|
สรุปการปฏิบัติเพื่ออนาคามีผล
อันดับต่อไปนี้ จะขอพูดสรุปในการปฏิบัติของพระอนาคามีมรรค
เพื่อให้เข้าถึงอนาคามีผล สำหรับพระอนาคามีตัดสังโยชน์ 2 คือ กามฉันทะ
กับ ปฏิฆะ
กามฉันทะเราใช้สมถะควบด้วย กายคตานุสติ
กับอสุภกรรมฐานให้เกิดเป็นนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย ในรูปร่างของคนและสัตว์และวัตถุ
โดยใช้ปัญญาพิจารณาหาความเป็นจริง ว่าสภาวะทั้งหลายเหล่านี้เต็มไปด้วยความสกปรก
ไม่มีร่างกายของคนหรือสัตว์หรือวัตถุประเภทใด ที่จะมีความสะอาด สวยสดงดงาม
มีการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกายของคนและสัตว์เต็มไปด้วยความสกปรก
มีมูตรและกรีส คือ มูตรและคูถเต็มไปหมด มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง
เต็มไปหมด พิจารณากรรมฐานกองนี้ ให้เกิดเป็นนิพพานญาณ คือ ใช้อารมณ์จิต
ให้เข้มแข็ง การใช้กำลังจิตให้เข้มแข็งน่ะ ไม่ใช่ นั่งหลับตาปี๋ ทรงฌานการทำอย่างนั้น
เป็นการฝึกจิตให้ทรงตัว อารมณ์จิตที่เข้มแข็งจริงๆ ก็มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า
มีสภาพตามที่กล่าวมาแล้ว
นอกจากนั้น ก็พิจารณาไปด้วยว่า รูปของคน และสัตว์
ที่เราเรียกว่า ขันธ์ 5 นอกจากว่า มันจะมีความสกปรกแล้ว มันยังไม่เที่ยง
คือ มีความเสื่อมไปเป็นปกติ ในที่สุดมันก็ถึงการสลายตัว ถ้าเราเอาจิตไปยึดถือในกามารมณ์
หรือกามฉันทะ พอใจในความสวยของรูป พอใจในความหอมของกลิ่น พอใจในความเพราะของเสียง
พอใจในรสอร่อยของการสัมผัส อย่างนี้เป็นต้น ก็ชื่อว่าเราโง่เกินไป
ไม่ได้พิจารณา หาความเป็นจริง รู้แล้วว่าทั้งหมดนี่ รูปเสียง กลิ่น
รส และสัมผัสก็ดี มีความสกปรก น่าสะอิดสะเอียน แล้วก็มีการทำลายตัวเองอยู่
เป็นปกติไม่มีการทรงตัว
สำหรับปฏิฆะ เราก็ใช้พรหมวิหาร 4 ให้เข้าถึงจุด
คือ จับอยู่ในระดับอภัยทาน นี่เป็นเรื่องของสกิทาคามี
สำหรับอนาคามี ไม่ทำให้ปฏิฆะเกิดขึ้นเลยคำว่าปฏิฆะ
นี่การกระทบกระทั่งอารมณ์ของจิต ถ้าจะกล่าวไปอีกที ยังไม่ถึงกับ โกรธ
หรือโกรธจัด หรือไม่ถึงกับความผูกโกรธ เข้าไว้ สิ่งที่กระทบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจไม่
มีสำหรับเรา ซึ่งเป็นพระ อนาคามี ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าเรามีความรู้สึกอยู่ว่า
ถ้อยคำของคนหรือจริยาของคนไม่ได้สร้างความดีหรือสร้างความ เลวให้ เกิดขึ้นกับเราเราจะดี
หรือว่าเราจะเลว มันอยู่ที่การปฏิบัติของตัวเราโดยเฉพาะ
ฉะนั้น ถ้อยคำของบุคคลต่างๆ ที่จะชมก็ดี สรรเสริญก็ดี
ไม่สนใจ เราไม่เป็นทาส ของการนินทา และสรรเสริญ ถือว่า เป็นเรื่อง
ธรรมดาของโลก โดยมีความรู้สึกว่า คนที่สร้างความเร่าร้อน ในทางวาจา
