|
อนุโลมและปฏิโลม
สำหรับเวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว
สำหรับวันนี้ ก็จะพูดเรื่อง อนุโลม และปฏิโลม เพราะว่าย้อนถอยหลังไปตั้งแต่ต้น
ถึงอนาคามีเพื่อเป็นการสำรวมจิต การปฏิบัติพระกรรมฐาน เขาต้องปฏิบัติกันแบบนี้
เพราะว่า สำหรับวันนี้หรือขณะนี้ เราทำถึงอะไร วันต่อไปที่จะทำต่อก็
ต้องตรวจจิตเสียก่อนว่า อารมณ์เดิมที่เราปฏิบัติมัน ทรงอยู่หรือเปล่า
หรือว่า การปฏิบัติ ก้าวสูงขึ้นไป ก็ต้องกลับหลัง มาดูใหม่ ถอยหน้า
ถอยหลัง สำรวจอารมณ์จิต ว่าจิตที่เรา ปฏิบัติมาแล้ว มันมีความบริสุทธิ์ตามลำดับ
ตามสมควรหรือไม่ หรือว่า มีข้อใดข้อหนึ่ง จุดใดจุดหนึ่ง ที่เรายังบกพร่องอยู่จะได้
ปรับปรุงอารมณ์จิตให้มันดี ให้สะอาดสม่ำเสมอ ควรแก่ผลที่จะพึงได้
เมื่อคืนที่แล้วเราได้พูดถึงอนาคามีผล ตอนนี้ก็กลับมาย้อนทวนต้นว่า
กำลังจิตของเรา ที่จะปฏิบัติเข้าถึงมรรคผล อันดับต้น เราก็มาดูโสดาปัตติผลกันก่อน
นี่ต้องย้อนหลังขึ้นมาดูเสมอๆ วิธีที่เขาปฏิบัติกันได้ดีจริงๆ ถ้าปฏิบัติขึ้นไปถึงไหนก็ตามแม้
แต่ฌานโลกีย์ อันดับแรกเขาต้องคุมอารมณ์ ตั้งแต่ต้นเข้าไปถึงระดับปลาย
อย่างเช่น เราปฏิบัติมาถึงฌาน 4 เวลาเข้าสมาธิ จริงๆ เขาจับทีละฌาน
1 2 3 4 ตามลำดับ เมื่อฌาน 4 ทรงได้ตามปกติ ถ้าเราจะปฏิบัติใน อรูปฌาน
ก็ต่อจากจุดนั้นขึ้นไป ไม่ใช่อยู่ ๆ มาจับปลายมือกัน เลยทีเดียว ดีไม่ดี
ปลายก็ไม่ได้ ต้นก็เสีย ปลายก็ไม่ได้ นี่ต้องถอยหน้าถอยหลังกันเป็นปกติ
วันที่แล้ว เราพูดกันมาฟังกันมาถึงอารมณ์ของอนาคามี
ความจริงก็ฟังกันมาหลายวัน จนกว่าจะถึงจุดนี้ วันนี้เราก็มาฟังตอน
ต้นสำรวจจิตดูว่า เรายังมีอารมณ์บกพร่องในอันดับไหน สำหรับพระโสดาปัตติผล
พระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องตัดสังโยชน์ได้ 3 สำหรับสังโยชน์ข้อ 1 ได้แค่เล็กน้อย
คือ สักกายทิฏฐิ หมายถึงว่า พิจารณาเห็นว่า สภาพร่างกายนี่
มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา อารมณ์ที่จะทรงจุดนี้ได้จริงๆ
ก็คือ พระอรหันต์ สำหรับพระโสดาบัน ยังมีความรู้สึก
ท่านบอกว่า พระโสดาบันนี่มีสมาธิเล็กน้อย และมีปัญญาเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่มาก แต่ว่าพระโสดาบันกับสกิทาคามี อยู่ในเขต ของ อธิศีลสิกขา
จำไว้ให้ดี หมายความว่า เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีล ฉะนั้นในฐานะที่เป็นผู้บริบูรณ์ไปด้วยศีล
จะเห็นว่า สมาธิ ไม่หนักหนานัก ปัญญาก็จะไม่ก้าวมากเกินไป เป็นแต่เพียงว่า
