การที่ข้าพเจ้า (หมายถึงประธานกลุ่มเกศแก้ว) ได้คัดเอาพุทธพยากรณ์ มาลงไว้ ณ ที่นี้ก็เพราะเล็งเห็น แล้วว่าใกล้ถึงช่วง เวลาที่จะเกิด ตามคำที่ได้ทำนายไว้ ทั้งของนอสตราดามุสเอง และครูบาอาจารย์ท่านอื่น อีกหลายๆ ท่านซึ่งน่าเชื่อถือได้ ก็ เคยกล่าวไว้ใกล้เคียงกันจะผิดกันบ้าง ก็คงเป็นรายละเอียดบางเรื่อง
แต่อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของข้าพเจ้า แม้ว่าสงครามจะเกิดขึ้น หรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้ชัดในปัจจุบันก็ คือเรื่อง ความวุ่นวาย ความร้อนแรงของโลก ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ อันเกิดจาก กิเลสของคน ซึ่งมี ความโลภ โกรธ หลง ทำ ให้เป็นไป ทำให้โลกเข้าสู่กลียุค ก็เหมือนกับอยู่ในกองเพลิง คือเป็นสงครามอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องถึงขั้นรบราฆ่าฟันหรือ เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ มากกว่านี้ ซึ่งมันก็เป็นการบ่งบอกถึง ศีลธรรม ของมนุษย์นั้น กำลังเสื่อมลง ๆ ทุกที น่าวิตกมาก แสดง ถึงจิตใจของมนุษย์ กำลังใกล้ถึงวิกฤต รับสัมผัสถึงความเร่าร้อน ซึ่งมีอยู่ในตัว เหตุใดหนอ เราจะทำให้มันคลายความร้อน แรงเร่าร้อน ดังกล่าวไปได้บ้าง
นี่แหละเป็นประเด็นใหญ่ และสำคัญที่พวกเราควรคำนึงถึงเป็นจุดเริ่มแรกต่างหาก เราทุกคนต้องร่วมมือช่วยกันแก้ไขและป้องกัน ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป จนยากจากการแก้ไข กลายเป็นสงครามล้างโลก ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องคำนึง และ เร่งสะสม โดยการ หมั่นสร้างกุศลผลบุญ ทำสมาธิ และ เจริญภาวนา รวมทั้งร่วมกัน สวดมนต์ ให้เกิดพลังอำนาจ ที่จะผลักดันให้พลังฝ่ายต่ำพ่ายแพ้ไปในที่สุด ที่เรียกว่าพลังของความเย็นเป็นพลังบริสุทธิ์ อันเกิดจากพลังที่สามัคคี ย่อมมีพลังมาก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา ความเร่าร้อนต่างๆได้ ขอให้พวกเราร่วมมือกันเท่านั้น โดยการช่วยปลูกฝังค่านิยมที่ดีๆ เป็นกุศล ลดกิเลสให้น้อยลง กระตุ้นทำทุกวิถีทาง ที่จะดึงพลังดังกล่าวให้มารวมตัวกัน กลายเป็นพลังที่มีอำนาจมหาศาล สามารถจะช่วย ดับไฟร้อนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ให้ได้บ้างไม่มากก็น้อย
ขอพวกเราทุกคนร่วมมือกัน นับตั้งแต่ได้อ่านบทความนี้นาทีนี้ ปลุกจิตสำนึกให้รู้ และตื่นตัวกันทุกคน เริ่มช่วยกันสร้างพลัง แห่งความเย็น สงบและบริสุทธิ์ ร่วมกันจาก 1 เป็น 2 เป็น 3 ไปเรื่อยๆ จากน้อยไปหามาก บอกต่อๆ กันไป แนะนำ สิ่งที่ดี ให้แก่กัน รู้จักให้อภัยไม่ถือโทษโกรธกัน สิ่งสำคัญในเวลานี้ เราต้องสามัคคีและรวมตัวกัน อย่าคิดเล็กคิดน้อย ไม่เป็นสาระ อะไรที่ทนได้ก็ควรทนให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ถือสาหาความกันเพราะคนเราท้ายที่สุดก็คือ ความตาย อะไรก็เอาไปไม่ได้ จะยึดมั่นถือมั่นอะไรก็ไม่ มีประโยชน์ เป็นสิ่งจอมปลอมทั้งสิ้น ทางที่ถูกเมื่อร่วมชะตากรรมเดียวกันแล้ว ก็ควรร่วมกันช่วยกัน และหาทางแก้ไขว่า อะไรควร จะเป็นสิ่งประเสริฐมากกว่า และในที่สุด เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันก็จะรวมตัวกัน กลายเป็นพลังที่มหาศาล เพียงแต่พวกเราต้องร่วมมือกันจุดประกาย และชักจูงช่วยกัน ดึงพลังดังกล่าวออกมา ด้วยการสนับสนุน แนะนำ ผู้ที่ยังไม่รู้ ผู้ที่ยังมืดบอดอยู่ ให้เขาได้รู้ ได้เข้าใจ และช่วยพยุงกันให้ได้ เพื่อโลกของเรา เพื่อทุกคนจะได้อยู่อย่างสงบสุขดี กว่าพากันตื่นข่าวแล้วก็ไม่ได้ลงมือ ที่จะคิดหาทางแก้ไขอะไรมีแต่ความตระหนกตกใจ หวาดกลัวไม่มีสติแล้วในที่สุดก็เสีย เปล่าทั้งเวลา และโอกาส ซึ่งไม่สามารถ จะย้อนกลับมาได้อีก แล้วจะมานั่งเสียใจ คิดจะย้อนอดีตกลับ ไปมันก็เป็นไปไม่ได้ เสียแล้ว
ที่กล่าวมา ก็เป็นการเขียนในลักษณะว่า ถ้าเหตุเกิด เราก็ควรจะปฏิบัติตน หรือร่วมมือกันอย่างไร ที่จะรอดพ้นไปได้โดยไม่ช้ำมากนัก หรืออาจจะไม่เป็นไรเลยก็ได้ แต่ถ้ามันไม่เกิด ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย เพราะการถือศีล นั่งสมาธิภาวนาสวด มนต์ทำบุญกุศล ก็เป็นสิ่งที่ดีในตัวของมันเองอยู่แล้ว มีแต่จะเพิ่มพูนความเป็น สิริมงคลให้แก่ตนเอง และโลกของเรา ให้ น่าอยู่ยิ่งขึ้น และ มีความสุขสงบได้ ตราบนานเท่านาน อาจเป็นเรื่องยาก ที่จะทำ แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายาม ทุกสิ่ง ทุกอย่างถ้าเราไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่ดูก็ไม่เห็น ท่านว่าจริงไหม?