หรือ ทางกายมันเกิดขึ้นกับเรา เพราะคนประเภทนี้ เขาไม่มีอิสระในตัว
มีปกติในความเป็นทาส อย่างนี้เราจะต้อง มีความรู้สึก อยู่เสมอว่า คนพวกนี้เขาเป็น
ทาส เขาไม่ได้เป็น ไท
คำว่า ไท ก็หมายถึง อิสระภาพ ความเป็นอิสระ ของตัวเอง
คำว่า ทาส ในที่นี้ ก็เป็นทาส ของกิเลส ความเศร้าหมองของจิต ปล่อยให้จิตสกปรกไปด้วยอำนาจของอกุศลกรรม
มีความเลวทราม หมุนไปด้วยอำนาจของตัณหา
เมื่อจิตมีความเศร้าหมอง ด้วยอำนาจของอกุศลกรรม จิตดวงนั้น
ก็มีสภาวะเป็นจิตสกปรก หรือเป็นจิตที่ เต็มไปด้วยความโง่ ปราศจากความผ่องใสในการรู้จริง
เหมือนกับนัยน์ตาของเรา ที่ถูกเอาของดำเข้ามาผูก ยังไม่ทราบความเป็นจริงว่า
อะไรดี อะไรชั่ว
ฉะนั้น คนที่ตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือ
ความยึดมั่น คิดว่า ตัวจะไม่ตาย ตัวจะไม่แก่ คิดว่า ความชั่วที่ทำไป
มันเป็นผลของความดี เป็นผลของความสุข แต่เนื้อแท้ที่จริง มันเป็นผลทำให้เกิด
ความเร่าร้อน ขึ้นภายหลัง คนประเภทนี้ เป็นคนที่น่าสงสาร
ในเมื่อเขาทำชั่วขึ้นมา แทนที่เราจะโกรธ กลับมีความเมตตาว่า
น่าเสียดายที่คนประเภทนี้ กว่าจะเกิดมาเป็นคนได้ก็แสนลำบาก พยายามตะเกียกตะกาย
ขึ้นมาจากนรก จากนรกมาเป็นเปรต จากเปรต มาเป็นอสุรกาย จากอสุรกายมาเป็นสัตว์
เดรัจฉาน จากสัตว์เดรัจฉานกว่าจะมาเป็นคนได้ ก็ยากแสนจะยาก พอเกิดขึ้นมา
เป็นคนได้แล้ว กลับมาสร้างความชั่ว ไม่สำรวมกาย ไม่สำรวมวาจา ไม่สำรวมจิต
คิดไว้แต่ในด้านอิจฉาริษยาบุคคลอื่น หวังทำลายบุคคลอื่นให้เสื่อมจากความดี
คนประเภทนี้ เรารู้อยู่แล้วว่า มีความชั่วล้นจากใจเข้ามาถึงกายและวาจา
ถ้าจะเทียบกันกับเรา ซึ่งทรงจิต อยู่ในระดับของความดี
ก็เป็นอันว่า คนประเภทนี้ถ้าจะเปรียบกันไปจะเปรียบกับสัตว์เดรัจฉาน
กับคนก็ยังเข้าไม่ได้ เพราะว่า สภาวะที่เขาทำ มันเป็นสภาวะของสัตว์นรกเราไม่ถือโทษโกรธเขา
เราไม่คิดจะทำร้ายเขา แทนที่เราจะคิดยังงั้นเรากลับสงสารว่า
เขาช่างโง่เง่าเต่าตุ่นอะไรอย่างนี้ มาเป็นคนได้นิดเดียวใช้เวลาไม่กี่ปีก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินทางลงไปสู่นรกใหม่
นี่ทำกำลังใจของเรา ให้เกิดความรู้สึก แทนที่จะโกรธกลับมี
ความเมตตาปรานี กลับสงสาร ถ้าโอกาสมี พอจะเกื้อกูล ให้มีความสุข และเราจะไม่อิจฉาริษยาเขา
ถ้าเขาจะได้ดี พลอยยินดีด้วย เราไม่ซ้ำเติม ในเมื่อเขาทำความชั่วคือเขา
ทำความชั่ว แล้วแทนที่จะยั่วให้เขาชั่วมากขึ้น เราเฉยเสีย เราไม่ยอมรับปล่อยมันไป
นี่เรียกว่า พระอนาคามี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า เป็นผู้หนักอยู่ใน
อธิจิตสิกขา หมายความว่า มีอารมณ์ทรงตัว อธิจิตสิก ขานี่ก็ต้องอย่าลืม
