คำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)


จงอย่าคิดว่า เราจะสร้างความดีกันแค่ความดีสามัญ หรือที่เรียกกันว่า ทำเป็นแค่อุปนิสัยอันนี้ไม่ควร มันจะเป็นการขาดทุน เกินไป ในการที่บำเพ็ญความดี อารมณ์ของเราก็ควรจะคิดว่า อย่างเลวที่สุด เราจะต้องตั้งอยู่ ในพระโสดาบัน เป็นอย่างต่ำ เพราะว่า พระโสดาบันแบ่งออกเป็น 3 ขั้นคือ

เอกะพิชี มีอารมณ์เคร่งเครียดเป็นพระโสดาบันละเอียด
สอง โกลังโกละ เป็นพระโสดาบันอย่างกลาง
สาม สัตตะขัตตุง เป็นพระโสดาบันอย่าง หยาบ อย่างที่เลวที่สุด

เราควรจะคิดว่า ภายใน 3 เดือน 6 เดือน หรือว่า 1 ปี เราจะทรงอารมณ์ ความเป็นโสดาบัน ไว้ให้ได้ นี่ควรจะตั้งใจ อย่างนี้ อันดับแรก ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท มีอารมณ์จิตคิดไว้เสมอว่า

เราจะไม่สนใจ กับจริยา ของบุคคลอื่น ถ้าจิตเรา ไปยุ่งกับเขา ก็แสดงว่า เรานิยมอบายภูมิ อย่างนี้ไม่ต้องมีใครแช่ง ไปเอง แบบสบาย

ประการต่อไปเราตั้งใจไว้เสมอว่าจะทรงศีลให้บริสุทธิ์พระมีศีล 227 บริสุทธิ์ เณรมีศีล 10 บริสุทธิ์ ฆราวาสมีศีล 5 บริสุทธิ์ น่ะมันบริสุทธิ์ยาก ถ้าอารมณ์ใจเราต่ำ ถ้ามีอารมณ์เลว ศีลจะบริสุทธิ์ได้ต้องมีอารมณ์เยือกเย็น คือ มีอารมณ์เป็นน้ำ ต้องมีใจประกอบไปด้วยความรัก เห็นคนและสัตว์ เป็นที่รักของเราทั้งหมด

ธรรมที่จะทำให้คน เป็นพระโสดาบัน มันเหมือนกับของเด็กเล่น คือ เป็นของทำง่ายๆ มีพรหมวิหาร 4 ประจำใจ เราก็เป็น พระโสดาบันได้แบบสบาย ถ้าเรามีความฉลาด

แต่ถ้าหากว่าเราโง่ ปล่อยให้จิต เป็นทาสของกิเลส ยังมีอารมณ์ อิจ ฉาริษยาบุคคลอื่น อยากจะพิฆาต เข่นฆ่าทำลายบุคคลอื่น ให้มีความทุกข์ ขาดความเมตตา ปราณี มีอารมณ์ อิจฉา มีอารมณ์หวั่นไหวในกฎของกรรม อันเป็นสิ่งธรรมดา อันไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้

อย่างนี้จะป่วยการ กล่าวไปใยถึง พระโสดาบัน แม้แต่เราจะเป็นคน ยังเป็นไม่ได้

สังโยชน์ที่เราจะละเข้าถึงพระโสดาบันนั่นก็คือ

หนึ่ง สักกายทิฏฐิ พิจารณาว่า อัตภาพร่างกายนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา สำหรับข้อนี้เราตัดกันแต่เพียงเบาๆก็หมายความ ว่า มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เราจะต้องตาย เราไม่ประมาทในชีวิต คิดไว้เสมอว่า ความตายอาจจะมีแก่เรา ได้ทุกขณะไม่ ใช่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้  คิดถึงความตาย ไว้เป็นปกติว่า เราจะต้องตาย เดี๋ยวนี้ เมื่อเราคิดว่า เราจะตาย เดี๋ยวนี้ เราก็ต้อง รวบรวมกำลังใจ สร้างความดีเผื่อว่า เมื่อตายแล้วจะได้ไม่ตกอยู่ในอบายภูมิ

