|

วัดหนองป่าพง
อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
คนทั้งโลก จะให้เขามาพูดถูกใจเรามีไหม
จะมาทำถูกใจเราทุกคนมีไหม ไม่มี เมื่อไม่มี เราก็เป็นทุกข์ อยู่ตลอดเวลา
ถ้า เราไม่มีการปล่อยวางเราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง เราจะหาความสงบว่า คุณต้องทำให้ถูกใจฉัน
ฉันจึงจะสงบ ถ้าไม่อย่างนั้นฉัน ก็ไม่สงบ คนคนนี้เกิดมาไม่รู้กี่ชาติก็ไม่มีความสงบเพราะคนหลายคน
ใครจะมาพูดให้เราถูกใจเราทุกคน ใครจะมาทำให้ ดีทุกคน มันไม่มีหรอกอย่างนี้
นี่มันเป็นไหม เราต้องศึกษาอย่างนี้
เราต้องอดทน
อดทนต่ออารมณ์ ที่มันเกิดขึ้นมา อย่าไปหมายมั่นอย่าไปยึดมั่น จับมาดูแล้วรู้เรื่อง
เราก็ปล่อยมันไปเสียเขา จะพูดอย่างไร ก็รับฟังมันไปเถอะ มันจะทำอะไร
ก็ระวังไว้ มันเป็นอย่างนั้นของมัน เราต้องถอยกลับมาอยู่ตรงนี้ เราก็มีความสบาย
เมื่ออยู่ด้วยกัน
กับคนมากๆ มันก็ยิ่งให้การศึกษาเรามากที่สุด ให้มันวุ่นวายเสียก่อน
ให้รู้เรื่องของความวุ่นวายเสียก่อน มันจึงจะถึงความสงบ อย่าหนีไปที่ไหน
ถ้าไม่อยู่คนเดียว ไม่มีใครพูดดี พูดชั่วให้มันก็สบาย แต่เราจะไม่รู้เรื่อง
สบายอย่างนี้ มันไม่มีปัญหา
ถ้าถูกอารมณ์แล้วปัญญามันไม่มี
ก็เป็นทุกข์อย่างนั้น
สตินี้คือความระลึกได้
เมื่อเราจะพูดอะไร ทำอะไรต้องรู้ตัวเราทำอยู่ เราก็รู้ตัวอยู่ ระลึกได้อยู่อย่างนี้
อารมณ์มันเหมือนกัน ถ้ามีสติอยู่ มันจะทำอะไรเราไม่ได้ อารมณ์มันจะทำให้
เราดีใจอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ มันไม่แน่นอนหรอก
ถ้าอย่างนี้
อารมณ์นั้น มันก็เป็นโมฆะเท่านั้น เราสอนตัวเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้
เราก็รักษาอย่างนี้เรื่อยๆไปเมื่อเรามีสติอยู่ เมื่อนั้นแหละ เราได้ภาวนาอยู่
การภาวนาไม่ใช่ว่าเราจะนั่งสมาธิอย่างเดียว ยืนเดินนั่งอยู่
เราก็รู้จัก นอนอยู่เราก็รู้จัก เรารู้จักตัวของเรา อยู่เสมอ จิตเรามีความประมาท
เราก็รู้จัก ไม่มีความประมาท เราก็รู้จักของเราอยู่ ความรู้อันนี้แหละที่
เรียกว่า "พุทโธ" เรารู้เห็นนาน ๆ พิจารณาดี ๆ มันก็รู้จักเหตุผลของมัน
มันก็รู้เรื่อง
เราปฏิบัติธรรมะบ่อย
ๆ จิตมันก็คุ้นเคยกับธรรมะ เช่นว่า ความโกรธเกิดขึ้นมา มันก็เป็นทุกข์
ชอบทุกข์ไหม ไม่ชอบแล้ว เอาไว้ทำไม ถ้าไม่ชอบ จะยึดเอาไว้ทำไม ทิ้งมันไปซิ
ทุกข์ มันเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง เราก็รู้จักคำสอนครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นชัด
ก็ค่อยๆวาง ทำความเพียรพยายามอยู่อย่างนั้น มีสติติดต่อกัน อยู่อย่างนั้น
เสมอทุกอริยาบทไหนก็ตาม มีความรู้ติดต่อ อยู่เสมอ ตัวนี้มันไม่รู้
