คำสอนของพระญาณสิทธาจารย์ (พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร)


สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ความตายนี้พระพุทธเจ้าพระองค์สอนไว้ว่า ให้นึกบ่อยๆ นึกจนมันเห็น แล้วก็นึกจนมันเข้าใจลึกซึ้งจนเกิดความสลด สังเวชในมรณะ ถ้าผู้ใดภาวนามรณกรรมฐานจนเกิดขึ้นจิตใจ สงบระงับตั้งมั่นเป็น สมาธิภาวนาก็ดี หรือมีความสลดสังเวช ในมรณภัย จิตใจจะเปลี่ยนแปลงไป ความโกรธก็จะเบาบาง เลิกได้ละได้ ความโลภความอยากได้ในใจ ความหลงในจิตใจ ก็จะเลิกได้ ละได้ เพราะว่า ความตายนั้น เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใด บุคคลผู้นั้นจำเป็นต้องตาย ไม่มีข้อยกเว้น

จงพากันเพียรเพ่งดู ให้รู้แจ้ง ด้วยปัญญาอันชอบ จิตใจมันจะ ถอนล ถอนออกได้หมด ที่คนเราคิดว่า อารมณ์อย่างนี้เลิกไม่ ได้ ละไม่ได้ ถ้ามองเห็นมรณภัย คือ ความตาย ละได้หมด พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ความตายเป็นทุกข์ ตอนจิตกำลัง รับทุกขเวทนาต่างหาก อันนั้นแหละมันเป็นทุกข์ ที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวัยแก่ชรา เจ็บไข้ได้ป่วยหลายครั้ง หลายคราก็ตามยังไม่ถึงขั้นที่ว่า ความตายเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์มันจนเหลือทน ทนไม่ได้ทนไม่ไหว เมื่อทนไม่ไหว ก็รับเสวยทุกขเวทนา แสนสาหัส แล้วก็ตายไป นี้แหละทุกคนจะต้องตาย มรณกรรมฐานนี้ ต้องนึกต้องเจริญไว้ให้ได้ในกาย ของตัวเอง ถ้าผู้ใดทำน้อยปฏิบัติน้อย ยังถึงขั้นเลิกความหลงอะไรยังไม่ได้นั้น จะต้องกระวนกระวายที่สุดเพราะจิตอุปาทาน ความยึดในร่างกายสังขารในรูปขันธ์นั้นมันมาก เจ็บน้อยมันก็เป็นเจ็บมากเจ็บมากก็เลยตายไปเลย เพราะจิตมันยึดมั่นถือ มั่น ถ้าจิตนี้ปล่อยได้วางได้ เลิกได้ ละได้ อะไร ๆ ก็ช่างมันเถอะ

มันเกิดได้ มันก็แก่ได้ มันเกิดมาได้  มันก็เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นธรรมดาได้ มันก็มาแล้ว มันก็ตายได้ เวลาตาย กำหนดไม่ได้ ลมเข้าไปออกไม่ได้ ก็ตายหายใจ ออกไปสูด เข้ามาไม่ได้ก็ตาย กลางคืนก็ตายได้ ตอนเช้าๆ อย่างเราอยู่นี้ ก็ตายได้ กลาง วันก็ตายได้ เดือนไหนก็ตายได้ วันไหนก็ตายได้ ไม่เลือกเวลา คนทั้งหลายที่เราเห็นว่า เขายังไม่ตาย ผลที่สุดก็ตายหมด ไม่มีใครอยู่ เกิดแล้วต้องตาย

ดังนั้นเกิดมาในภพใดชาติใดก็ทุกข์เต็มประดา ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดถึงวันแก่ ทุกข์จากวันแก่ถึงวันแตกดับ วันตายทุกข์ ถ้วนหน้า ไม่มีใครข้ามมันไปได้ ให้เรามาสนใจในการรวมจิตใจของเราให้สงบ ระงับ ตั้งมั่น เที่ยงตรงอยู่ภายในดวงให้ได้ ทุกลมหายใจเข้าออก จนกระทั่งจิตใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนาให้ได้

