ทางสายเข้าสู่พระนิพพาน ตอนที่ 10


พระอนาคามีมรรค ตัดกามฉันทะ (ต่อ)

โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว ต่อนี้ไปก็เป็นโอกาสที่จะสดับคำแนะนำในการ เจริญพระกรรมฐาน สำหรับวันนี้ก็จะได้พูดถึง พระอนาคามีมรรคต่อ

เมื่อวานนี้เราได้พูดกันถึงการระงับอารมณ์ของราคะ หรือกามฉันทะ ได้แก่ ความพอใจในกาม การที่จะทำลายกามฉันทะ ได้ก็ต้องอาศัยเหตุสองประการร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของสมถะภาวนา ก็ต้องใช้กายคตานุสติพิจารณาร่างกาย คือ อาการ 32 บวก กับ อสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี มีแต่ความสกปรก เป็นของไม่น่ารัก เป็นที่น่ารังเกียจ นี่เป็นด้าน สมถะภาวนา

ในด้าน วิปัสสนาภาวนา ก็บวกเข้ามาเห็นว่า ร่างกาย นอกจากจะเป็นของสกปรก เป็นของไม่น่ารัก เป็นของที่น่ารังเกียจแล้ว มันก็เป็นปัจจัยแห่งความไม่เที่ยง คือตัวมันไม่เที่ยง เพราะอะไร มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็เสื่อมไป แปรปรวนไป

การที่เอาจิตเข้าไปยึดว่า ร่างกายเป็นของสะอาด ร่างกายเป็นของสวย ร่างกายเป็นของเรา เป็นปัจจัยของความทุกข์ เพราะว่า สภาวะของร่างกาย มันสกปรก สภาวะของร่างกาย เป็นของไม่เที่ยง สภาวะของร่างกาย มีการสลายตัวไปในที่สุด มันหาสภาพที่เป็นเรา เป็นของเราไม่ได้

ร่างกาย คือ ธาตุ 4 ได้แก่ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ รวมกันเข้าเป็นตัว แล้วก็มี อากาศธาตุ บรรจุช่องว่าง มีวิญญาณ ธาตุ รับรู้ในการสัมผัส เป็นเรือนร่าง ที่อาศัยของจิต จิตอาศัยการทรงอยู่ ขณะใดที่การทรง อยู่ขณะนั้นจิตก็ยังอาศัยอยู่ และจิตเป็นผู้บัญชาการทางด้านประสาท ให้ร่างกายพูดตามกำลังของจิตที่สั่ง เมื่อร่างกายพังไปแล้ว จิตก็ต้องหาชาติหาภพเป็น ที่เกิดต่อไป ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส

ทีนี้การหาชาติหาภพ เป็นที่เกิดใหม่ หรือ เกิดมาแล้วก็ดี ไม่มีอะไรเป็นสุข มันเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ ถ้าความผูกพัน ในร่างกายมีมากเพียงใด เราก็มีความทุกข์มากเพียงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรามักจะเอาจิต เข้าไปยึดกาย เป็นกำลัง ถ้าหากเราเห็นว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา สภาวะร่างกาย เป็นของสกปรกจิตก็ตก จิตก็ตัดจากกามฉันทะ ความพอใจ ในเพศเสียได้ นี่เราพูดกันแต่เพียงคำแนะนำเป็นแนวทางเท่านั้น ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าถึงความจริง อย่างสักแต่ว่า ฟังๆ แล้วก็ปล่อยให้เลยไป

จิตของเราที่ยุ่งวาจาของเราที่เสีย กายของเราที่ไม่สำรวม ก็เพราะอาศัยจิตไม่ดีไม่ใช้ปัญญาไม่ใช้สัญญา สัญญาจำไว้ แค่ นี้ทำจิตให้เป็นสมาธิ ปัญญามันเกิด ปัญญาก็พิจารณาเห็น เห็นคนเมื่อไร เห็นสัตว์เมื่อไร มีความรู้สึกทันที ว่าร่างกายของ คนและสัตว์ทั้งหมด เต็มไปด้วยความสกปรก ความผูกพัน ความกระสัน อยากจะได้ปรารถนาจะสัมผัสไม่มีในจิต ให้จิตมันทรงสภาพเช่นนี้ เห็นคนเหมือนกับเห็นซากศพ เห็นคนเหมือนกับเห็นของเน่าเปื่อย เห็นคนเหมือนกับว่า สิ่งที่เขาบรรจุ อุจ จาระปัสสาวะไว้เต็ม เท่านี้จิตก็จะมีความรังเกียจ