รู้ว่าจะต้องตาย ความตายมีแน่ พระโสดา มีความยึดมั่น ไม่แปรผัน มีความรู้สึกตัวอยู่ว่าเราจะต้องตายแน่
ฉะนั้นในเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องตาย จะไม่มีความประมาทในชีวิต
คิดว่าถ้าเราจะตายได้เราตายไปแล้ว ความสุขจะพึงมีก็อาศัย พุทธานุสติกรรมฐาน
ธัมมานุสติกรรมฐาน สังฆานุสติกรรมฐาน คือ มีความยึดมั่นยอมรับนับถือ
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์อย่างจริงจัง ในเมื่อนับถือพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็ต้องปฏิบัติตนเพื่อกันอบายภูมินั่นคือ ทรงศีลห้าบริสุทธิ์สำหรับฆราวาส
สำหรับพระภิกษุ สามเณร ก็มีศีลของตัว ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ ไม่ปรารภ
เรื่องการแสดงอาบัติ คือ เป็นผู้ไม่มีอาบัติจะแสดง และก็มีพระนิพพาน
เป็นอารมณ์
การที่จะมีศีลบริสุทธิ์ได้ การมีศีลบริสุทธิ์ คือ
ควบคุมศีลเป็นอารมณ์ เรียกว่า สีลานุสติกรรมฐาน การที่จะมีศีลบริสุทธิ์ได้
จริงๆ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็จะมารักษาศีลกันเฉยๆ มาสมาทานกันเฉยๆ ไม่มีกำลังธรรมะส่วน
อื่นเข้ามาควบคุม ศีลทรงตัวอยู่ไม่ได้ ทีนี้ธรรมะที่จะควบคุมศีลได้จริงๆ
ก็คือ พรหมวิหาร 4 นี่เราต้องพิจารณาว่า พรหมวิหาร 4 ของเรามีครบถ้วนไหม
ถ้ามี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วนศีลเราก็บริสุทธิ์สมาธิก็ทรงตัว นี่ศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติจริงๆ
เพื่อให้ศีลทรงตัวสมาธิทรงตัว อยู่ที่ พรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร 4 เป็นสมถะ
อันดับหนึ่งที่จะต้องทรงอยู่เป็นประจำ
นอกจากนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พรหมวิหาร 4
ของเราบกพร่องเราก็ต้องใช้ เทวตานุสติกรรมฐาน เข้าควบคุมกำลังใจอีกจุดหนึ่ง
นั่นก็คือ หิริ และ โอตตัปปะ หิริ ความอายต่อความชั่ว
โอตตัปปะ เกรงกลัว ผลของความชั่ว อันนี้เรียกว่า เทวตานุสติ
การนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ คิดว่า ตัวตายไปแล้ว
หรือว่าความดี ที่เราทำทั้งหมด เราไม่หวังผลตอบแทนในชาติปัจจุบัน ไม่หวังผลในการเกิดเป็นเทวดา
ไม่หวังผลในการเกิดเป็นพรหม สิ่งที่เราต้องการคือ พระนิพพาน อันนี้เรียกว่า
อุปสมานุสติ
ทีนี้ เราก็ลองนั่งนึกถอยหลังว่า เราศึกษากันมาถึงพระอนาคามี
แต่ความจริงสำนักนี้ สอนถึงอรหัตผลมาตั้งแต่ปีที่แล้ว วันนี้ เรามาทวนกันใหม่
ทวนสาย สุกขวิปัสสโก ชัดมานั่งคิดพิจารณาดูจิตของเราว่า มรณานุสติกรรมฐาน