การภาวนานั้น อย่าเข้าใจว่าเป็นของยาก ไม่ว่ากิจกรรม การงานอะไร อย่างหยาบๆ ก็ดี ถ้าเราไม่ทำ ไม่ประกอบ ก็ยิ่งเป็นอุปสรรค แต่ถ้าเราตั้งใจทำจริง ๆ แล้ว มันมีทางออก ภาวนาไป รวมจิตใจลงไป จนกระทั่งจิตใจเชื่อตามความเป็นจริง เชื่อต่อคุณพระพุทธเจ้าจริงๆ เชื่อต่อคุณพระธรรมจริงๆ เชื่อต่อคุณพระอริยสงฆ์สาวกจริงๆ แล้วบุคคลผู้นั้นก็มีทางที่จะได้ บรรลุมรรคผล เห็นแจ้งในธรรมในปัจจุบันชาตินี้

การที่เรากราบไหว้บูชาสักการะพระพุทธเจ้า ด้วยความศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสนี้ ท่านว่าเป็นบุญ กุศลอันมหาศาล เป็นนิสัยปัจจัย ต่อเนื่องถึงนิพพาน ฉะนั้นเราต้องฝึกหักจิตใจของเรา ให้เลื่อมใสในคุณพระพุทธเจ้า จิตใจของเรา ถ้าเลื่อมใส ในคุณพระพุทธเจ้าแล้ว นึกน้อมใจให้ดี เจริญให้ดี เอามามัดจิตใจของเรา ให้อยู่ใจของเราจะสงบ ระงับ เยือก เย็นสบาย ไม่ทุกข์ร้อนประการใด

ผู้บำเพ็ญภาวนา จงดูแผ่นดิน  ทำจิตใจของตนให้เหมือนแผ่นดิน ใครจะว่าร้าย ก็ไม่หวั่นไหว ใครจะว่าดี ยกย่องสรรเสริญเทิดทูนให้ ก็อย่าไปเชื่อ ไปหลงอะไร ๆ ทุกอย่างพระพุทธเจ้า  ท่านรวมเข้ามาว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง"  นาม และรูปกายใจนี้ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  มีอยู่อย่างเดียว จิตภาวนา ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง  นึกเจริญ สิ่งใดก็ให้เจริญสิ่งนั้นๆ จนรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติ เมื่อรู้แจ้งรู้จริงแล้วก็ย่อมจะไม่หวั่นไหว แต่ส่วนใหญ่ เราจะไม่เอาจริง ไม่ทำจริง จิตมันยังหาความสุขภายนอก ทั้งๆที่มันเป็นความสุขไม่แน่นอน อันความสุขที่แน่นอนเกิดจาก จิตภาวนา สงบจิต สงบใจลงไปจริง ๆ อันนี้จึงจะเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้

ความสุขอันยิ่งใหญ่ไพศาล ได้แก่ความสุขอันเกิดจาก การภาวนาละกิเลสได้ ไม่ว่ากิเลส ดวงไหน

ความจริงนี่ รูปร่างกายไม่มีใครจะเยียวยาพยาบาลให้หายได้ ถ้ามันหายจริงทำไมจึงมีคนตายไม่เห็นมี คนร้อยปีพันปีเหลือ ให้พวกเราเห็น ก็ความจริง มันเป็นอยู่อย่างนี้ มันเหมือนกับว่า ปั้นรูปขึ้นมาใช้ชั่วระยะหนึ่ง ผลที่สุดจะต้องทิ้งสังขารเหล่านี้หมดเมื่อความตายมาถึง ให้รู้แจ้งในจิตของตัวเอง เร่งภาวนา ทำความเพียรจริงๆ เพียรเพ่ง เข้าไปสู่ดวงจิต อย่า ไปเพ่งออกไปภายนอก  ถ้าจิตใจของท่านทั้งหลาย ทุกรูปนามบำเพ็ญภาวนาเต็มที่ ไม่ย่อท้อต่อการปฏิบัติแล้ว มรรคผล นิพพานต้องตามมาให้ผล แต่เดี๋ยวนี้คนเรา ไม่ว่าพูด ไม่ว่าคิด ไม่ว่าทำอะไร มันตามตัณหา ของตัวเอง อยู่ตลอดเวลา ตามความอยาก ความปรารถนา ดิ้นรนวุ่นวายแต่เรื่องภายนอก ทำไมไม่ยกจิตใจของตนขึ้นมา ยอมเป็นทาสกิเลสตัณหา มาตั้งแต่อเนกชาติแล้ว ยังจะยอมให้มันมาเป็นนายหัวใจอยู่อีกนั้นหรือ  ตั้งใจขึ้นมาบ้าง ให้มีความตั้งอก ตั้งใจ มีมานะอดทนขึ้น มาบ้าง หากภาวนาละกิเลส มันไม่ขาดจากหัวใจ ก็ให้มันตายไป รูปนามเป็นของเกิดได้ มันก็ตายได้ ต้องทำความเพียร ละ กิเลสในหัวใจให้เด็ดขาดลงไป  อย่าให้มันอ่อนแอท้อแท้ เอาให้มันตายชาติเดียวให้มันแน่ อย่ามานอนในท้องแม่อีก มาโล เลหลงไหลต่อไปอีก