เมื่อมันเป็นของสกปรก มันก็เป็นของไม่เที่ยง มีอนัตตา คือ สลายตัวไปในที่สุดจิตก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ผูก พันในรูปกายใด ๆ ทั้งหมด จะเป็นที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม เห็นว่าไม่เป็นสาระ หรือว่าไม่เป็นแก่นสาร มันมีแต่ความสกปรก เครื่องประดับที่แต่งกายเป็นของหลอกลวง ไม่มีอะไรดี ผ้าผ่อนท่อนสไบ หามาแล้ว อย่างดีสีสดสวย เดี๋ยวก็ทรุดโทรม ความจริงนึกว่า สะอาดมันก็สกปรก ก่อนที่จะใช้จะสวมกายก็ต้องชำระล้าง สวมแล้วก็เก็บจะใช้ใหม่ก็ต้องซักต้องฟอก นี่แสดงว่ามันสกปรก เครื่องอาภรณ์ต่างๆ ก็คอยปัดคอยสี ขัดเกลา ทำลายสิ่งสกปรกอยู่เสมอ ทีนี้อะไรมันเป็นของสะอาด เป็นอันว่า วัตถุก็ดี สิ่งที่ มีชีวิตก็ดี มันก็ของไม่สะอาดทั้งหมด จิตคิดอย่างนี้ให้มันเป็นปกติ จิตก็จะตัดความรักเสียได้

ความรักที่มันเกิด เราเข้าใจว่ามันดี เข้าใจว่ามันสวยเข้าใจว่ามันสะอาด อารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์ของตัณหา ดึงไปอบาย ภูมิมีนรกเป็นต้น นี่พระทุกองค์ เณรทุกองค์ ฆราวาสทุกท่าน จงทำจิตอย่างนี้เป็นปกติ จะสังเกตไว้ ว่าใครสนใจ หรือไม่สนใจ คนที่สนใจ เขาไม่สร้างความเดือดร้อน ให้เกิดกับบุคคลอื่น เพราะอะไร เพราะต้องดูตัวไว้เสมอว่า เรามีจุดบกพร่องขนาดไหน อย่าปล่อยให้กิเลสมันล้นจากใจ ถ้าจะเลวอยู่แค่ในใจ ความรักจะพึงเกิดขึ้นในเพศก็อยู่แค่ใจ อย่าให้มันไหลมา ทางตา อย่าให้มันไหลมาทางปากอย่า ให้มันไหลมาทางกายอย่างนี้ เขาเรียกว่า ขังรัก เป็นแค่กำลังของสมาธิ เป็นสมถภาวนา แต่ทำลายอารมณ์รัก ภายในใจเสียได้ นี่เป็นอารมณ์ ของวิปัสสนาญาณ เขาทำกันยังงี้นะ มีอารมณ์ให้ทรงอยู่เป็นปกติ

ความมีระเบียบวินัยเป็นของสำคัญ คนที่เลวย่อมไม่รักษาระเบียบวินัย ไม่จำคำสั่งและคำสอน คือ คนใดก็ตาม ต้องมีอาการ เตือนกันอยู่เสมอ ๆ นั่นจงรู้ว่า เลวเกินไปสำหรับ การที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะ การเป็นมนุษย์ เรามาจากความดี มาจากทาน มาจากศีล มาจากภาวนา ถ้ามาถึง ความเป็นมนุษย์แล้ว ทำเป็นคนไร้ศีล ไร้ทาน ไร้ภาวนา คือ อาการเจริญปัญญา ก็ แสดงว่า เรากลับเป็นสัตว์ของอบายภูมิใหม่ กายเป็นคนแต่ใจเป็นสัตว์ กายเป็นคนแต่ใจเป็นเปรต นี่เป็นวิสัยของคนที่ไม่รักดี ไม่รักงาม นี่เราฟังธรรม กันมาถึงขั้น ความเป็นอริยะ แต่ว่าจิตใจของเรา ยังตกเป็นทาสของอบายภูมิอยู่ ก็รู้สึกว่า จะเลวมากเกินไป

