หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด จนฺทสโร)


จิตของตัว ที่เอิบอาบในลูกที่เกิดในอกของตนนั่นแหละ จำได้รสชาติใจนั้นแน่ เอาใจดวงนั้นแหละ เอาไปรักใคร่ เข้าในบุค คลอื่นทุกคน เหมือนกับลูกของตน ให้มีรสมีชาติอย่างนั้น ถ้ามีรสมีชาติ อย่างนั้นละก็ เมตตา พรหมวิหาร ของตน เป็นแล้ว เมื่อเมตตาพรหมวิหาร เป็นขึ้นเช่นนี้แล้วอัศจรรย์นัก ไม่ใช่พอดีพอร้าย ให้ใช้อย่างนี้ ใช้จิตของตน ให้เอิบอาบ ถ้าว่าทำจิต ไม่เป็นก็แผ่ได้ยาก ไม่ใช่แผ่ได้ง่าย แต่ลูกของตนแผ่ได้ ลูกออกใหม่ๆน่ะเอิบอาบ ซึมซาบรักใคร่  ถนอมกล่อมเกลี้ยงบุตรของตน  กระฉับกระเฉง แน่นแสนเพียงใด ให้เอาจิตดวงนั้นแหละมาใช้ เรียกว่า เมตตาพรหมวิหาร เอาไปใช้ในคนอื่นเข้า ก็รักใคร่อย่างนั้นแหละ เมตตารักใคร่อย่างนั้นแหละ เมตตารักใคร่อย่างบุตรน่ะฯ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุคคลที่เข้าถึงแล้ว ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงพระพุทธเจ้าก็ถึงตัวธรรมกาย ถึงตัวธรรมกายก็หมือนถึงพระพุทธเจ้าถึง ธรรมกาย ได้ธรรมกาย ไปกับธรรมกายได้ ไปนรกสวรรค์ ไปนิพพานได้ ผู้เข้า ถึงไตรสรณคมน์ ถึงพุทธรัตน เช่นนี้ละก็จะรู้จัก คุณพุทธรัตนว่า ให้ความสุข แก่ตัวแค่ไหน บุคคลใด เข้าถึงแล้ว ก็ปลาบปลื้ม เอิบอิ่มตื้นเต็ม สบายอก สบายใจ เพราะพุทธรัตนบันดาลสุขให้แล้ว ส่งความสุขให้แล้ว ถึงว่าจะให้ความสุขเท่าไร มากน้อยเท่าไรตามความปรารถนาสุขกายสบายใจ เรามีอายุยืน เจริญหนักเข้า มีอายุยืน ทำหนักเข้า ทำชำนาญ หนักเข้า ในพุทธรัตน มีคุณเอนก เวลาเจ็บ ก็ไม่อาดูร ไปตามกาย เวลาจะตาย ก็นั่งยิ้ม สบายอกสบายใจ เห็นแล้วว่า ละจากกายนี้ มันจะไปอยู่โน้น เห็นที่อยู่ มีความปรารถนานี่คุณ ของพุทธรัตน พรรณนาไม่ไหว นี้เรียกว่า คุณพระพุทธเจ้า คือ ธรรมกายฯ

เราตั้งใจแบบ แบบเดียวกับ พระพุทธเจ้า ท่านตั้งอย่างไร ท่านทำอย่างไร ท่านสอนอย่างไร ท่านก็สอนว่า ท่านสอนพวกเรา ให้อดใจ ให้อดทน คือ อดใจ อดใจเวลาโลภ หรือ อภิชฌาเกิดขึ้น หยุดนิ่งเสีย รู้นี่รสชาติ อภิชฌา อยากจะได้สมบัติ ของคนอื่น เป็นของๆตน อยากกว้างขวาง ใหญ่โตไปข้างหน้า ต้องหยุดเสีย อดทนหรืออดใจเสีย ประเดี๋ยวก็ดับไป ดับไปด้วยอะไร ด้วยความอดทน คืออดใจนั่นแหละความโกรธประทุษ ร้ายเกิดขึ้น นิ่งเสีย อดเสีย ไม่ให้คนได้ยิน ไม่ให้คนอื่นรู้กิริยาท่าทาง ทีเดียว ไม่แสดงกิริยามารยาท ให้ทะเลิกทะลัก แปลกประหลาด อย่างผีเข้าสิงทีเดียว ไม่รู้ทีเดียวนิ่งเสียกะเดี๋ยวหนึ่งความ โกรธประทุษร้ายหายไป ดับไปพยาบาทนั้นหายไปมิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐินั้น แปลว่าเห็นผิดล่ะรู้อะไรไม่จริงสักอย่าง เลอะๆ เทอะๆ เกิดขึ้น หยุดเสียไม่ช้ากระเดี๋ยวดับไป

