|
ทบทวนวิธีการปฏิบัติ
สำหรับวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว
ต่อไปขอได้โปรดตั้งใจ ศึกษาธรรมะปฏิบัติ เพื่อความสุขของจิตต่อไป
สำหรับการที่จะศึกษาต่อ ก็ขอทบทวนต้น เป็นการแนะนำตามวิธีการปฏิบัติที่แท้จริง
เพราะ การปฏิบัติพระกรรมฐานจริงๆ ที่เขาทำกันได้เมื่อเริ่มใหม่ ๆ เขาจะทวนจากของเก่าไปก่อน
พยายามทรงอารมณ์ของ เดิมที่ได้แล้ว ตามลำดับไปถึงที่สุด ที่เราพึงได้แล้วจึงจะทำต่อ
สำหรับวันนี้ ก็จะขอเตือนให้ท่านทั้งหลาย ตามนึกถึง
สติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นอันดับแรก ที่เราพึงปฏิบัติในเบื้องต้น
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวว่า
"จงกำหนดรู้ลม หายใจเข้า หายใจออก"
นี่หมายถึงว่าทรงสั่งสอนให้เราเป็น ผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ
สติ แปลว่า การระลึกนึกได้ ว่าเวลานี้ เรามีภาวะ เป็นอะไร
นึกว่า ราจะทำอะไร สัมปชัญญะทราบดี ว่ากิจนั้นเราทำแล้วหรือยัง
เมื่ออารมณ์จิต คิดว่าเราจะทำอะไร การนั้นที่เราทำ มันควรหรือไม่ควร
เราจะรู้ได้ด้วย สัมปชัญญะ จิตคิดว่า เราจะทำนี่ สัมปชัญญะ จะบอกได้
เลยว่า ไอ้นี่เป็นกรรมที่เป็น กุศล หรือเป็นกรรมที่เป็น อกุศล
หรือเป็น ความดี หรือ ความชั่ว ทำตัวให้ไม่ลืม สติสัมปชัญญะ นึกไว้ในด้าน
ของความดี ระมัดระวัง ความชั่ว ไม่ให้เกิด พยายาม รักษาอารมณ์ไม่ให้บกพร่อง
ในด้านความดี พยายามริดรอนความชั่ว ไม่ให้เกิดขึ้นกับจิต หรือว่าจริยาทั้งหมด
ทั้งอารมณ์ของ จิตทั้งวาจาและกาย เราจะต้องระมัดระวัง คือ ใช้สติสัมปชัญญะ
ควบคุมอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตทรงอยู่อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่า อารมณ์เป็นสมาธิอันนี้เรามีแล้วหรือยัง
พวกเราระมัดระวังกันหรือเปล่า
ประการที่สอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแนะนำว่า
"เราจงเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์" ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยง
บุคคลอื่นให้ทำลายศีล และไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
ประการที่สาม ทรงแนะนำให้ ระงับนิวรณ์ทั้ง
5 ประการ
ประการที่สี่ ทำจิตให้เข้าถึงพรหมวิหาร 4
เป็นปกติ
อารมณ์อย่างนี้ ที่เราจะพึงเข้าถึง พระพุทธเจ้าถือว่า
เป็นการเข้าถึง เปลือกของพระศาสนา อาการอย่างนี้ จิตของเราพร้อมบริบูรณ์
แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่พร้อม ก็ปรับปรุงใจเสียให้พร้อม แต่ความจริง
ศึกษากันมานาน ถ้าอาการอย่างนี้ ยังไม่พร้อม ชาตินี้ก็เห็นจะไม่แคล้วอเวจีกันแน่
อันดับแรก ที่มีความสำคัญ คือ สติสัมปชัญญะ
