ทางสายเข้าสู่พระนิพพาน ตอนที่ 14


ทบทวนความรู้เดิม

โอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ได้สมาทานศีลสมาทานพระกรรมฐานแล้ว วันนี้เราก็มาทบทวนความรู้เดิมกันอีก และก็จะต่อไปถึงอรหัตมรรคเบื้องต้น

สำหรับการศึกษาเดิม ในอันดับแรก เราศึกษาเพื่อให้อารมณ์ เป็นสมาธิ คือ พื้นฐานเดิม มีการกำหนดรู้ลมหายใจ เข้าออก เพราะว่า อานาปานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ละเอียด แล้วก็เป็นพื้นฐานใหญ่ สำหรับกรรมฐานทั้งหมด อันนี้เราสามารถทรงได้กี่นาที จิตจะทรงอยู่ได้ตามลำดับ ต้องทบทวนต้นไว้เสมอ

ประการที่สอง องค์แห่งพระโสดาบัน คือ พระโสดาบัน มีศีลบริสุทธ์เป็นสำคัญ และ มีความเคารพในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่เป็นองค์จุดใหญ่ของพระโสดาบัน เราทำได้แล้วหรือยังอารมณ์ทรงอยู่ได้แล้วหรือยัง

ทีนี้ สำหรับพระโสดาบัน ถ้าจะกล่าวโดยจริยาก็หนึ่งมีมรณานุสติกรรมฐาน นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ทรงได้ไหมประการ ที่สอง มีพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ เทวตานุสติ มีพรหมวิหาร 4 และก็ หิริ และ โอตตัปปะ มีอุปสมานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ อันนี้เราทรงได้แค่ไหน ทรงได้ครบถ้วนหรือไม่

นี่ทวนกำลังใจเราอยู่เสมอ อย่าทำใจให้มันลอย และอย่าปล่อยอารมณ์ฟุ้งซ่าน น้อมไปในด้านของกุศล จงคิดว่า ถ้าเราไม่สามารถจะทรงความเป็นพระโสดาบันไว้ได้ เตือนใจไว้เสมอว่าเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วก็เสียชีวิตเกิดเพราะว่าเรา จะต้องทุกข์เวทนาไปอีกนับกัปไม่ถ้วน ถ้าทรงความเป็นพระโสดาบันไว้ ได้ เราก็จะมีการเกิดเพียงแค่มนุษย์กับเทวดาหรือ พรหมเป็นแดนของความสุข และก็จะเป็นมนุษย์โดยการจำกัดชาติ ไม่ช้าก็เป็นอรหัตผล นี่ถ้าเราทรงอารมณ์อย่างนี้ได้

ต่อไปก็คลำความเป็นสกิทาคามี สกิทาคามี มีจริตทั้งหมด เหมือนกับพระโสดาบัน แต่ทว่าระงับความโลภ ด้วยการมี จาคานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ แล้วปฏิบัติด้วย และก็ระงับความโกรธ โดยการทรงพรหมวิหาร 4 เข้มข้นจนถึงขั้นอภัยทาน คือ ให้อภัยกับคนที่มีความผิด ไม่ถือโทษโกรธเคือง ไม่ดึงเอาไว้นานๆ เรียกว่า ไม่มีพยาบาท ไม่จองล้างจองผลาญบุคคลคน นั้นบรรเทาความหลงไว้ได้มากกว่า พระโสดาบันนอกจากว่า จะนึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว ก็เห็นโทษของการเกิดเห็น โทษของการมีขันธ์ 5 ว่า มันเป็นปัจจัยของความทุกข์นี่เป็นอาการของพระสกิทาคามี เราทำได้แล้วหรือยังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์พระนิพพานเรามีความจับแน่นหนาขึ้น