ที่กล่าวอย่างนี้ ไม่ใช่ด่า เป็นการแนะนำตามที่เขาปฏิบัติกันมา เขาทำกันอย่างนี้ อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษ โจทก์ ความผิดของตัวไว้เสมอ อย่าไปยุ่งกับคนอื่น คตินี้นักปฏิบัติทุกคน เขาจะประณามตัวเองเข้าไว้เสมอ อารมณ์ยุ่งอยู่กับ กามราคะนิดหนึ่ง (วันนี้เราพูดกันถึงกามราคะ) เขาจะประณามว่าเลวทันที ของอะไรก็ดี ถ้าชมว่าสวยชมว่างาม เมื่อรู้สึกขึ้นมา ก็รู้สึกว่าใจของเรา มันเลวเสียแล้วรึ นี่แค่นี้เขาตำหนิตัวเข้าแล้ว แล้วยิ่งไปเพ่งโทษของบุคคลอื่น ไปแสดงอารมณ์ อิจฉาริษ ยาบุคคลอื่น ทำให้บุคคลอื่น ได้รับความเร่าร้อน นั่นแสดงว่า กิเลสมันไหล ออกมาทางกายและทางวาจา มันล้นออกมาจาก ใจ มันเลวเกินที่จะเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ นี่เราต้องประณามอย่างนี้ แล้วทางที่ไปจะไปไหน เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังเป็นไม่ได้ ต้องไปขึ้นต้นมาจากนรก มันไม่เหมาะสำหรับเรา นี่เราต้องประณามตัวไว้ เป็นปกติ อย่าเที่ยวประณามคนอื่นเขา

เรื่องราวต่างๆ ที่มันมีความทุกข์ มีความเดือดร้อนก็เพราะว่า ความเลวของจิตเรา ขาดการสำรวม เราขาดการระมัดระวัง การที่ทำความชั่วให้เกิด ทำความเดือดร้อนให้เกิด ประเภทนี้ มันเป็นวิสัยของท่าน โลลุทายี หรือว่า เทวทัต ไม่ใช่ของคนปกติธรรมดา หรือไม่ใช่ของพระศากยบุตรพุทธชิโนรส อันนี้จะต้องรำพึงจำไว้เสมอ จำแล้วก็จงอย่าทำความเลว จงอย่าคิด ความเลว นี่เป็นเรื่องของอนาคามีมรรคข้อแรก

มาถึง อนาคามีมรรค ข้อที่สอง ตรงนี้ท่านบอกว่า ตัดปฏิฆะ คำว่า ปฏิฆะ นี่ไม่ได้หมายถึง ความโกรธ ความพยาบาท เรื่อง ความโกรธ ความพยาบาท มันเป็นเรื่องของ พระสกิทาคามี ที่บรรเทา ความโกรธ บรรเทา ความพยาบาท คิดให้อภัยทาน ความโกรธเกิดขึ้น ความพยาบาทจองล้างจองผลาญ จองเวรจองกรรมเกิดขึ้นรู้สึกตัวขึ้นมา คิดให้อภัยแก่บุคคลผู้ทำความผิด ให้อภัยบุคคลที่ว่าเรา ให้อภัยบุคคลที่ด่าเรา ให้อภัยกับบุคคลที่กลั่นแกล้งเรา อารมณ์จิตก็มีความสุขสำหรับพระอนาคา มีพระพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสว่า ตัดความโกรธกับความพยาบาท ให้ตัดปฏิฆะ

ปฏิฆะ คือ อารมณ์ที่ไม่พอใจ เข้ามากระทบจิต อารมณ์ใดก็ตาม ที่คนเขาหาทางกลั่น แกล้งด้วยทางกายบ้างแสดงโดย ทางวาจาบ้าง แสดงโดยทางนิมิตบ้าง อันเป็นที่ไม่ชอบใจของเรา ทางวาจาก็ได้แก่การนินทาว่าร้าย เสียดสีต่าง ๆ ทางกาย ก็ได้แก่การประทุษร้าย ร่างกายบ้าง แสดงอาการออก ทางร่างกายบ้าง ว่า เราเลว หรือว่า แสดงนิมิตต่างๆ ได้แก่การเขียน หนังสือ ทำรูปลักษณะ เปรียบเทียบอย่างนี้เป็นต้น เป็นที่ไม่ชอบใจเรา คำว่า ไม่ชอบ อาการทั้งหมดนิดหนึ่งในอารมณ์ของพระอนาคามีจะไม่มีเลย ไม่ถึงกับโกรธ ไม่ใช่ถึงกับโกรธ