นี่เรากำหนด คิดไว้ เสมอหรือเปล่าหรือว่าลืมไป หลายๆ วันจึงมีความรู้สึกสักทีว่าเราอาจจะตาย
ความจริงมรณานุสติ ที่ท่านแนะนำให้มี ความ รู้สึก ไว้เสมอว่า เราจะตายเดี๋ยวนี้
ไม่ใช่คิดว่า จะตาย วันหน้า วันโน้น ไม่ใช่อย่างนั้น คิดว่าเวลานี้เราอาจจะตาย
หายใจ เข้าแล้วเราอาจจะไม่ได้หายใจออก หายใจออกแล้วอาจจะไม่ได้หายใจเข้า
ความตายมันไม่มีนิมิตเครื่องหมาย จะตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง
ตายเมื่อเป็นเด็ก ตายเมื่อเป็นหนุ่มสาว ตายเมื่อแก่ เอาแน่ไม่ได้
นี่เราคิดถึง ความตาย กันวันละกี่ครั้ง ถ้าเราเผลอข้อนี้
ก็จงประณามใจ ของเราว่า มันชั่วเกินไป ที่ไม่ยอมรับนับถือ กฎของความเป็นจริง
ความตายเป็นของธรรมดา เราเห็นกันเป็นปกติ คนตายให้เห็นสัตว์ตายให้เห็น
แต่ว่าเราไม่มีความรู้สึกว่า เราจะตาย อย่างนี้ก็แปลว่า เลวเกินไป
นี่ใคร่ครวญพิจารณาจิตของตน
แล้วก็มาใคร่ครวญถึง พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ
ว่าเราใชัปัญญาพิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระอริยสงฆ์
บ้างหรือเปล่า และความดีที่ท่านปฏิบัติกันได้มานั้น เรานำส่วนใดส่วนหนึ่งมาประพฤติปฏิบัติบ้างหรือเปล่าถ้า
เราไม่คิดถึงข้อนี้ ก็จงประณามใจไว้อีกว่า เราเลวเกินไป จะเป็นทาสของอบายภูมิ
ต่อมาก็พิจารณา ศีล ว่าเราบกพร่องบ้างหรือเปล่า
ถ้าเราบกพร่องก็ชื่อว่าเราเลวเกินไปแล้ว อันนี้เรามีนรกเป็นที่ไปแน่นอน
ถ้าบกพร่องในศีล
ทีนี้ ก็มองไปดู พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นจุดหมาย
จุดกลางที่ทำให้ทุกอย่างทรงตัวว่า เรามีอาการทรงพรหมวิหาร 4 บ้างหรือเปล่า
จิตของเรามีความรู้สึกว่า เรารักคนและสัตว์อื่นนอกจากตัวเรา เหมือนกับเรารักเราเอง
เพราะในฐานะที่เขาทั้งหมด เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน การประพฤติพลั้งพลาดไปบ้าง
เป็นของธรรมดา ของปุถุชน ถึงแม้ว่า พระอนาคามี ก็ยังมีพลั้งพลาด แต่เป็นอนุสัย
เมื่ออาการอย่างนี้ เกิดกับเพื่อนของเรา เราเคยมีจิตคิดให้อภัย เพราะความรักบ้างหรือเปล่า
หรือให้อภัย เพราะการสงสารเขาในฐานะที่เขา ยังเป็นผู้มีความรู้น้อย
มีสติไม่มั่นคง มีปัญญาไม่รอบคอบ
แล้วเราเคยคิดอิจฉาริษยาบุคคลอื่นบ้างไหม เคยว่า
กล่าวเสียดสี เพ่งโทษ เรียกว่า ทำให้เขาไม่มีความสุข มีในตัวเราบ้างหรือเปล่า
กรรมใดที่เป็นเหตุเกินวิสัย ที่ชาวโลก จะพึงหนีได้ เกิดขึ้นกับเราก็ดี
เกิดขึ้นกับคนอื่นก็ดี เราคลายอารมณ์หวั่นไหวได้บ้างหรือเปล่า ทำจิตวางเฉยได้ไหม