มันจะพูด อยู่เรื่อย ๆ ใจข้างใน มันจะพูด อยู่เรื่อย ๆ เป็นอยู่อย่างนั้น
มีความรู้อยู่ มีความตื่นอยู่ มีความเบิกบานอยู่สม่ำเสมอ เรียกว่า
เป็นประโยชน์มากไม่ต้องอาศัยอะไรเลย อะไรมันเกิดขึ้นมา เราก็เห็นว่าอันนี้มันไม่แน่นอน
มันไม่เที่ยง อันนั้นก็ดี แต่ว่ามันไม่แน่นอน มันไม่เที่ยงเท่านี้ละ
เราก็รู้ของเรา ไปเรื่อย ๆ เท่านั้นแหละ การปฏิบัติของเรา
การประพฤติปฏิบัติธรรม
ต้องไม่ย่อหย่อน จะต้องทำความพยายามอย่างนั้น ความอยากจะเร็วของเราอันนี้ไม่ใช่ธรรมะมัน
เป็นความอยากของเรา ใจอยากจะเร็วที่สุด แต่มันทำไม่ได้ธรรมชาติ มันเป็นอยู่อย่างนั้น
เราก็ทำจิต ปฏิบัติตามธรรมชาติ ของมันอย่างนั้น อยากจะให้มันเร็วที่สุด
นั้นไม่ใช่ธรรมะ มันคือความอยากของเรา เราจะทำตามความอยากของเรานั้นไม่
จบ ให้เข้าใจว่า การที่ตรัสรู้ธรรมะนั้น มันพร้อมกับ การปล่อยวาง ด้วยสติปัญญา
ไม่ใช่ว่าเราจะเร่งมันให้ มันเป็นอย่างนั้น
การทำทุกอย่าง
ต้องทำโดยไม่ปรารถนา สิ่งตอบแทน อันนี้เรารู้ โลกเขาว่า มันดีแล้วมันก็วาง
โลกเขาว่า มันไม่ดีมันก็วาง มันรู้ดีรู้ชั่ว คนที่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว
แล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น คนรู้ดีรู้ชั่ว ไม่ได้ยึดในความดี คนที่ยึดในความดี
ความชั่ว นั้นคือ คนไม่รู้ดี รู้ชั่วและคำที่ว่า เราทำอะไรตลอด ที่ว่าเราอยู่ไปที่เราอยู่เพื่อประโยชน์
เราทำงานอันนี้เราทำเพื่อต้องการอะไร แต่โลกเขา ว่าทำงานอันนี้ เพราะต้องการอันนั้น
เขาว่าเป็นคน มีเหตุผล แต่พระท่านสอนยิ่งไปกว่านั้นอีก ท่านว่า ทำงานอันนี้ทำไปแต่
ไม่ต้องการอะไร ทำไมไม่ต้องการอะไร โลกเขาต้องทำงานอันนี้ เพื่อต้องการอันนั้น
ทำงานอันนั้น เพื่อต้องการอันนี้ นี่เป็นเหตุผลของชาวโลกเขา
พระพุทธองค์ทรงสอนว่าทำงานเพื่อทำงาน
ไม่ต้องการอะไร ถ้าคนเราทำงานเพื่อต้องการอะไรก็เป็นทุกข์คือ ทำแล้วปล่อยวาง
ครั้งแรกเราทำก็ปรารถนาให้เป็นอย่างนั้น ทำไปๆก็จนกว่าที่เรียกว่า
ไม่ปรารถนาอะไรแล้ว ทำเพื่อปล่อยวางมันอยู่ลึก ซึ้งอย่างนี้ คนเราปฏิบัติธรรมเพื่อต้องการอะไร
เพื่อต้องการพระนิพพานนั้นแหละ จะไม่ได้พระนิพพาน ความต้องการอันนี้
เพื่อให้มีความสงบ มันก็เป็นธรรมดา แต่ว่าไม่ถูกเหมือนกัน จะทำอะไร
ก็ไม่ต้องคิดว่า จะต้องการอะไรทั้งสิ้นไม่ต้องการ อะไรทั้งสิ้น แล้วมันจะเป็นอะไร
ก็ไม่เป็นอะไร ถ้าเป็นอะไรมัน ก็ทุกข์เท่านั้นแหละ
ในทางพระพุทธศาสนา
ให้ทำเพื่อไม่ต้องการอะไร ถ้ามีเพื่ออะไรมันไม่หมด
ทางโลกทำอะไรเรียกว่ามันมีเหตุผล
พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่าให้ "นอกเหตุเหนือผล"
ไม่ว่าจะทำอะไรปัญญาของท่านให้ นอกเหตุเหนือผล
ให้นอกเกิดเหนือตาย นอกสุขเหนือทุกข์
|