นั่นแหละความโลภเกิดขึ้น อภิชฌาให้ดับไปได้ อภิชฌาเกิดขึ้นชั่วขณะ อดเสียให้ดับไปได้ ฆ่าอภิชฌาตายครั้งหนึ่ง นั่นเป็น นิพพานปัจจัย เชียว จะถึงพระนิพพานโดยตรงทีเดียว ความพยาบาทเกิดขึ้น ให้ดับลงไปเสียได้ ไม่ให้ออกไม่ให้ทะลุทะลวง ออกมาทางกายทางวาจา ให้ดับไปเสียทางใจนั่นดับไปได้คราวใดคราวนั้นได้ชื่อว่า เป็นนิพพานปัจจัยเชียวหนา สูงนัก กุศล นี้สูง จะบำเพ็ญกุศลอื่น สู้ไม่ได้ทีเดียว หยุดนิ่งเสีย ไม่ช้าเท่าไร ประเดี๋ยวเท่านั้น ความเห็นผิดดับไป นั่นเป็น นิพพานปัจจัย ทีเดียว นี่ติดอยู่กับขอบนิพพานเชียวหนา

ถ้าให้ทาน ให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ของชอบใจไม่ให้ เก็บเสียซ่อนเสีย ของไม่ดี ที่ไม่เสมอใจให้เสีย ให้อย่างนี้มันเลือกได้ ให้ของไม่ดี เป็นทาน เป็นทาสทาน จัดว่า ยังเข้าไม่ถึงสหายทาน เป็น ทาสทาน แท้ๆ เพราะเลือกให้ หากว่า มีมะม่วงสัก สามใบตั้งขึ้น ก็จะให้ใบเล็กเท่านั้นแหละ เอามะม่วงสามใบเท่าๆกัน ก็จะให้ใบที่ไม่ชอบใจนั่นแหละ เอาม่วงสามใบเสมอ กัน ก็จะเลือกเอาอีกแหละลูกที่ไม่ชอบใจจึงให้ ลูกที่ชอบไม่ให้ หรือมันใกล้จะสุกแล้วไม่ให้ ให้ที่อ่อนไปอย่างนี้ อย่างนี้เป็น ทาสทาน ไม่ใช่ สหายทาน ถ้าให้ สหายทาน จริงแล้ว ก็ตัวบริโภค ใช้สอยอย่างไร ให้อย่างนั้นเป็นสหายทาน ถ้าว่า สามีทาน ละก็ เลือกหัวกระเด็นให้ เลือกให้ ของทีไม่ดีกว่านั้นต่อไป ถ้าเลือกหัวกระเด็นให้เช่นนี้ละ ก็เป็น สามีทาน ลักษณะโพธิสัตว์ เจ้าให้ทานนะ ให้สามีทาน ให้สหายทาน สามีทานทีเดียว  ทาสทาน ไม่ให้นี้ เราสามัญสัตว์ ชอบให้แต่ของที่ไม่ประณีต ไม่ เป็นที่ของที่ชอบเนื้อเจริญใจละก็ ให้มันก็เป็นทาสทานไปเสมอที่ตนใช้สอย มันก็เป็นสามีทานไปแต่ว่าพวกเราที่บัดนี้เป็น สามีทาน อยู่ก็มี เช่นเลี้ยงพระสงฆ์องค์เจ้า ตบแต่ง สูปพยัญชนะ เกินกว่าเรา บริโภคทุกวันๆ ที่เกินใช้สอยเช่นนี้ เป็นสามีทาน ประณีตบรรจงแล้วจึงให้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นสามีทานฯ