ในเมื่อกรรมเหล่านั้น มันหลีกเลี่ยงไม่ได้
มาพิจารณาดูตัวเราว่า อาการ 4 ประการนี้ มีครบถ้วน
หรือว่าบกพร่อง คนเราทุกคน ที่มีความเดือดร้อน ก็เพราะว่า ขาดพรหมวิหาร
4 นี่เป็นอันดับต้น ถ้าหากว่าจิตเราครบถ้วนในพรหมวิหาร 4 อยู่ที่ไหนก็ตาม
มันมีแต่ความเยือกเย็น มันมีแต่ความสุข สุขทั้งเราและก็สุขทั้งบุคคล
ที่เนื่องกับเรา ในเมื่อเราพิจารณาถึง พรหมวิหาร 4 ว่ามันอาจจะมีบ้าง
หรืออาจจะไม่มีบ้าง ครบหรือไม่ครบ
เราก็ไปดู เทวตานุสติกรรมฐาน ว่า หิริ และ
โอตตัปปะ ความอายบาป ความเกรงกลัวบาป บาป คือ
ความชั่ว ชั่วทางกาย ชั่วทางวาจา ชั่วทางใจกาย มันไม่ด
ีพยายามประทุษร้ายบุคคลอื่นเขา ลักทรัพย์เขา ละเมิดในกามารมณ์ วาจามันไม่ดี
ชอบพูดคำหยาบ พูดมดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลนี่มันไม่ดีประเภท
นี้กรรมไม่ดีทุกอย่าง กำลังใจก็เหมือนกันคอย คิดประทุษร้ายบุคคลอื่นตลอดเวลา
เป็นอันว่า อาการที่กล่าวมาแล้วนี้ ถ้ามันมีก็แสดงว่า
เราไม่รู้จักความชั่ว ไม่อายความชั่ว ถ้าเราอายความชั่วเราก็ไม่ทำ
กลัวว่าผลของความชั่ว จะสนองให้เรามีความทุกข์ เราก็ไม่พูด นี่อาการทั้งหลายเหล่านี้มีในจิตของเราบ้างหรือเปล่า
และอารมณ์หยั่งถึงพระนิพพานมีบ้างหรือเปล่า คิดถึงพระนิพพานวันละกี่ครั้ง
นี่เป็นการทบทวนกำลังจิตอันดับต่ำ ถ้าทำได้ อย่างนี้ ถือว่า ต่ำที่สุดในเขตของพระพุทธศาสนา
เรานึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ประมาทในชีวิต
เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีล 5 บริสุทธิ์ สำหรับฆราวาส พระเณร
ก็ศีลของตัว ทรงพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ มีหิริ และ โอตตัปปะ ประจำใจ
และมีอุปสมานุสติกรรมฐาน นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์
ถ้าเราอารมณ์ ทรงได้ขนาดนี้ เป็นปกติ ท่านเรียกกันว่า
พระโสดาปัตติผล เป็นอารมณ์ที่มี อารมณ์ต่ำที่สุด ในด้านของความดีในเขตของพระพุทธศาสนา
ใคร่ครวญว่า เราทุกคนใครบกพร่องจุดไหนบ้าง อันนี้ต้องจำไว้นะ
แค่นี้มันต่ำที่สุดถ้าเลวกว่านี้ละมันใช้อะไรไม่ได้เลย เลวกว่านี้เป็นเรื่องของสัตว์
ในอบายภูมิ ถ้าเรามีร่างกาย เป็นคนก็พึงคิดว่า เราเป็นคนเทียบได้กับสัตว์นรกตายแล้ว
ก็เป็นสัตว์นรกไป ไปกลับเป็นคนใหม่ไม่ได้ ใจของเราต้องประณามไว้เสมอ
อย่าทนงตนว่า เป็นผู้วิเศษ คนไหนมีความรู้สึกตัวว่า
เป็นผู้ฉลาด บุคคลนั้นก็คือ เป็นคนที่โง่บัดซบ
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า บุคคลใดรู้ตัวว่าเป็นพาล พาลนี่เขาแปลว่าโง่