เพราะ เราพูดกันอยู่เสมอ ก็ได้แก่ มีสมาธิมั่นคง มีสมาธิมั่นคงนั่น
ไม่ใช่ยามที่เราจะไปนั่งสมาธิหลับตา กำหนดรู้เฉพาะให้จิตมันทรงตัวอยู่อย่างนี้เป็นอารมณ์ขณะใดที่มีความรู้สึกอยู่
เรารังเกียจในรูปของคนและสัตว์รังเกียจใน เสียงของคน และสัตว์ รังเกียจในกลิ่นต่างๆ
รังเกียจในรส รังเกียจในการสัมผัส จิตไม่มั่วสุมในกามารมณ์ เห็นว่า
กามารมณ์เป็นปัจจัยของความทุกข์ กามารมณ์เป็นปัจจัยของความสกปรกโสมม
เป็นของน่าเกลียด กามารมณ์เป็นเครื่องถ่วง ให้เราเกิดแก่เจ็บตาย อยู่ตลอดเวลา
เราจะมีแต่ความลำบากยากแค้นหาความสุข ที่แน่นอนไม่ได้
ใจคิดไว้อย่างนี้ไว้เป็นปกติ สิ่งที่เราจะพึงหวังนั่นก็คือ
พระนิพพาน ตั้งใจไว้ว่า เราพยายามทำลายกามารมณ์ ไม่ให้เกิดขึ้น
กับจิตของเรา ก็เพื่อเป็นการสร้างความเบา ให้เข้าถึง พระนิพพาน เราไม่ยอมรับคำนินทา
และสรรเสริญใด ๆ ที่มีอารมณ์ มากระทบจิต พระอนาคามีนี่ ไม่ทำจิตให้โกรธ
คำว่า โกรธไม่มี เป็นแต่เพียงว่า อารมณ์ใด ๆ เข้ามากระทบปั๊บ ให้มันร่วงหล่นไปทันที
จิตไม่หวั่นไหวไปตามนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำถ้อยคำ ขององค์สมเด็จพระภควันต์ที่
สุปิยปริพาชก กับ นันทมานพ ลุงกับหลาน มีความเห็นเป็น ข้าศึก
ซึ่งกันและกัน สำหรับท่านลุง นินทา พระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ตลอดคืน ยันรุ่ง ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ทั้งนี้ เพราะอะไร เพราะเห็นว่า
องค์สมเด็จพระชินวร และบรรดาพระสงฆ์ ทั้งหลาย มีความสงบเสงี่ยม น่ารัก
น่าเคารพ แต่บรรดาลูกศิษย์ของตน เกลื่อนกล่น แสดงอาการ รุกรี้รุกรน
เล่นหัวกันหยอกล้อกัน ไม่มีอาการสำรวม แทนที่เขา จะเห็นความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์
กลับมีอารมณ์อิจฉาริษยา พระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย เป็น อันว่า
เขาก็เลยนั่งนินทา พระพุทธเจ้าด้วย นั่งนินทาพระสงฆ์ด้วย ตลอดคืน สำหรับ
นันทมานพ ผู้เป็นหลานชาย กลับมีคติ เห็นตรงกันข้าม กับท่านลุงเห็นว่า
พระพุทธเจ้าดี เห็นว่าพระสงฆ์ดี มีระเบียบเรียบร้อยดี กลับนั่งสรรเสริญองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาตลอดคืน
ลุงนินทาพระรัตนตรัย หลานสรรเสริญพระรัตนตรัยอยู่ในที่เดียวกัน คนสองคนมีถ้อยคำ
เป็นข้าศึกซึ่งกันและกัน
มาในตอนเช้า บรรดาพระสงฆ์ ไปบิณฑบาตทราบข่าว จึงเข้ามาเฝ้าองค์สมเด็จพระภควันต์
กราบทูลให้ทรงทราบ
ตอนนี้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
แนะนำบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายว่า "ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย นินทา