ถ้าอาการอย่างนี้ยังไม่พร้อม ก็แสดงว่า พวกเรายังไม่มี สติสัมปชัญญะ
ถ้าศึกษากันมาขนาดนี้ไม่มีสติสัมปชัญญะ การรับฟังวันละหลายเวลาจะกลายเป็นเอาตาเป็นตากระทู้
เอาหูเป็นกระทะ ตากระ ทู้นี้มันมองอะไรไม่เห็น หูกระทะฟัง อะไรไม่ได้ยิน
ก็รู้สึกว่าจะไม่ทันแก่ความดีเสียแล้ว ผลที่มันจะติดตามเข้ามาคือ อารม
ณ์ที่เป็นอกุศล บกพร่องในสติสัมปชัญญะ นี่ควรจะต้องทบทวนไว้ตลอดเวลา
ประการต่อไป องค์สมเด็จพระจอมไตรกล่าวว่า มรรคต้นที่บุคคลเราจะเข้าถึงเป็นของง่ายนั่นก็คือ
มรณานุสติกรรมฐาน มีประจำใจหรือเปล่า พุทธานุสติ ธัมมานุสติ
สังฆานุสติกรรมฐาน สีลานุสติกรรมฐาน เทวตานุสติกรรมฐาน หิริและโอตตัปปะ
และอุปสมานุสติกรรมฐาน ก็คือ การนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ อันนี้เรามีแล้วหรือยัง
ศึกษากันมานาน ถ้ายังไม่มี ก็ รู้สึกว่าแย่ แก้ตัวไม่ทัน นี่ต้องทบทวนจิตไว้เสมอว่าอะไรที่เราจะพึงปฏิบัติ
ประการต่อไป องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ แนะนำให้ใช้พรหมวิหาร 4 ให้เข้มข้นจนถึงอภัยทาน
ที่ท่านกล่าวมา เมื่อกี้นี้ เป็นอาการของพระโสดาปัตติผล
เมื่อทำจิตของตนให้เป็นอภัยทาน ความโกรธ ความพยาบาทเกิด ขึ้นมีความรู้สึกตัว
ไม่ถือโทษ โกรธต่อไป ให้อภัยแก่คนผิด ให้อภัยแก่บุคคล ผู้คิดประทุษร้าย
ไม่ถือโทษโกรธเขา แล้วพยายามกำจัดความโลภด้วย จาคานุสติกรรมฐาน
พยายามกำจัดความโกรธ ด้วยอาศัย พรหมวิหาร 4 มีความเข้มข้น พยายามกำจัดความหลง
ให้ยิ่งกว่าพระโสดาบัน คือ นอกจากจะนึกถึง ความตายแล้ว ก็คิดว่าร่างกาย
นี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา สภาวะของร่างกาย
มีการสลายตัวไปในที่สุด ชีวิตไม่สามารถจะคงทนตลอดกาลตลอดสมัยไปได้
ถ้าเราจะตายก็ตายอย่างคนดี เมื่ออยู่ก็เป็นคนดี เมื่อตายแล้วเป็นผีก็เป็นผีดี
อย่างนี้เป็นอาการของพระสกิ ทาคามีผล
อย่างนี้บรรดาท่านทั้งหลายทุกท่าน ทำได้แล้วหรือยัง
หรือได้ระดับไหน วัดกำลังใจของเราดูไว้ คือต้องทบทวนกันไว้เป็นปกติ
ไม่ใช่ว่า ก้าวไปข้างหน้า แล้วลืมข้างหลัง อาการของพวกเรามันมีอยู่
ที่ศึกษาไปไกลแต่ ว่าจริยาที่ทำไม่ได้อะไรเลย อันนี้มีอยู่พึงรู้ตัวไว้
มีหลายท่านด้วยกัน ยังไม่ได้อะไรเลย แม้แต่สติสัมปชัญญะขั้นต้น
ก็ยังไม่ได้ บางทีเรานึกครึ้มๆ ศึกษากันมานาน คงจะไปสวรรค์ ไปพรหม
ไปนิพพาน แต่ถ้ายังไร้อาการสติสัมปชัญญะละก็ อย่าหวังเลย การเกิดเป็นมนุษย์
มันก็ไม่มีทางจะเกิด เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้ ตามที่กล่าวมาเป็นด้านของสกิทาคามี
สำหรับพระโสดาบันก็ดี หรือว่า สกิทาคามีก็ดี พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