แต่ว่าบารมีหนึ่งๆ กว่าจะได้เป็นบารมีนะ ไม่ใช่เป็นของง่าย ทานบารมีเต็มดวงนะ ดวงบุญที่เกิดจากการบำเพ็ญทานได้ เป็นดวงบุญ ดวงบุญใหญ่โต เล็กเท่าไหร่ไม่ว่า สร้างไปเถอะ ทำไปเถอะ แล้วเอาดวงบุญ นั้นมากลั่น เป็นบารมี ดวงบุญมา กลั่นเป็นบารมีนะ บุญมีคืบหนึ่ง เต็มเปี่ยม เท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ทีเดียวเอามากลั่น เป็นบารมีได้ นิ้วเดียว เท่านั้นเอง กลมรอบตัวเท่านั้นแหละ กลั่นไปอย่างนี้ทุกบารมีไป จนกว่าบารมีนั้น จะเต็มส่วน แล้วก็บารมี ที่จะเป็น อุปบารมี เอาบารมี นั้นแหละ คืบหนึ่งเต็มส่วน เอามากลั่นเป็นอุปบารมีได้นิ้วเดียว แล้วเอาอุปบารมี นั้นแหละ คืบหนึ่ง กลมรอบตัว เอามากลั่น เป็นปรมัตถ์บารมีได้นิ้วเดียวฯ

ขั้นสมถะนี่ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหม ละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด นี่มันขั้นสมถะ แต่รูปฌานเท่านั้นเลยไปไม่ได้ พอถึงกายธรรม มันขึ้นวิปัสสนา ตาพระพุทธเจ้าท่าน ก็เห็น เบญจขันธ์ทั้ง 5 เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาแท้ๆ เห็นจริงๆจังๆ อย่างนั้นละ เห็นแท้ทีเดียว เห็นชัดๆไม่ได้เห็นด้วยตา กายในภพ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรม กายเห็นอย่างนี้แหละเห็นด้วยตาของพระตถาคตเจ้า รู้ด้วยญาณของพระ ตถาคตเจ้า ธรรมกายนั่นเป็นตัวของพระตถาคตเจ้าทีเดียว ไม่ใช่อื่นเห็นชัดอย่างนี้นี่แหละ เห็นอย่างนี้แหละเขาเรียก วิปัสสนา เห็นเบ็ญจขันธ์ 5 เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เห็นเป็น อนิจจังน่ะเห็นอย่างไร เห็นตั้งแต่กายมนุษย์เถิด กายมนุษย์ เกิดไม่อยู่ที่ เกิดไปเรื่อยๆ เกิดริบๆ เหมือนไฟจุดอยู่ มีไส้มีน้ำมัน มีตะเกียงจุดมันก็ลุกโพลง เราเข้าใจว่าไฟดวงนั้นเป็นอย่างนั้นแหละ ไอ้กายมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั่นแหละแต่ ตาธรรมกายไม่เห็นอย่างนั้น เห็นไฟเก่าหมดไปไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมา ไฟเก่าหมดไปไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมาแล้วก็เอามือ คลำดูข้างบนก็รู้ ร้อนวูบๆ ๆ ๆ ไป อ้อ ไฟใหม่เกิดเรื่อย กายมนุษย์นี้ ก็เช่นเดียวกัน ไอ้เก่าตายไปไอ้ใหม่เกิดเรื่อย หนุนไม่ได้ หยุดเหมือนไฟ เหมือนดวงไฟอย่างนั้นแหละ ไม่ขาดสาย มันเกิดหนุนอย่างนั้น นั่นเห็นขนาดนั้น เห็นเกิดเห็นตายเรื่อย เกิดแล้ว ก็ตายไปเกิด แล้วก็ตายไป ไม่มีหยุดละ เหมือนกันหมดทั้งโลก เห็นทีเดียวว่ามีแต่เกิดกับดับ  ยงฺกิญจิ สมุทยธ มฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งทั้งปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมมีความเกิดเสมอ สิ่งทั้งปวงมีเกิดเสมอมีความดับเสมอ มีเกิดกับดับสองอย่างเท่านั้น หมดทั้งสากลโลก เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกายจริงๆ อย่างนี้ นี้ทำเป็นวิปัสสนา เห็นจริงเห็นจังอย่างนี้ฯ

คัดย่อมาจาก หนังสืออมตวาทะของพระมงคลเทพมุนี

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com