ปสังสา ท่านถือว่า การนินทา เป็นธรรมดาของโลก คนเกิดมาในโลกทั้งหมด
จะพ้นการนินทาไม่มี ตามพระบาลีว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก
ฉะนั้นพวกเธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจกับคำสรรเสริญ และคำนินทา เราจะไม่ชั่ว
ในเมื่อเราทำความดี มีชาวบ้านเขานินทา เราก็จะไม่ชั่ว ไปตามคำเขาว่า
ถ้าเราเลว เขาจะสรร เสริญเราเพียงใด ก็ดี เราก็จะไม่ดี ไปตามคำสรรเสริญนั้น
ขอเธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจกับคำนินทา และสรรเสริญ ถือว่า ธรรมดาของสัตว์ที่เกิดมาในโลก
ต้องมีสภาวะกระทบกระทั่งแบบนี้ทั้งหมด
แล้วองค์สมเด็จพระบรมสุคต ก็ทรงแนะนำ ให้บรรดาภิกษุทั้งหลาย
ทรงอารมณ์จิต ไม่ยอมรับถ้อยคำทั้งสองประการ ทั้งคำนินทาและสรรเสริญ
คำว่า ไม่ยอมรับ ก็คือไม่สนใจ นินทาก็ช่าง สรรเสริญก็ช่าง ตั้งหน้าตั้งตา
ทำความดีเข้าไว้ นี่เป็นอันว่า เราเพ่งในด้านเห็นคนอื่นเห็นว่าเขาเลว
รวมความว่า เราจะไม่ยอมเอาทอง เข้าไปเสียดสีกับอุจจาระ
หรือว่าที่โบราณบอกว่า ไม่ยอมเอาพิมเสนไปแลกเกลือ เอาเนื้อไปแลกหนัง
พิมเสน ค่ามันสูงกว่าเกลือ เนื้อค่ามันสูงกว่าหนัง
ทีนี้ ในเมื่อเราทรงอารมณ์ในด้านความดี เห็นคนอื่นเขาทำความชั่ว
เราก็ปล่อยให้เขาชั่วไปแต่ฝ่ายเดียว เราไม่ยอมชั่วด้วย ในขณะที่เราไม่ยอมชั่วด้วย
จิตเราก็ไม่สนใจ ในความชั่วของเขา เขาจะเต้นแร้งเต้นกา เป็นประการใด
ก็คิดว่า เขาจะไป นรกก็ช่างเขาเถอะ เราไม่ไปกับเขา ใจเราสบาย นี่เพราะว่าเรามีอารมณ์จิตสบายแบบนี้
มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าจิตของเรา เป็นสุข
ความสวยสดงดงาม ของรูปโฉมโนมพรรณต่างๆ เห็นปั๊บ ความรู้สึกเกิดทันทีว่า
สภาพของรูปนี้ มันเป็นอสุภสัญญาก็หมายความว่า มันเป็นของสกปรก ต้องมีสติสัมปชัญญะ
ควบคุมตามปกติ และก็ตัดอารมณ์ คำว่า สวยสดงดงามออกได้จริงๆ โดยพิจารณาเห็นว่า
ร่างกายของคนและสัตว์ แม้แต่ของเราก็ตาม มันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา
มันไม่ได้เป็นทรัพย์สินของเรา มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีอำนาจที่จะควบคุมมัน
ร่างกายของคนทุกคนต้องการความสะอาด พยายามชำระล้างร่างกายนอก
คือ ผิวแต่แล้วมันก็สกปรกไป ด้วยเหงื่อไคลต้อง ชำระล้างกันตลอดวัน
โดยเฉพาะเหงื่อไคล ที่มันสกปรก นี่มันมาจากไหน มันมาจากภายในของร่างกาย
เพราะในร่างกาย เต็มไปด้วยส่วนสกปรกทั้งหมด หาอะไรสะอาดมิได้เลย นี่ทำความรู้สึกให้
เข้าใจตามความเป็นจริง นอกจากสกปรกแล้ว มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น
และมีความแปรปรวนเสื่อม ตัวไปท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด
ในเมื่อมันพัง เรายึดถือร่างกายของเราว่า เป็นเราเป็นของเราก็ดี
ไป พยายามรักร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ในที่สุดร่างกาย ทั้งสองประเภทนี้
ไม่สามารถจะควบคุมไว้ได้ มันสลายตัวในที่สุด ก็ไม่ใช่สมบัติ ของเราสักอย่างหนึ่ง
เป็นอันว่า มันเป็นสมบัติของโลก
จิตเป็นผู้อาศัยร่างกาย ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นเราจะมีความสุข
หรือความทุกข์ ก็ได้อาศัยการชำระจิต ถ้าจิตของเราสกปรก ยังมีความหลงใหล
ใฝ่ฝัน ในรูปโฉมโนมพรรณต่างๆ เป็นต้นก็ดี จิตของเรายังรับทราบ ปฏิฆะ
ความกระทบกระทั่งทางจิต แล้วในด้านความดี คือ ความสรรเสริญ ในด้านความชั่ว
คือ การนินทา ก็ชื่อว่า จิตของเราเลวมากเกินไป จิตใจของเราน้อมไปในอบายภูมิ
นี่เราต้องพยายามรู้ตัวอยู่เสมอ พยายามประณามจิตของเราไว้ ดูจิตของเรา
อย่าไปดูจิตของคนอื่น คนทุก คนที่นั่งที่นี่ พระทุกองค์เณรทุกองค์
เราพูดกันในตอนเย็น ทุกวันว่า มี พรหมวิหาร 4 เว้น อคติ
4 ทรง อิทธิบาท 4 นี่พูด กันอย่างนี้ตลอดวัน มีทุกวันแล้วยังมีอารมณ์เลว
ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่า ท่านทั้งหลายจะต้องกลับไปสู่นรกใหม่
ฉะนั้น จึงมีความรู้สึกใจ ประณามใจไว้เป็นปกติ อย่าทะนงตนว่า
เป็นคนดี ถ้าเรารู้สึกว่า เราดีเมื่อไหร่ นั่นก็จงทราบว่า เรา เลวมากเกินไป
สำหรับคนอื่นที่เขา จะยอมรับนับถือว่า เราเป็นคนดีอยู่บ้าง คำว่าดีอยู่บ้าง
ไม่มีสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวดี ทั้งนี้ เพราะอะไร เพราะคำว่า "รู้สึกว่าตัวดี"
น่ะมันเป็นมานะ กิเลส แล้วมันก็แบกความชั่ว เข้าไว้ทั้งหมด อมความชั่วเข้าไว้ทั้งหมด
ประคับประคองความชั่วเข้าไว้ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเรา ไม่มองตัวเลว
เพราะว่า รัดรึงเอาความเลวเข้าไว้เต็มใจ เป็นอารมณ์ของใจ
ในเมื่อมีความรู้สึกตัวว่าดี แต่ไม่มองความชั่วของตัว
ก็เที่ยวเสียดสี ชาวบ้าน แคะไค้ชาวบ้าน ทำลายความสุขของชาวบ้าน และอาการอย่างนี้จงทราบว่า
นี่กิเลสมันล้นใจ ก็จงภาวนาไว้ว่า นรกเป็นที่อยู่ของเราและอีกนานแสนกัป
จนกว่า จะกลับมา เกิดเป็นคนได้ ถ้าเรามีความพอใจ ก็จงสร้างความเลว
อย่างนั้นไว้ เป็นปกติ สังคมแห่งคนดี เขาไม่ยอมรับ สักวันหนึ่งข้าง
หน้า เขาจะไล่เราออกไปจากสังคมนั้น เพราะไม่มีใคร เขาปรารถนา นอกจากเขา
จะไล่เราไป ก่อนที่เขาจะไล่เรา ก็มีแต่ ความร้อนใจ ในเมื่อบุคคลใดก็ตามเขาพูดถึงความเลวขึ้นมาเมื่อไร
เราก็สะเทือนใจเมื่อนั้น คิดว่า เขาด่าเรา ความจริงไม่มีใครเขาด่า
ขาประณามว่า ความเลวมันเป็นของไม่ดี เรามีสภาพเหมือนวัวสันหลังหวะ