พระอนาคามี ตัดอารมณ์ ที่ไม่พอใจ อารมณ์ที่ไม่พอใจ ในของด้านกิเลส แต่ว่า ไม่พอใจโดยธรรม ไม่มีหมายความว่าพระองค์นี้ เณรองค์นี้ ฆราวาสคนนั้น ไม่ปฏิบัติอยู่ใน ศีลาจารวัตร ไม่เป็นที่ถูกต้อง อย่างนี้ไม่พอใจ ไม่สังคมสมาคมด้วย อย่างนี้ เป็นการสมควร ไม่ถือว่า เป็นปฏิฆะในข้อนี้ รู้ว่า พระภิกษุสามเณร ไม่มีศีลาจารวัตร ก็เป็นสัตว์ในนรก เสียแล้วนี่เรื่องอะไรที่เราเป็นผู้มีศีลาจารวัตร จะไปคบหาสมาคมด้วย นี่ไม่ใช่อำนาจความโกรธความพยาบาท เพราะ อาศัยความเคารพในธรรม

ทีนี้สำหรับ พระอนาคามี ตัวปฏิฆะ คือ อารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต กระทบเพื่อ ความไม่พอใจ ตัวแรกนั่น ตัดกามฉันทะ อารมณ์ที่พอใจ อยากจะได้เข้ามา ตัวปฏิฆะ อารมณ์ที่ไม่พอใจเข้ามากระทบทำให้เร่าร้อน

ทีนี้การที่จะตัดปฏิฆะทำยังไง เราก็รวบรวมกำลังพรหมวิหาร 4 ก็อภัยทานนั่นเอง ความจริงพรหมวิหาร 4 นี่เรามีกันมาตั้ง แต่เริ่มต้น เจริญพระกรรมฐานก่อน การที่นักปฏิบัติ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน จะมีความดี ทรงตัวอยู่ได้ ก็เพราะ อาศัยพรหมวิหาร 4 นักปฏิบัติจริง ๆ ขั้นเลวที่สุดเขามีพรหมวิหาร 4

ทีนี้พวกเรา มีใครบ้างไหม ในอดีตใกล้ก็ดี ไกลก็ดี ที่ขาดพรหมวิหาร 4 มีอารมณ์ คิดเป็นศัตรู กับคนอื่นคิด ทำลายล้างบุคคลอื่น คิดอิจฉาริษยาบุคคลอื่น คิดลงโทษ คิดซ้ำเติม ในความผิดของบุคคลอื่น มีบ้างไหมในอดีต เริ่มตั้งแต่ย่างเข้ามาสู่สำนักนี้ อารมณ์จุดไหนมีบ้าง ถ้ามีอยู่ไม่รู้ตัวว่ามีนี่เลวมาก หมายถึงว่า เป็นที่ไปแห่งอเวจีมหานรก ถ้าขณะใดเรารู้อยู่ว่ามี ใน กาลนั้นพึงรู้ว่า นี่เราเป็นสัตว์นรกเสียแล้ว ไม่ใช่แดนของอริยะ หรือไม่ใช่แดนของสมณะ ไม่ใช่แดนของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา นี่ความจริงพรหมวิหาร 4 นี่เราศึกษากันแต่ต้น ถ้าไม่มีในใจ ก็แสดงว่าเลวเกินไป สำหรับความเป็นมนุษย์ และก็เลวเกินไป ที่จะต้องเกิดเป็นสัตว์ เป็นอสุรกายหรือเป็นเปรต ช่วงที่อยู่คือ อเวจีมหานรก เตือนใจเตือนตัวให้รู้ไว้ ความเลวประเภท นี้ไม่มีสังคมใดเขาต้องการ นี่ความรู้สึกอย่างนี้ต้องมีกับเราเสมอ