สังโยชน์ที่สองท่านบอกว่า วิจิกิจจา เราใช้ปัญญาพิจารณา พระธรรมคำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย เฉพาะเรื่องศีล ใช้ปัญญาพิจารณาศีล 5 ประการว่า เราต้องการให้บุคคลทั้งหลายมีศีล 5 เพื่อเรา แล้วเราล่ะเป็นผู้มีศีลเพื่อ บุคคลอื่นไหมในเมื่อเราไม่ต้องการให้บุคคลอื่นละเมิดศีล 5 กับเรา เราก็ใช้ปัญญาสิ อย่าทำเป็นควายๆ คิดว่าเราไม่ ต้องการอย่างนี้ แล้วคนอื่นเขาต้องการ

รวมความว่า คนที่มีกายชั่ว มีวาจาชั่ว มีสติชั่ว มีค่าไม่เท่าสัตว์เลี้ยง เพราะว่า สัตว์ตายแล้ว เกิดเป็นสัตว์ใหม่ หรือ มิฉะนั้น ก็เกิดเป็นคน มิฉะนั้น ก็เกิดเป็นเทวดา แต่คนที่มีกายชั่ว วาจาชั่ว มีอคติชั่ว ตายแล้วลงนรก ถ้าชั่วมากถึง อเวจีมหานรก พวกเรามีความต้องการไหม ถ้าต้องการ ก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะที่นี่ ไม่ต้องการ คนที่เกิดเป็นคนแล้ว แต่ว่า ทำตนเพื่อความ เป็นสัตว์ และเลวยิ่งกว่าสัตว์ เป็นอันว่า เราต้องประณามตัวแบบนี้ อัตตนาโจทยัตตานัง พระพุทธเจ้าทรงเตือนและสำนัก นี้พูดอยู่เสมอว่า จงเตือนตน รู้ตนอยู่เสมอ ในเมื่อมันหาความผิดไม่ได้ละ มันก็ดีเอง ถ้าไม่มีชั่วละมันดี นี่เป็นอันว่า สีลัพพ ตปรามาส

อันนี้เราก็หันไปอีกทีถึงองค์ เมื่อกี้เป็นสังโยชน์ บุคคลผู้เป็น พระโสดาบันมีอารมณ์อย่างนี้

หนึ่ง เคารพในพระพุทธเจ้า
สอง เคารพในพระธรรม
สาม เคารพในพระสงฆ์  

แล้วก็มีศีล 5 บริสุทธิ์สำหรับฆราวาส สำหรับพระมีศีล 227 บริสุทธิ์ สำหรับเณรมีศีล 10 บริสุทธิ์ แต่ตอนนี้ต้องระวังนิดหนึ่ง ถ้าเรามีจิตเบา เพียงเท่านี้ อาจจะยังไม่ได้ พระโสดาบันอาจจะเรียกว่า กัลยาณชน ทีนี้ถ้าบุคคลผู้นั้นเขามีกำลังใจเพิ่มไป อีกนิดหนึ่งว่า ที่เราเคารพ ในพระพุทธเจ้า ยอมเคารพ ในพระธรรม ยอมเคารพ ในพระสงฆ์ มีศีล 5 บริสุทธิ์ อย่างนี้ เรามี ความประสงค์อย่างเดียวคือ พระนิพพาน ถ้าอารมณ์ใจเขาหยั่งถึงพระนิพพานอย่างนี้ เป็นพระโสดาบันแน่

 