เป็นด้าน อธิศีลสิกขา เป็นผู้มีศีลยิ่งบรรเทาความโกรธ ความพยาบาท
บ้างตามสมควร แล้วมาถึง อนาคามีผล อารมณ์ทรงตัวในด้านสมาธิ คำว่าทรงตัวนี่
ไม่ใช่นั่งหลับตาเป๋ง ลืมตาอยู่อารมณ์ความดี ทรงตัวเป็นปกติ และก็มีความเข้มข้น
คือ ทรงอารมณ์เป็นฌาน มีการหนักหน่วง ในการทรงจิต นั่นก็คือ มีความคิดเห็น
ตามความเป็นจริง ในด้าน สักกายทิฏฐิ และ อสุภกรรมฐาน
เห็นว่า สภาวะร่างกายของคน และสัตว์ ทั้งหมดและวัตถุทั้งหมด เต็มไปด้วยความสกปรก
ร่วมกับ วิปัสสนาญาณ เห็นว่าสกปรกแล้ว ก็รู้สึกว่า อัตภาพร่างกายของเราก็ดี
ของเขาก็ดี เป็นแต่ธาตุ 4 เข้ามาทรงกัน มีความเกิดในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง
มีการสลายตัวไปในที่สุด มีความรังเกียจในร่างกายที่เรียกกันว่า
นิพพิทาญาณ
แล้วมีอารมณ์เฉยในด้านกามารมณ์ทั้งหมด ที่เรียกกันว่า
สังขารุเปกขาญาณ มีอารมณ์ทรงตัวไม่มีความรู้สึกในเพศ ไม่ มีความกระสันในเพศ
และ ก็ไม่ติดใจ พอใจอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส แม้แต่ไม่ใช่คน เป็นวัตถุก็ตาม
สีสัน วรรณะ ที่เห็นว่า สวย เราเห็นเป็นของธรรมดาไป กลิ่น ที่เรียกว่า
หอม เราก็ไม่มีความรู้สึกในการติดใจ รสสัมผัสใดๆ ที่พึงเป็นที่พอใจของ
ปุถุชนคนธรรมดา เรางดเว้นได้ อารมณ์ไม่มีความรู้สึกในความต้องการ
สำหรับความโกรธ ความพยาบาทนั้นไม่เกิดกับจิต แม้แต่ปฏิฆะอารมณ์ที่ไม่พอใจ
คือกำลังใจที่จะสร้างความสะดุ้งให้เกิด ความไม่พอใจ กับวาจา หรือจริยาของบุคคลอื่นที่ทำต่อเรา
อันนี้ไม่มี เพราะอาศัยมี พรหมวิหาร 4 เต็มภาคภูมิ
สักกายทิฏฐิ มายุว่า มีความรู้สึกว่า อัตภาพร่างกายนี้
มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อารมณ์ใจ ที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ กับบุคคลอื่น
หรือที่บุคคลอื่นทำให้เกิดกับเรา รู้สึกว่าอารมณ์นั้น เป็นอารมณ์ของทาส
มันเป็นอารมณ์ของทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ทำใจให้มีความปลอดโปร่งตามอารมณ์อย่างนี้
อารมณ์จิตสบาย
เป็นอันว่า ตัดกามฉันทะกับปฏิฆะได้เด็ดขาด มีอารมณ์จิตเป็นสุขเป็นสุขอย่างมาก
เท่าที่เราไม่เคยจะพบกับอารมณ์สบาย จะมีอารมณ์ความหนักอยู่บ้าง ก็นิดหน่อย
เหมือนกับเราเคยแบกช้างมาแล้ว ช้างมันหนัก ทีนี้กลับมาใหม่ กลับมาแบกเศษ
กระดาษเศษกระดาษ ก็เป็นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ แค่กระดาษฟุลสแก๊ปลองพิจารณากันดู
ช้างกับกระดาษฟุลสแก๊ปหนึ่งแผ่น นี่มันหนักเท่ากันไหม ความรู้สึกของพระโยคาวจร
ในระดับนี้จะมีความเบาจะมีความสบาย
ก็ลอง พิจารณากันไปว่า ความทุกข์ใหญ่ของเรานี่ มันมีทุกข์อะไรเป็นสำคัญ
