|

ตราบที่เราเป็นคน เราจะสร้างคนอื่น
ให้พ้นจากความเป็นคนไม่ได้ ต่อว่าเมื่อไหร่ เราเลิกเป็นคน ทำใจตนให้เป็นพระ
เมื่อนั้นแหละเราก็สามารถจะเปลี่ยนแปลง สร้างสรรให้คนอื่นเลิกเป็นคนได้
แต่ว่าถ้าเรายังเป็นอยู่ และเข้าไปยุ่งกับคนอื่นบางทีคนๆ นั้นเขามีส่วนเป็นคนเต็มร้อยเปอร์เซนต์อยู่แล้ว
เมื่อเราเข้าไปยุ่งอีกรายจะกลายเป็นการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการเป็น คนให้แก่เขามากขึ้น แทนที่จะช่วยให้เขาพ้นจากความเป็นคน
ก็กลายเป็นการเพิ่มคนให้แก่เขา เรื่องมันก็จะไปกันใหญ่
เราต้องการความเมตตาปรานีจากคนอื่นฉันใด
บุคคลทั้งหลายก็ต้องการความเมตตาปรานีจากเราเหมือนกัน ฉะนั้นอารม ณ์ใจของเรา
ก็คิดไว้เสมอว่า เราจะรักคน และ รักสัตว์ นอกจากตัวเรา เหมือนกับเรารักตัวเรา
เราจะสงสารเขา เหมือนกับที่เราต้องการให้คนอื่นเขาสงสารเรา เราจะรักเขา
เหมือนกับเราต้องการให้เขารักเรา เราจะไม่อิจฉาริษยาใคร เมื่อบุคคลอื่นใดได้ดี
หรือว่า สมมุติว่า ถ้าเรามีลาภสักการะ เรามีความดี ถ้าคนอื่นมาแสดงความยินดีด้วย
เราก็พอใจ ฉะนั้ เวลาที่ใครเขาได้ดี แทนที่เราจะอิจฉาริษยา เราก็พลอยยินดีกับความดีของเขา
ทำใจให้มันสบายอย่างนี้
คนดี คือ คนมีเมตตาปรานีต่อเพื่อน
กับสงสารสงเคราะห์ซึ่งกันและกันด้วยสังคหวัตถุ
| 1. ให้กันด้วยวัตถุ |
| 2. มีวาจาไพเราะอ่อนหวานเป็นที่รัก |
| 3. ช่วยกิจการงานของเพื่อน |
| 4. ไม่ถือตัว ไปที่ไหนทำตนเสมอกัน |
พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา
หลักเกณฑ์ในการที่จะต้องทำจริง ๆ มีอยู่ 3 ประการ คือ
| 1. ทรงศีลบริสุทธิ์ |
| 2. ทรงจิตเป็นฌานสมาบัติ |
| 3. มีปัญญาวิปัสสนาญาณเข้มแข็ง ไม่ติดอยู่ในโลกธรรมและไม่ติดอยู่ในขันธ์
5 |
หลักเกณฑ์ หรือว่า กฎในการบวช ในพระพุทธศาสนามี
3 อย่างเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมาก การจะรู้จากตำรับ
ตำรามากหรือ น้อยไม่สำคัญ สำคัญว่า ทรงคุณธรรม 3 อย่างนี่ครบถ้วนไหม
จงอย่าลืมว่าฝึกฝนกันที่ใจเรื่องกายนี้ไม่มีความหมาย
กายมันเป็นที่อาศัยของใจ ความบริสุทธิ์ผุดผ่องจะมีขึ้นมาได้หรือไม่ได้
มันอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ถ้าใจดีเสียอย่างเดียว ปากก็พูดดี กายก็ทำดี ถ้าใจเลว
ปากก็พูดเลว กายก็ทำเลวฉะนั้นเวลาที่ฝึก จะต้องใช้ มัชฌิมาปฏิปทา
คือ ทำปานกลาง หมายถึงว่า ทำแบบสบายๆ อารมณ์ฝืน ทางกาย อย่าให้มี
ปล่อยกายมันไปตามปกติ มันอยากจะนอน ก็ให้มันนอนมัน อยากจะนั่งก็ให้มันนั่ง
มันอยากจะเดินก็ให้มันเดิน มันอยากจะยืนก็ให้มันยืน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันเป็นอนิจจัง
หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้ามันไม่เที่ยง เราก็จะยุ่งกับความไม่เที่ยงให้มันเที่ยงมันก็เป็น
ทุกข์ อารมณ์ของคนที่เป็นทุกข์มัน ก็เพราะไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง
อย่าเมากาย จนเกินไปอย่าเมาชีวิต จงอย่าคิดว่า
ร่างกายของใครดี ดูร่างกายของเรานี้ มันสกปรกโสมม และมีความเสื่อมโทรมไปเป็นธรรมดา
ในไม่ช้ามันก็พัง อยู่คนเดียวมีความสุข สุขอย่างมีคนคนเดียวแต่ ก็ทุกข์อย่างมีขันธ์
5 ฉะนั้น ขอลูกทุกคนจงตั้งหน้าตั้งตาปลงจิตคิดว่า
อนิจจา วตสังขารา สังขาร ทั้งหลาย
