในกาย
  ไม่มีอะไร ปล่อยใจปล่อยกาย
  ไม่คิดไม่เห็น แม้แต่ลมปราณ
  ก็ไม่รู้สึก ให้หลงเหลืออยู่
  เมื่อตัวตนสลาย พลังงานจักเกิด
  อย่าเพิ่งผลีผลาม คิดจะเลิกรา
  ให้คงเช่นนั้น พลังจักเพิ่ม
  เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่อย ๆ รวบรวม
  จับไว้ด้วยจิต คงอยู่คงอยู่
  ค่อยค่อยส่งไป ในภาคใช้งาน

สิ้นมานะ พลังจักเกิด

  ความมีงดงาม หมดสิ้นมานะ
  เป็นรูปพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์
  ต้องมีองค์ประกอบ อีกตั้งมากมาย
  ไม่เพียงเท่านั้น การหมดสิ้นมานะ
  เป็นจุดเริ่มต้น ให้เกิดพลัง
  พลังในการเรียน พลังในการรู้
  พลังต่างต่าง นี่เป็นจุดเริ่ม
  ที่ดีที่สุด  
 
ผู้อื่นไม่ดี ไม่ดีเขาเอง
อย่าให้ร้อนรน เผาผลาญตนเอง
 
  ผู้คนที่มา ต้องรู้วิธี
  ลดตัวมานะ พลังจักเกิด
  ให้คนเกรงกลัว ทำการสิ่งใด
  ด้วยใจสงบ จึงสำเร็จผล
  อย่าไปโต้เถียง ด้วยเสียงอันดัง
  ไม่ดีกับใคร แม้กับตัวเอง
  นิ่งนิ่งเจรจา อย่าให้ร้อนรน
  เผาผลาญตนเอง ขอจงสงบ
  สงบจิตใจ ผู้อื่นไม่ดี
  ไม่ดีตัวเอง ใช่หรือมิใช่
  เอาไฟที่มี อยู่ในตัวเอง
  จุดส่องตัวเอง ให้ถูกทางควร

สิ่งร้ายมิอาจกล้ำกลายถ้าเรามั่นคง

  เรื่องดวงชะตา นั้นเป็นตำรา
  ทางสถิติ คือสิ่งเป็นมา
  แต่ในอดีต ว่าถ้าอย่างนี้
  ต้องเป็นอย่างนั้น บางทีก็จริง
  บางทีก็เท็จ ดวงดาวที่ใช้
  มาประกอบกัน กับการทำนาย
  ว่าได้ส่งผล เป็นอย่างนี้นั้น
  บางทีว่าดี บางทีว่าร้าย
  ที่ว่ามาดี ก็ให้ดีใจ
  มีกำลังใจ ที่ว่าให้ร้าย
  ทำใจเศร้าหมอง จนเกิดความเซ็ง
  มิมีความอยาก จะทำอะไร
  ทำเอาทำเอา ที่เขาทำนาย
  ให้ว่าร้ายร้าย เป็นจริงขึ้นมา
  เพราะทำตัวเอง ขอจงรู้ว่า
  ศาสตร์แห่งดวงดาว นั้นมีมานาน
  ดูได้ใกล้เคียง เพียงหลักกว้างกว้าง
  แต่มิอาจดู ให้ลึกลงไป
  ถึงกฎแห่งกรรม ขอจงมั่นคง
  ขอจงฝึกฝน จิตใจเป็นหนึ่ง
  หมั่นเพียรทำดี รักษาจิตใจ
  อย่าให้ขุ่นมัว สิ่งเลวสิ่งร้าย
  แม้มีผ่านมา ก็ให้ผ่านไป
  ด้วยเรามั่นคง ไม่มีหวั่นไหว
  สิ่งเลวสิ่งร้าย มิอาจกล้ำกลาย

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง

  ชีวิตคนเรา ที่ก่อเกิดมา
  มีสุขมีทุกข์ มีรวยมีจน
  หนทางที่เดิน เงินทองหลั่งไหล
  บ้างก็อับจน หนทางไม่มี
  ขอจงเหลียวมอง ไปรอบรอบตัว

การเกิดดับธรรมดา

  ใยต้องเซ็งเซ็ง ชีวิตคงอยู่
  ในห้วงแห่งบุญ และกรรมที่ทำ
  สิ่งที่แลเกิด และแลดับไป
  นั้นเป็นธรรมดา ขอจงสงบ
  สงบจิตใจ อย่าให้สิ่งใด
  ทำใจร้อนรน ใจต้องมั่นคง
  ในคุณความดี การบุญกุศล
  หมั่นเพียรทำกัน อย่าได้ละเลย