ที่เราทุกข์กันจริงๆ ก็ทุกข์ เพราะ ความยึด มั่นถือมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรามันเป็นของเรา
แล้วเราก็ไม่อยากให้มัน เสื่อมโทรมไป ไม่อยากให้มัน สลายตัวไป คือ
พลัดพรากจากกัน แต่อารมณ์ในตอนนี้นั้น อารมณ์จิต มันมีความรู้สึกว่า
ทุกอย่างเป็นธรรมดาไปหมด เห็นอาการ ของความเกิดของเราก็ดี ของบุคคลอื่นก็ดี
เป็นของธรรมดา ความเสื่อมโทรมของร่างกาย ของคน และสัตว์ ของวัตถุถือว่า
เป็นเรื่องธรรมดา การจะสลายไปของวัตถุ ของร่างกายของคนอื่น และของเราเป็นของธรรมดา
ตอนนี้มาในด้านโลกธรรม ความมีลาภ ลาภเกิดขึ้น ก็มีความรู้สึกว่า
ลาภนี้มันสลายตัวแน่ มันไม่สามารถจะทรงอยู่คู่กับเราไปได้ เมื่อลาภสลายตัวไปก็ไม่มีความหวั่นไหว
ไม่มีการสะเทือนใจ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าได้ยศมา ก็ไม่มีความเมาในยศ
มีความรู้สึกว่า คนที่ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ที่สูงลิ่ว ที่ศักดิ์ศรีสูงแต่ภายในไม่ช้าไม่นาน
ยศนั้นก็สลายไป เพราะการทำลาย ของตนเอง หรือว่า คนอื่นถอดถอนขึ้น บางทีคนทรงยศใหญ่
เมื่อตายแล้วก็สิ้นสภาพ ของความเป็นผู้มียศ เห็นว่าการได้รับ ยศฐาบรรดาศักดิ์
ไม่มีความสำคัญของชีวิต ไม่มีจิตผูกพันในยศ ไม่ถือว่ามีความสำคัญ เห็นว่ายศมีความสำคัญแล้ว
ก็เมื่อเวลายศจะต้องถูกถอดไป หรือต้องสลายไป ด้วยประการใดประการหนึ่ง
ก็มีความรู้สึกว่า เป็นของธรรมดาไม่มีอะไร เป็นที่ น่าสะเทือนใจ ได้ยศหรือไม่ได้
ยศเราก็มีสภาพเท่าเดิม แก่ลงไปทุกวัน มีอาการทรุดโทรม ริดรอนทุกวัน
และมีความตายไปในที่สุด
และอารมณ์ของโลกธรรม ได้แก่คำ สรรเสริญ และนินทา
ฟังคำสรรเสริญของคน ไม่มีความรู้สึกดีใจรู้สึก เป็นอาการปกติว่า นี่เรื่องธรรมดาของโลก
มันต้องมีการสรรเสริญกัน เมื่อมีคนสรรเสริญได้ก็ต้องมีคนนินทาได้ บางทีบุคคลคนเดียวกัน
บางครั้งสรรเสริญเยินยอ เราเสียเกือบตาย แต่บางโอกาส เขาก็ทำลายคำสรรเสริญ
ด้วยการนินทาเข้ามาแทน จงถือว่า การสรรเสริญ และนินทานั้น เป็นธรรมดาของชาวโลก
ที่เกิดมาจะต้อง กระทบกระทั่ง อย่างนั้น อันนี้ องค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดา
ไม่ถือเอาเป็นสาระสำคัญโดย ทรงแนะนำว่า การนินทาและสรรเสริญไม่ได้ทำให้คนดีหรือคนชั่ว
ถ้าคนเราทำความดีแล้ว ใครจะนินทาว่ายังไงก็ตามที เราก็ไม่เลวไปด้วย
เมื่อเป็นคนเลวเขาจะสรรเสริญว่า เราดียังไงก็ตามเรา ก็ไม่ดี ไปตามคำเขาว่า
ดี หรือชั่ว มันอยู่ที่การควบคุมกำลังใจ ถ้าใจของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียอย่างเดียว
ใครจะว่าดีว่าชั่ว ไม่มีความสำคัญ เขาจะประฌามเราว่าเลว มันก็เลวไม่ได้
มันก็ต้องดี อยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตของเราชั่ว เขาจะสรรเสริญว่าดี มันก็ดีไม่ได้