พระพุทธเจ้ากล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นบัณฑิตเพราะเป็นผู้รู้
คนที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล มันจับความชั่วของตัวไว้เสมอ
จ้องดูจิตว่า อารมณ์ชั่วมันจะเกิดเมื่อไร ในเมื่อความชั่วมันจะเกิดขึ้นมาในด้านไหน
หาทางตัด นี่บัณฑิตมีความรู้สึกอย่างนี้ ไม่เคยมีความรู้สึกตัวว่า
เป็นคนดีมองหาความชั่วของตัวให้พบ เมื่อหาชั่วพบทำลายความชั่วได้แล้ว
มันก็ดีเอง นี่จัดว่าเป็นความดีอันดับต้น สำหรับคนที่เข้าถึงพระพุทธศาสนา
เพราะเราเรียนกันอันดับสูง นี่เราไม่ได้เรียนเปะๆปะๆตายแล้ว จะไปไหนก็ช่างอันนี้เราไม่ใช้
อย่างเลวที่สุดตายแล้ว เราไปเกิดเป็นเทวดา หรือพรหม และมีชาติเกิดจำกัด
1 ชาติ 3 ชาติ 7 ชาติ เป็นอย่างมาก แล้วไม่ลงอบายภูมิ นี่ศูนย์แห่งการศึกษาเป็นอย่างนี้
ในอันดับต่อไป ขยับกำลังใจขึ้นไปอีกนิดว่า สำหรับ
โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง พระโสดาบัน ยังมีอยู่ แต่อยู่ในขอบเขตของศีล
เราทำลายความโลภ ด้วยมีจิตเมตตา กรุณา สงสาร คือ มีการให้ทานเป็นปกติ
เป็นการตัดความตระหนี่ในจิต ความโลภของเราเบาบางลงบ้าง ความโกรธทำลายลงไปด้วย
อำนาจของ พรหมวิหาร 4 เบาบางลงไป บ้างไหม เรามีจิตเคยคิดให้อภัย กับบุคคลผู้มีความผิด
ที่เราเรียกกันว่า อภัยทาน ไม่ถือโทษโกรธเขา และไม่มีความรู้สึกขึ้นว่า
เราโกรธ เราอาฆาตแต่พอยับยั้ง ชั่งใจ ทรงใจได้ เราก็ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธต่อไป
อันนี้มีแก่เราหรือเปล่า
และ ความหลง คือ มีปัญญาสูงขึ้น คิดว่า ร่างกายนอกจากจะตายแล้ว
มันก็เป็นปัจจัยของความทุกข์ ร่างกายไม่ใช่เป็นปัจ จัยแห่งความสุข
มันเป็นสมุฏฐาน แห่งความทุกข์ ที่จะพึงมี ถ้าเราหลงใหลใฝ่ฝันว่า ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก
เราก็จะพบ กับความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องหนีร่างกาย คือต้องการไป
พระนิพพาน เพื่อให้พ้นจากวัฏฏะ อารมณ์อย่างนี้ ของเรา มีหรือเปล่า
นี่เราเรียน ผ่านกันมาแล้ว ถ้าไม่มีก็แสดงว่า จิตของเราเลวไป ถ้ามีได้อย่างนี้
ทรงเป็นปกติ ก็แสดงว่า เราเข้าถึงความเป็น พระสกิทาคามี
ต่อไปเราก็พิจารณาอีกทีว่า เราศึกษากันมาถึงพระอนาคามี
พระอนาคามีต้องมีอารมณ์จิตเข้มแข็ง พระพุทธเจ้ากล่าวเป็น อธิจิตสิกขา
คือมีอารมณ์จิตเข้มแข็งมาก ไม่ใช่อ่อนแอ คือว่า อารมณ์จิตของเราทรงอยู่ในกายคตานุสติกรรมฐานกับ
อสุภกรรมฐาน เห็นคน สัตว์ วัตถุ มีสภาพสกปรกทั้งหมด ไม่มีอะไรน่ารัก