วิธีรวบรัดในการปฏิบัติพระกรรมฐาน

จงอย่าสนใจ กับจริยาของบุคคลอื่น ให้ทรงพรหมวิหาร 4 มี อิทธิบาท 4 หลวงพ่อเคยเทศน์ ที่บ้านสายลม เมื่อวันที่ 10 มิถุ นายน 2534 ว่า ถ้าไม่มี อิทธิบาท 4  ปฏิบัติ อีกโกฏิปี ก็เอาดีไม่ได้ อิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีศีล เป็นปกติ คนที่เขามีศีลน่ะ เขาไม่สร้างความยุ่งยาก ให้กับบุคคลอื่น เพราะว่า เขามองหาความเลวของตัวเป็นสำคัญ ถ้าจิต ของเราดีมันก็ไม่ยุ่ง กายก็ดี วาจาก็ดี ถ้าจิตของเรา เลวลง วาจาก็เลว กายก็เลว ที่นี้ทุกคนจงสำนึกตัวไว้ อย่าให้มีอะไรเกิด ขึ้นเป็นการผิดระเบียบ ตามพระพุทธศาสนา และตามระเบียบวินัยแล้ว เราก็ควบคุมศีล ศีลของเรามีเท่าไหร่ ปฏิบัติให้ครบ ทำไว้ให้มันครบ ธรรมะมีเท่าไหร่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน มีเท่าไหร่ ปฏิบัติให้ครบ อารมณ์สมถะมี 40 ปฏิบัติ ให้มันครบองค์ วิปัสสนาญาณมี เท่าไหร่ปฏิบัติให้ครบ ถ้าพยายามคิด ประพฤติอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่มีเวลาไปยุ่งกับบุค คลอื่น ถ้าเราดีเสียแล้ว ก็ไม่สร้างความยุ่งยาก ความเดือดร้อน ให้แก่บุคคลอื่นก็ชื่อว่า ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง

เป็นอันว่า ด้านสมาธิจิตของพระโสดาบัน นับไปให้ดีว่ามีอะไรบ้างว่า

หนึ่ง พุทธานุสสติ สอง ธัมมานุสสติ
สาม สังฆานุสสติ สี่ สีลานุสสติ
ห้า อุปสมานุสสติ หก มรณานุสสติ

ทีนี้การเจริญพระกรรมฐานพร้อมๆกัน เขาทำยังไง การที่จะเป็นพระโสดาบันมีกฎบังคับว่า ถ้าอารมณ์จิตต่ำว่า ปฐมฌาน จะเป็นพระโสดาบันไม่ได้หรือว่า จะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ อย่างเลวที่สุด จิตต้องทรงอยู่ในปฐมฌานเป็นปกติ และอย่างดีที่ สุด จิตก็จะทรงอยู่ในฌาน 4 เป็นปกติ  แต่ฌานที่สี่นี่ปกติไม่ได้ ปกตินี่หมายถึง เวลาที่เราจะใช้ในยามปกติธรรมดาเราพูด เราคุยเราทำงานจิตต้องอยู่ในปฐมฌานเป็นปกติ แล้วอารมณ์ปฐมฌานเป็นยังไง อารมณ์ปฐมฌานก็คือว่า เมื่อกิจการงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นสำหรับเรา อารมณ์นี้จะคุมอยู่ใน อนุสสติทั้งหก ตลอดเวลา

เราจะไม่ลืมพระพุทธเจ้า เราจะไม่ลืม พระธรรม
เราจะไม่ลืมพระสงฆ์ เราจะไม่ลืมศีล
เราจะไม่ลืมพระนิพพาน เราจะไม่ลืมนึกถึงความตาย

นี่ถ้า ทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ มันจะมีบ้างไหม ที่จะสร้างความเดือดร้อน ให้กับบุคคลอื่นจะไปยุ่งกับอาการ ของบุคคลอื่นไม่ มี แต่ถ้าอารมณ์ของเราเลวทรามลงกว่า พระโสดาบันล่ะ ถ้าเป็นพระก็เลยเป็นพระเดรัจฉานไป ถ้าฆราวาสก็จัดว่าเป็น ปุถุชน คนหนาแน่นไปด้วยกิเลส เป็นพาลชนคนโง่ หวังว่าต่อไปนี้ท่านทั้งหลายคงจะไม่มีใครเลว มีแต่ความดี และก็ทรงความ ดีทั้งหลายอย่างนี้ไว้

ความสำคัญมีอยู่อย่างเดียว คือ ทำจิตให้หมดจากกิเลสเป็น สมุจเฉทปหาน นี่เป็น ความต้องการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็เป็นความต้องการของผม (หลวงพ่อ) ด้วย

คัดลอกและตัดตอนมาจาก ทางสายเข้าสู่พระนิพพาน ตอนพระโสดาบัน

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com