เหมือนกัน นี่เป็นอันว่า พระพุทธเจ้า ให้ทรงรักษากำลังใจเป็นสำคัญว่า
ควบคุมกำลังใจให้ดีไว้แล้วมันก็ดีเอง ไม่ต้องไปฟังคำชาวบ้านเขา
การที่เราจะต้องดี เพราะรอให้ชาวบ้านสรรเสริญ นั่นมันเป็นอารมณ์ของความชั่ว
ทีนี้ ความสุขความทุกข์ของโลก มีความร้อนเกินไป ความหนาวเกินไป
มีความหิว มีความกระหาย มีความป่วยไข้ไม่สบาย กระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เราพอใจบ้าง
ไม่พอใจบ้าง ความแก่เข้ามาถึงความตาย จะเข้ามาถึงความพลัดพราก จากของรักของชอบใจ
จะเข้ามาถึง อาการทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเกิดขึ้น ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดา
เป็นกฏธรรมดาที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสบายใจมันเกิด อารมณ์จิตเกิดสุขนี่
อารมณ์ของพระอนาคามี มีความสุขใจแบบนี้ ไม่มีอะไรเป็นที่รับสัมผัส
แห่งความทุกข์ มีอารมณ์จิตสบาย
แล้วตัวสำคัญ ที่ร้ายที่สุด ที่สร้างความสุข สร้างความทุกข์
ก็คือ อารมณ์ความรักในกามารมณ์ นี่ ตัวสำคัญ เป็นตัวสร้าง เหตุร้ายให้เกิดขึ้นกับจิต
หรือเป็นเหตุให้เกิดขึ้นกับกาย อาศัยความรักเป็นสำคัญที่เราจะต้องเศร้าโศกเสียใจ
เพราะอาศัยของรัก พลัดพรากไป ภัยอันตราย จะเกิดขึ้นกับเรา โทสะความพยาบาท
มันจะเกิดขึ้น จะต้องประทุษร้าย ซึ่งกัน และกัน ก็ เพราะว่า สิ่งที่เรารัก
ความรักที่เนื่องด้วยกามารมณ์ ไม่มีสำหรับเราแล้ว มันจะมีภัยอันตรายมาจากไหนจะมีความเศร้าโศก
เสียใจมาจากไหน ตอนนี้เป็นอันว่า กิเลสหยาบหมดไป ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรว่า
อันนี้เป็น อธิจิตสิกขา ก็หมายความว่าต้องทรงอารมณ์ ในด้านความรู้สึกอย่างนี้เป็นปกติ
มีความเข้มแข็งพอ ที่จะไม่ทำลายความดีส่วนนี้ไปจากจิต มันจะทรงอยู่ได้ทุกขณะจิต
ที่ชีวิตเราทรงอยู่ต่อไป ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระบรมครูต่อไป นี่เราทบทวนความจำกันว่า
สิ่งที่เรา ศึกษากันมาถึงอนาคามีน่ะ ความจริงเนื้อแท้จริงๆ เราถึงไหนกันแน่
ข้อวัตรปฏิบัติที่เราปฏิบัติอยู่ เวลานี้มันถึงไหน
ทีนี้ต่อไป อีกสักนิดหนึ่ง ว่าถึงการก้าวเข้าไปสู่
ความเป็นอรหัตผล ค่อยๆ ไป อย่าไปให้มันแรงนัก ไปแรงนัก ขาบิ่น ดีไม่ดีก็
แพลงตกถนน
มาดูสังโยชน์ตัวที่ 6 กับสังโยชน์ ตัวที่ 7 รูปราคะ
อรูปราคะ พระพุทธเจ้า กล่าวว่า พระอรหัตมรรค นี่เป็นพระอนาคามีผล
แล้วนะ เข้าถึงอรหัตมรรค ก็มานั่งพิจารณาดู รูปฌาน และ อรูปฌาน
เพราะว่าพระอนาคามีนี่ เคร่งครัด มัธยัสถ์ในรูปฌาน และอรูปฌานอย่างยิ่ง
รวมความว่า มีจิตเกาะฌานแจเป็นสำคัญ ไม่ยอมให้ฌานคลาดจากจิต
คำว่า ฌานนี่ก็คือ อารมณ์ที่เป็นกุศล เกาะหนักหน่วงมาก