มรรคผลนิพพานมันอยู่ที่การกระทำการปฏิบัติ  เมื่อไม่ปฏิบัติ มัวแต่นั่งรอทำให้มรรคผลนิพพาน บังเกิดขึ้น มันจะได้ ที่ไหน ไม่มีทาง ทางมันอยู่ที่ภาวนา ทางมันอยู่ที่ลงมือทำพร้อมด้วยกาย วาจา จิต ใช้ในการภาวนาละกิเลส ให้มันเด็ดขาด ลงไปภาวนาในหัวใจไม่ปล่อยให้มันเลอะเทอะไป เดี๋ยวชอบคนนี้เกลียดคนนั้น พระพุทธองค์สอนให้ทำจิตให้เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปหาความรัก ความชังเป็นกลาง ก็อยู่ที่จิตใจรู้อยู่ ตั้งใจภาวนาให้มันทุกลมหายใจ ให้มันหลุดพ้นสิ่งเหล่านี้ ทั้ง หมด

ความสงสัยนั้น จะแก้ให้หายได้ ก็อยู่ที่ความสงบ ความสงบมีที่ไหนนิวรณ์ทั้ง 5 ก็หายไป เมื่อเลิกละนิวรณ์ ทั้ง 5 ไม่ได้จิตก็ เศร้าหมอง ทุกอย่างให้มันหลุดพ้นให้มันหลุดออก พ้นจากความยึดมั่น จนไม่มีสิ่งใด มายึดมาถือ มาแบกมาหามว่าเป็นตัว เราของเรา สิ่งใดเลิกได้ละได้ อย่าเสียดาย อย่าอาลัย อาวรณ์ในกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ อันตนผ่านมาแล้ว เราจะแสวงหา อีกไม่ต้องการทั้งโลกนี้แหละ ที่จิตใจปรารถนา ดิ้นรน วุ่นวาย กระสับกระส่าย ไม่เที่ยงทั้งโลก คนสัตว์วัตถุ ธาตุทั้งหลายไม่ เที่ยงทั้งนั้น เที่ยงอยู่ที่รู้แจ้ง เห็นจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในหน้าตาตัวตน ในรูป ในนาม ในโลก ในวัฏฏสงสาร ถอนอาลัย ออกจากจิตใจได้

ถึงพระนิพพานเมื่อใด นะเที่ยง ถ้ายังอยู่ในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก มันก็ยังไม่เที่ยง ผู้ภาวนา ผู้มีปัญญา เท่านั้น จึงเลิกละความยึดมั่นถือมั่น ให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเพียงธาตุ มันก็อยู่ตามสภาพของมัน ไม่ใช่ตัวเราของเราในจิต มันมองเห็นแจ้ง ทะลุปรุโปร่ง ไปหมด กิเลสราคะทั้งหลาย ความยินดี พอใจในรูป รส กลิ่น เสียง มันก็ดับไป ไม่มีความคิด ที่ว่า เขามาเบียดเบียนเรา เพราะในจิตนั้นเรียกว่า ถอนอนัตตา ตัวตนออกไปแล้ว ไม่มีตัวตน ในรูป ในนาม ในเรื่องเหล่า นี้มันเป็นเพียง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมตั้งอยู่เท่านั้น

คัดย่อมาจากหนังสือหลวงปู่สอนว่า...ของพระญาณสิทธาจารย์

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com