รู้กฎแห่งกรรม จึงรู้อดทน

  ขอจงอดทน ขอจงอดทน
  อย่าได้หวั่นไหว ผู้ไปผู้มา
  แล้วก็ผ่านไป เพียงรอเวลา
  แล้วก็จบกัน อย่าหวั่นอย่าไหว
  ตามคลื่นตามลม ขอจงมั่นคง
  ในคุณความดี ทรัพย์สินทั้งหลาย
  ล้วนของแผ่นดิน ผู้ใดเอามาก
  ก็ต้องใช้มาก ขอจงรู้ซึ้ง
  ไม่ยึดถือมั่น ว่าเป็นของเรา
  แลเป็นของเขา ปัญหาทุกอย่าง
  แก้ได้ด้วยตัว รู้เกรงรู้กลัว
  ถึงกฎแห่งกรรม  

จงอย่ายึดติดถือมั่น

  สิ่งต่างผ่านมา ทั้งสุขทั้งทุกข์
  ชื่นชมศรัทธา แลทั้งเสื่อมสูญ
 

แล้วกลับมาใหม่

ดีใจเสียใจ
  สลับไปมา อย่าได้สับมน
  สิ่งต่างเกิดขึ้น ทำเอาสิ้นหวัง
  ผิดหวังเสียใจ นี่แหละนี่แหละ
  สิ่งที่เรียกว่า อะไรเที่ยงแท้
  อะไรจริงจัง ไม่มีไม่มี
  เราอยากจะให้ ให้รู้ได้ซึ้ง
  ถึงการยึดมั่น ถือมั่นเกินไป
  ล้วนแต่ทำให้ ต้องโศกสลด
  แก่จิตแก่ใจ บั่นทอนกำลัง
  สุขภาพร่างกาย เสื่อมลงถอยลง
  ขอให้เข้าใจ คำพูดใครใคร
  อย่าไปจริงจัง เหมือนเช่นเคยมา
  ขอจงปล่อยใจ ปล่อยวางทุกสิ่ง
  แล้วจักสบาย  
  ความเจ็บความทุกข์ ย่อมต้องส่งผล
  ให้เจ้าได้ยล ดวงตาคู่ใหม่
  ที่ซึ้งในธรรม ขอเจ้าจงมอง
  จงมองทุกสิ่ง ให้เป็นทางธรรม
  ด้วยตาคู่ใหม่  

ถูกบีบคั้นจิต ปล่อยวางคือจุดยืน

  ผู้คนทุกข์ยาก หมดสิ้นเรี่ยวแรง
  บ้าก็เรื่องกิน บ้างก็เรื่องอยู่
  ไม่มีเพียงพอ นั้นไม่กระไร
  ถ้ารู้ทำใจ และรู้ทำกิน
  บางคนทุกข์ยาก ด้วยเรื่องทางใจ
  ได้รับกระทบ กระเทือนจิตใจ
  ด้วยคำพูดจา แม้การกระทำ
  ให้มีร้อนใจ แม้คิดตัดรอน
  ก็มิอาจได้ ดังที่ใจคิด
  เพราะตัดห่วงใย รักใคร่ผูกพัน
  นี่คือทุกข์ร้อน ที่ต้องประสบ
  พบอยู่ทุกวัน หนทางแก้ไข
  อยู่ที่ใจตัว ต้องรู้ปล่อยวาง
  ไม่เอามาถือ จนเป็นอารมณ์
  ขอจงเข้มแข็ง ขอจงเข้มแข็ง
  อย่าเอาใส่ใจ ตั้งใจฝึกฝน
  จนมิอาจมี คำพูดใด ๆ
  มากวนให้ขุ่น ข้องอยู่ในใจ
  การได้ศึกษา ถึงรสแห่งธรรม
  ได้รู้แจ่มแจ้ง หยิบยกมาใช้
  เมื่อเกิดเหตุมา จะแก้อย่างไร
  พระธรรมคำสอน จะได้เห็นจริง
  ก็ตรงได้ลอง นำมาทดสอบ
  กับเจ้าบทเรียน ที่เกิดขึ้นจริง
  การจักชนะ ต่อสิ่งกวนใจ
  ตัวเจ้าต้องมั่น ยืนหยัดที่ใด
  ต้องมีกำหนด จุดยืนมั่นคง
  ขอจงหนักแน่น อย่าได้เสียใจ
  อย่ามีอารมณ์ สงบสงบ
  เกิดขึ้นในใจ มีมีแรงมา
  ไม่มีแรงไป ต้องทำใจได้
  ไม่ให้สับสน นำรสแห่งธรรม
  เข้ามาผสม ปรุงแต่งจิตใจ
  ให้ได้งดงาม เมื่อใดทำได้
  เมื่อนั้นหมดกรรม  

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com