ไม่อยากให้มัน คลายอารมณ์ อารมณ์หนัก ไม่ใช่อารมณ์เบา
ทีนี้ เราก็มานั่งพิจารณา ต่อไปว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า
ถ้าจะเป็นอรหันต์แล้วละก็ ต้องพยายามอย่าหลง ในรูปฌานและอรูปฌาน เกินไป
พึงทำความรู้สึกว่า รูปฌานและอรูปฌานนี่เป็นบันได สำหรับก้าวขึ้นไป
สู่ความเป็นอรหันต์ เท่านั้น เป็นกำลังที่จะส่งให้เราสูงขึ้นไป อย่าติดอยู่แค่นี้
ตอนนี้ก็เป็นของไม่ยาก มันเป็นด้านอนุสัย ความจริงจะว่าไม่ยากก็ไม่ใช่
ถ้ายังโง่อยู่มันก็ติด ถ้าเลิกโง่มันก็ไปง่ายๆ เพราะ ตอนนี้ เป็นของง่ายแล้ว
เพียงรักษากำลังใจ ทรงรูปฌานหรืออรูปฌาน ให้ทรงตัว แล้วก็มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า
เราจะไม่ยับยั้งอยู่เพียงแค่นี้ เราจะแสวงหาความดีต่อไป เพราะความดี
ยิ่งกว่านี้มีอยู่ แต่เราก็จะรักษาความดี ที่องค์สมเด็จพระบรมครู แนะนำไว้ในขั้นต้น
คือรูปฌานและอรูปฌานทรงอารมณ์ ไว้เป็นปกติ แต่ก็ไม่หลงในรูปฌานและอรูปฌาน
คิดว่าความดีจาก นี้มีอยู่ ที่องค์สมเด็จพระบรมครูแนะนำไว้ว่าต้องทำลาย
อวิชชา ความโง่ให้ได้ แต่การก้าวเข้าไป ที่จะทำลายอวิชชานั้น
จะต้องค่อยๆ ทำไปตามลำดับ จับอันดับปลายทีเดียวเดี๋ยวอารมณ์จะเฝือ
นั่นก็คือก้าวเข้าไปสู่การจับ มานะ ความถือตัวถือตน
ที่องค์สมเด็จพระทศพลว่า เป็นกิเลสที่เป็นตัวสำคัญอย่างยิ่ง
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า มานะความถือตัวถือตนนี่ เป็นความลำบาก
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้วางภาระ คือ การถือตัวถือตนเสีย
แต่ว่าอาการอย่างนี้ จะกล่าวไปก็ไม่มีเวลา เพราะกาลเวลาที่จะพูดหมดแล้ว
ต่อไปนี้ ขอบรรดาท่าน พุทธบริษัททั้งหลาย รวบรวมกำลังใจ
ให้ทรงตัวพยายาม กำหนดรู้ ลมหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า
หายใจออกรู้อยู่ว่า หายใจออก ตัวรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก เวลาฝึกนี่
เป็นการฝึกสติสัมปชัญญะ ฉะนั้นเวลาที่เราจะทำงาน ทำการใดก็ดี ต้องใช้อารมณ์นี้
ไม่ใช่ไปนั่งนับลมหายใจว่า เราจะทำอะไร นึกไว้ว่าเราจะทำขณะที่ทำไปแล้ว
ก็รู้ตัวว่าเราทำแล้ว นี่การฝึกรู้ ลมหายใจ เข้าออกก็เพื่อผลงาน งานที่เราจะทำเป็นงานควรหรือไม่ควร
ที่ทำไป แล้วมันดีหรือมันเลว รู้ตัวนี่ ทรงตลอดวันแบบนี้ ไม่ใช่มานั่งฝึกรู้ลมหายใจเข้าออกกันแล้ว
เวลาเลิกไปแล้ว ก็ทำความระยำ ทุกอย่างสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ ก็ทำดะ
นี่มันก็หมายถึงว่า การฝึกไม่มีผล ฝึกไปฝึกมาไปอยู่กับเทวทัตหมด ไม่มีใครเหลือ
ต่อไปนี้ขอท่านทั้งหลาย พยายามตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|