นอกจากสกปรกแล้ว อัตภาพร่างกายนี้ เป็นปัจจัยของ ความทุกข์ ไม่มีการทรงตัว
เป็นเรือนร่างที่จิตจะเข้าอาศัยชั่วคราวเท่านั้น มันทำลายตัวมัน อยู่ตลอดเวลา
ไม่ช้ามันก็สลายตัว เราตัดความมัวเมาในเพศเสียให้หมด ไม่มีความรู้สึกในเพศ
อันนี้มีในจิตของเราแล้วหรือยัง เรายังบกพร่องข้อไหน
ประการที่สอง เราตัด ปฏิฆะ คำว่า ปฏิฆะนี่คือ อารมณ์เข้ามากระทบจิต
ไม่ใช่ความโลภ ไม่ใช่ความโกรธ ความพยาบาท ปฏิฆะ ยังไม่ทันจะโกรธ ยังไม่ทันจะพยาบาท
พอวาจาเขาเข้ามาปะทะจิต อาการกาย เขาแสดงเข้ามา ปะทะจิตว่า แสดงถึงความเป็นศัตรู
หรือ กลั่นแกล้งเรา เราไม่ยอมรับอารมณ์ นั้นทันที ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาของชาวโลก
เมื่อเกิดมาในโลก มันจะต้อง กระทบอารมณ์ 2 อย่าง
คือ นินทา กับ สรรเสริญ ถือว่ามันเป็นของธรรมดา นินทาเราก็ไม่รับ
เฉย ไม่มีความรู้สึก สรรเสริญเราก็ไม่รับ ไม่พึงปรารถนา จะถูกนินทา
หรือถูกสรรเสริญ มีจิตสบาย มีจิตสบาย คือ ทรงตัว เป็นเอกัคคตารมณ์
ไม่รับทั้งสองอย่าง เห็นคำนินทาว่าร้าย เป็นปกติธรรมดาผ่านไป ได้ฟังคำสรรเสริญก็พึงนึกว่านี่เขา
ต้องการให้เราเป็นทาส เขาจึงสรรเสริญยกย่องเรามัน เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์
เราจะดีเราจะชั่ว ไม่ใช่อยู่ที่คำนินทา และ สรรเสริญมันอยู่ที่เรารวบรวม
กำลังใจเราให้เป็นสุข ตอนนี้อารมณ์ของเรา จะทรงตัวทั้งเวลาหลับตาและลืมตาเห็นคนสัตว์
และวัตถุที่สวยสดงดงาม เราก็เบือนหน้าหนี รู้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
มันสกปรก มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และก็มีจิตไม่สนใจ
ไม่รับสัมผัสใดๆ จากคำนินทาและสรรเสริญ
อารมณ์ที่เป็น อิฏฐารมณ์ ก็ดี อิฏฐารมณ์ ได้แก่อารมณ์ที่น่าปรารถนา
ที่ชอบใจ อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ ที่ไม่ชอบใจ ไม่มีอยู่ในใจของเรา
มีอารมณ์จิตเป็นสุข อารมณ์อย่างนี้ถ้าทรงตัว ถือว่าเราเป็นพระอนาคามี
นี่เป็นการอนุโลม และปฏิโลม ในการปฏิบัติพระกรรมฐานเขาต้องทำแบบนี้
ฟังแล้ว ก็นำไปคิดใคร่ครวญพิจารณา ให้จิตมันทรงตัวตลอดวัน ทั้งเวลาลืมตา
และหลับตาจึงจะใช้ได้ และพิจารณาว่า ใจของเราทรงได้ อันดับไหน เราทรงพระโสดาบันได้
แล้วหรือยัง เป็นพระสกิทาคามี แล้วหรือยัง เป็นพระอนาคามีได้แล้วหรือ
ยังถ้าโสดาบันยังไม่ได้ จงตั้งใจไปนรกตามความประสงค์
ต่อจากนี้ไปขอท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณา ตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|