ถ้าเรามีอารมณ์แค่ พรหมวิหาร 4 เราก็จงทราบว่า นี่เรายังเลวมากเกินไป เพราะอะไรพรหมวิหาร 4 อันดับต่ำ เราก็มีสิทธิ แค่เกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น ถ้าพรหมวิหาร 4 อันดับกลาง หมายความว่า มีอารมณ์จิตทรงตัว มีความมั่นคงกระชับในความรัก คนและสัตว์เสมอด้วยเรา ถ้าเรารักเขา เราไม่สามารถจะไปว่าเขา จะไปติเขาจะไปเสียดสีเขา จะไปกลั่นแกล้งเขาอันนี้ไม่ มี คนที่เรารักเราก็มีกรุณาความสงสาร เมื่อเราไม่กลั่นแกล้ง ไม่เสียดสี ไม่คิดทำลาย มีความรัก ก็มีจิตเกื้อกูล จะสงเคราะห์ให้มีความสุข อารมณ์ใดที่มีความบกพร่องอยู่ กิจใดที่เขาบกพร่อง เราเกื้อกูลให้เต็มขึ้นมา ไม่ใช่กล่าววาจาเสียดสีเป็นอาการไม่ดี

วงกับข้าวกับปลาวงไหน อาหารไม่สมบูรณ์ บกพร่องไป เราเกื้อกูล ด้วยอาหาร อาการอย่างใด ที่เขาบกพร่อง กิจการใดที่ เขาบกพร่อง ไม่สามารถจะทำได้ เราช่วยในกิจการนั้น ความรู้ใดที่เขาบกพร่อง ไม่สามารถจะมีได้ เราแนะนำด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่เอาอารมณ์ ความเลวทราม ความข่มขู่เข้าไปใช้

แล้วก็มีอุเบกขา ความวางเฉยในอาการที่ปรากฏขึ้นกับจิต อันเป็นโทษแห่งความทุกข์ หมายความว่า ใครเขาด่าเขาว่าเขา ติเตียน ถือว่า ช่างมัน อารมณ์สบาย อารมณ์อย่างนี้ ยังไม่ใช่ปัจจัย ของพระอนาคามี ถ้าลงคำว่า ช่างมันได้ ก็เป็นปัจจัยของ พรหมโลก

นี่พรหมวิหาร 4 ที่เราจะทรงกัน แต่เล็กแต่น้อย แต่เริ่มต้น ถ้ามีความมั่นคงอย่างนี้ จิตมีความรัก มีความเมตตาปรานี จิตครุ่นคิดในความสงสาร ปรารถนาในการสงเคราะห์ ไม่อิจฉาริษยาใคร วางเฉย ในเมื่อกฎของกรรมเข้ามาถึง การกระทบ กระทั่งเข้ามาถึง อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพรหมวิหาร และถ้าจะกล่าวกันไป ก็อยู่ในขั้นของพระโสดาบัน

มีพรหมวิหาร 4 ที่มีอารมณ์ละเอียดยิ่งกว่านั้น ก็ได้แก่มีความรักมากขึ้น สงสารมากขึ้น หวังดีมากขึ้นมีอารมณ์ วางเฉย ไม่หวั่นไหวมากขึ้น เป็นอภัยทาน ใครทำความผิดใด ๆ ก็มีความโกรธ เกิดขึ้น กระทบกระทั่ง จิตใจ รู้สึกตัวขึ้นมา ได้ว่า อ๋อ นี่ ควรให้อภัยเขา เขาทำไปด้วยอำนาจ ของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมบังคับ เราไม่น่าจะโกรธ ให้อภัยแก่บุคคล ผู้ทำความผิด นี่เป็นปัจจัยของพระสกิทาคามี

ทีนี้ พระอนาคามีทำยังไง เร่งรัดพรหมวิหาร 4 ทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุเบกขาญาณ วิปัสสนาญาณ ตัวสุดท้ายมีอารมณ์ร่วมกัน สังขารุเปกขาญาณ มีความเฉย ในขันธ์ 5 หมายความว่า ขันธ์ 5 มันมีสภาพยังไงรู้อยู่แล้วว่า มันมีความเกิดขึ้น มันมีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีอนัตตา มีการสลายตัวเข้าไป ในที่สุดพัง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา โลกธรรม ทั้งหมด ความมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ รู้ตัวอยู่ เสมอว่าช่างมัน มันจะเป็นอะไรก็ช่างมัน มันจะแก่ก็เชิญแก่ซี มันจะป่วยก็เชิญป่วย มันจะตายก็เชิญตาย ของที่ชาวบ้านเขารัก เขาหวงแหนมันพังสลายตัวลง ญาติตาย พ่อตายแม่ตาย พี่ตาย น้องตาย คนรักตาย ของที่รักสูญหาย ชาวบ้านเขาเสียใจ เราเฉย ถือว่านี่มันเรื่องธรรมดาไม่ใช่เรื่อง ที่จะต้องแก้ไขกันได้ ห้ามปรามไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ เรื่องอะไรจะต้องไปเสียใจ กระทบใจ มีอารมณ์วางเฉย มีจิตสดชื่น เป็นปกติ ถือว่า นี่เป็นธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าทรงแล้ว ตรงที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ของจริงมันเป็นไปตามนี้