พอเขาพูดเข้ามากระทบนิด ก็เข้า ใจว่าเขาด่าเรา นี่อารมณ์อย่างนี้ มันเป็นความเลว
ของเราความเลวนี้ จะนำเราลงนรก ต้องเป็นเปรตอสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
กว่าจะมาเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ ประกอบไปด้วยสัมมาอาชีวะ สัมมาทิฏฐิ
เป็นของยาก น่าเสียดายกาลเวลา ที่เราพยายามทำความดี เข้ามาเกิดเป็นคน
นี่จงประณามตนไว้เป็นปกติ อย่าชมตัวเอง และก็จงรู้ตัวเอง รู้ตัวไว้เสมอว่า
เราเลว อยู่เสมอ เราจะระมัดระวังความเลวไม่ให้เกิดขึ้น จะทำลายมันเสีย
จะทรงไว้แต่ความดี
จุดแห่งพระอนาคามีก็คุมจิตไว้ว่า เราจะไม่เห็นรูปใดๆเป็นของสวย
ไม่มีความรู้สึกว่าเสียงใดๆมีความไพเราะจับใจจนลืม ไม่ลง จะไม่ติดใจอยู่ในกลิ่นใดๆ
หรือว่า สภาพอันสลายตัวง่าย จะไม่หลงใหล ใฝ่ฝัน ในรส เพราะ รสไม่มีความหมาย
ผ่าน ลิ้นแล้วก็หายไป จะไม่มีความสัมผัสใดๆ ในระหว่างเพศ เพราะร่างกายของแต่ละคนสกปรก
เราไม่ต้องการเพราะร่างกาย ทุกร่างกาย ร่างกายเราก็ดี มีสภาพเหมือนถุงใส่
อุจจาระ แล้วถึงมันก็บางแสนบางกลิ่นไอความซึมซาบของอุจจาระ มันซึม
ออกมานอกถุงแสดงว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ตัดอารมณ์นี้เสียให้ได้ด้วยอำนาจสมถะคือ
กายคตานุสติ หรือ อสุภกรรมฐาน
และก็ตัดอารมณ์ มีความต้องการเสียด้วย สักกายทิฏฐิ
เห็นว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของเขามัน
เป็นเรือนอาศัยของจิต ชั่วคราวเท่านั้น ชำระจิตให้ผ่องใส
ถ้าจิตใจของเรารักษาอารมณ์อย่างนี้ได้เป็น เอกัคคตารมณ์
โดยไม่ต้องระวังและรักษาอารมณ์ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจในถ้อยคำใด
ที่เกิดขึ้นกับเรา โดยจิตมีความสุข รับฟังคำสรรเสริญก็ไม่สนใจ รับฟัง
คำนินทาว่าร้าย เสียดสี ก็ไม่สนใจ อารมณ์สบาย มีความสุข มีศีลบริสุทธิ์
มีความเคารพในพระรัตนตรัย มีกำลังใจไม่ติดอยู่ในความโลภ ความโกรธ ความหลง
ซึ่งเป็นอารมณ์หยาบ มีกำลังใจไม่สนใจกับรูปโฉมโนมพรรณ ไม่มีความพอใจ
ในระหว่างเพศ จิตใจของเราไม่หาเหตุ ในการกระทบจิต คือไม่มีความหวั่นไหวเป็น
สังขารุเปกขาญาณ คือ มีความวางเฉยเป็นปกติ อย่างนี้ ต้องถือว่าเป็นปกติ
ไม่ใช่ขณะใดขณะหนึ่ง มันเกิดขึ้น เมื่อทรงอารมณ์อย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่า
เราเป็น พระอนาคามีผล เป็น พระอริยบุคคลที่ไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์
ตายจากคนเป็นเทวดา หรือพรหมแล้วก็นิพพานบนนั้น
เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ธรรมใดที่พึงกล่าวต่อไป
ก็หมดเวลาเสียแล้ว ต่อจากนี้ไปขอบรรดา ท่านทั้งหลาย ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|