ไม่เที่ยงหนอ
อุปปาทวยธัมมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แก่ไปทีละน้อยคือทรุดโทรมไป
อุปัตชิตวา นิรุตฌันติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วในที่สุดก็ตาย
ให้เอาใจนึกถึงภาพคนตายว่าเวลานี้ คนที่เขาตายมานอนอยู่ข้างหน้า เรา
สภาพมันเป็นยังไง
เตสังวู ปสโมสุโข ร่างกายที่เปื่อยเน่า
อย่างนี้ ถ้าเรางดไม่มีเสียได้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ตรัสว่า
จะมี กายแก้ว คือ พระนิพพาน จำไว้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง
ถ้าเราเกาะความไม่เที่ยงมันก็ทุกข์ แต่ทว่า จะสุข หรือทุกข์ก็ตาม อนัตตา
มันก็เข้ามาถึง อย่ายึด อย่าถือว่า มันเป็นเรา เป็นของเราคิดไว้เสมอว่า
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่เราจะอยู่กับมัน
จงคิดไว้เสมอว่า เรามีร่างกาย ที่ไม่ใช่ของเราไม่ใช่เรา
เราไม่มี ในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกาย เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีการสลายตัวไปในที่สุด ร่างกายเป็นเรือนเช่าชั่วคราวเท่านั้น เราจะไม่ติดใจในร่างกาย
จะไม่เมาในร่างกายเรา จะไม่หวังในร่างกายต่อไปอีก ขึ้นชื่อว่า ความเกิดจะไม่มีสำหรับเรา
และก็ตั้งใจ
ตัดความโลภด้วยการให้ทาน
ตัดความโกรธด้วยการเจริญพรหมวิหารสี่
ตัดความหลง ด้วนการยอมรับนับถือกฎของธรรมดา
ไม่หวั่นไหวในเมื่อร่างกาย มันจะเป็น อะไรเกิดขึ้น
และ จงมีความเคารพใน พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ เป็นสรณะคือ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ด้วยความจริงใจ เมื่อเคารพแล้ว
ก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน
อธิษฐานบารมี เราตั้งใจไว้โดยเฉพาะว่า
เราต้องการพระนิพพานอย่างอื่นไม่ไป ใครจะมายกยอปอปั้นอย่างไร เราไม่เอา
เพราะว่า เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระจอมไตร พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้า
ท่านดีกว่าเรา เป็นกษัตริย์ และก็มีทรัพย์สมบัติมาก มีความดีมีปัญญาทุกอย่าง
ทุกสิ่งสมบูรณ์บริบูรณ์ พระองค์ยังไม่หลง ตั้งใจเฉพาะ พระนิพพานเป็นอารม
ณ์ แล้วก็ไปจริงๆ เราเป็นพุทธบริษัทชายหญิงของพระพุทธเจ้า ในเมื่อพระองค์ทิ้งอย่างอื่นได้
เราก็ทิ้งได้ เราจะเก็บมันไว้ทำไม เราก็ตั้งใจตรงเฉพาะ พระนิพพาน ใครจะชวนไปทางไหน
ฉันไม่ยอมไป ไปที่เดียวคือ พระนิพพาน เท่านั้น ตั้งใจไว้โดยเฉพาะทำอะไรนิด
ทำอะไรหน่อย เราทำเพื่อพระนิพพาน
เธอจงใคร่ครวญ อย่างนี้ จงคิดว่า เราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย
ทรัพย์สิน ก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลน ก็ไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมา มีสภาพพังหมด เราจะทำกิจ ที่ต้องทำตามหน้าที่
เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้วเราจะไป นิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว
คิดไว้อย่างนี้ทุกวันจิตจะชินจะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายแล้วก็จะเข้า
พระนิพพานได้ทันที
คัดลอกมาจาก
หนังสือพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
|