อารมณ์วาจาที่เขากล่าวให้ไม่เป็นที่พอใจ นินทาเกิดขึ้น เราถือว่า เป็นเรื่องเล็ก นายอยากปากเสียก็เสียไป ฉันไม่ยอมเสีย กับนายด้วย คำสรรเสริญเกิดขึ้นไม่สนใจ ถือว่าถ้อยคำประเภทนี้ เขาหลอกให้เราเป็นทาส เราไม่เอาหรือไม่โกรธ ไม่โกรธ ทั้งคนสรรเสริญ และไม่โกรธคนนินทา แล้วก็ไม่ดีใจในคำสรรเสริญ ถือว่า เป็นเรื่องเหลวไหล

ลาภเกิดขึ้นถือว่า ไม่ช้ามันก็หมด คนที่ร่ำรวยมากๆ ตายแล้วเอาไปไหนไม่ได้ ลาภเสื่อมสลายตัวไปมันสูญไป เพราะว่าเรา ต้องใช้ต้องสอย มีเหตุใด ๆ เกิดขึ้นก็ตาม ถือเป็นเรื่องธรรมดา ชาวบ้านเขาหมดมา เราเคยหมดไปแล้ว เคยหามาได้มากกว่านี้ หมดมากกว่านี้ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ชาวบ้านเขาหมดมากกว่า เราก็มีเยอะแยะไป มันของปกติธรรมดา เราก็เฉย

รวมความว่า ใช้สังขารุเปกขาญาณ เฉยทั้งอารมณ์ที่เข้ามากระทบกระทั่งจิต ในด้านของโลกีย์วิสัย เฉยทั้งคำชม เฉยทั้งคำนินทา เฉยทั้งได้มา เฉยทั้งเสื่อมไป เฉยหมดไม่มีอะไรสนใจ คำนินทาว่าร้ายเกิดขึ้นกระทบใจแผล็บ ปล่อยหลุดไปเลย ช่างมัน ฉันไม่ยุ่ง อารมณ์อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย จะป่วยไข้ ไม่สบาย มันจะแก่ มันจะตายก็ช่างมัน แต่การรักษา พยาบาล การบริหารร่างกายเป็นของธรรมดาถือว่าทำตามปกติ

ถ้าเขาจะถามว่า ถ้าทำจิตได้ยังงี้ ยังสูบบุหรี่ไหม ยังกินหมากไหม ยังจะต้องใช้ของ ที่เคยใช้กับร่างกายไหม ก็ต้องตอบว่า ใช้ตามปกติ เขาไม่ได้ติด แต่ร่างกาย ต้องการ เหมือนกับพระพุทธเจ้า ที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังฉันภัตตาหาร เรื่องอะไร ที่ประสาทต้องการ เป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องบำรุงโดยประสาท เพื่อเราจะเอาไว้ใช้ เป็นประโยชน์ เหมือนกับคน ที่ลงเรือรั่ว เพื่อหวังจะข้ามฟาก ถ้าขณะใดที่ยังอาศัยเรืออยู่ เมื่อน้ำมันรั่วขึ้นมาเราก็ต้องอุด มันผุตรงไหนก็ต้องทำนุบำรุงซ่อมแซมไม่ ใช่ว่า ปล่อยให้มันรั่ว ให้มันพังไป จนกว่าเราจะขึ้นฝั่งได้

นี่อารมณ์ใจแค่นี้ กิเลสมันยังไม่หมด ปรากฏว่า มันหมดไปเพียงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะว่า อันนี้ ถ้าทำได้ทั้งหมด ตัดกามฉันทะ ได้เด็ดขาด ตัดปฏิฆะได้เด็ดขาด จึงจะเป็นอนาคามีผล ยังไม่ถึงอรหัตผล ขอให้ท่านทั้งหลาย จงทบทวนกำ ลังใจไว้ให้ดี มันเป็นของไม่ยาก

ต่อไปนี้ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่า จะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา

 

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2547 โดย Firstbuddha.com