ทีนี้ต่อไป สำหรับพระอนาคามี เราศึกษากันมาแล้ว พระอนาคามี ตัดสังโยชน์ได้อีก 2 ตัดได้เด็ดขาด นั่นก็ คือ กามฉันทะ เห็นโทษของกามคุณ อาการเสวยกามคุณเป็นไปด้วยความทุกข์ เป็นปัจจัยของความทุกข์ ซึ่งเราจะเห็นได้ง่ายๆ ที่คนแต่ง งานเขาไม่มีอะไรเป็นสุข อยู่คนเดียวเป็นสุขดีกว่า ครองคู่เข้ามา ต้องเอาใจคนอีกพวกหนึ่ง ถ้ามีลูกมีหลานมีเหลนขึ้นมาก็ ทุกข์มากหนักขึ้น และกามคุณไม่ได้ให้คุณ แต่ประการใด ดึงมาซึ่งความทุกข์อยู่ตลอดเวลา มีความใคร่ไม่มีที่สิ้นสุด

เราคนเดียว มีความปรารถนาวัตถุชิ้นเดียว ถ้าอยู่สองคน ครองคู่ปรารถนาวัตถุสองชิ้นหรือสองเท่า ถ้าหากว่า มีลูกมีเต้า ก็มีความปรารถนามากขึ้น ต้องลำบากมากขึ้น เป็นปัจจัยของความทุกข์

นี่เราพิจารณาแล้ว ก็เพิ่มกายคตานุสติกับอสุภสัญญา คืออสุภกรรมฐานมากขึ้น จนกระทั่งจิตตัดกามารมณ์ได้เด็ดขาดโดย มาเทียบกับร่างกาย ว่าร่างกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายเขา ก็ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของเขา มันเป็นเรือนร่างที่จิตอาศัยชั่วคราว ระงับหรือว่า ตัดความกำหนัดในเพศ หรือว่า ในสีสันวรรณะ เสียให้หมด ไม่มีความหลง ไม่มีความปรารถนา ในสีสันวรรณะและเพศใดๆ จนกระทั่งความรู้สึกในกามารมณ์หายไป เหือดแห้งสนิท

สังโยชน์ข้อที่ 2 คือ ปฏิฆะ สำหรับพระสกิทาคามี มีความโกรธเบาบาง ความโกรธเกิดขึ้นให้อภัย นี่แสดงว่า ความโกรธเบา สำหรับพระอนาคามี ไม่โกรธเลย ตัดอารมณ์ปฏิฆะ คือ การกระทบใจหายไป มีแต่ความเมตตาปรานี เข้าสู่ใจ สำหรับ พระสกิทาคามี เกิดเป็นคนอีกหนเดียวก็ไปนิพพาน พระอนาคามี ตายจากคน ไปเป็นเทวดา หรือพรหม แล้วนิพพานบนนั้น นี่ความรู้เดิม เราศึกษากันมาได้ถึงเพียงนี้ เราทำได้แค่ไหนวัดกำลังใจ ไว้ให้เป็นปกติ ทีนี้สำหรับ พระอรหันต์ ความจริง ถ้า เป็นพระอนาคามีแล้ว เป็นพระอรหันต์ไม่ยาก เพราะว่า กิเลสหยาบทั้งหมด เราทำลายลงไปเสียแล้ว จากพระอนาคามี สำหรับพระอรหันต์ ก็

หนึ่ง เราไม่เมาในรูปฌาน

สอง เราไม่เมาในอรูปฌาน นี่หมายความว่า เราพอใจในรูปฌาน และอรูปฌานเหมือนกัน ต้องทรงไว้เป็นปกติ

แต่จิตใจของเรา ไม่ยับยั้งไว้เพียงนี้ว่า รูปฌานดี หรืออรูปฌานดี ดีเกินไปกว่าที่เราไม่ต้องการอย่างอื่นมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า รูปฌาน และอรูปฌาน เป็นกำลังใหญ่สำหรับจิต ที่จะกดกิเลส ให้จมลงไป แต่มันยังฆ่าไม่ตาย ทำใจให้มั่นคง มีอารมณ์หนักอารมณ์ตอนนี้ยังหนักอยู่ มีความมั่นคงจับจิตแน่น เราจะสังเกตได้ ท่านที่ทรงอยู่แค่นี้หรือต่ำไปกว่านี้ จะพูดน้อย เคลื่อนไหวน้อย ระมัดระวังตัวมาก

ทีนี้เมื่อเห็นว่า รูปฌานและอรูปฌานเป็นของดีก็จริงแหล่ แต่ทว่าว่ายังไม่ถึงที่สิ้นสุดที่เราจะต้องปฏิบัติเรา ก็ไม่มีความประมาท ก้าวต่อไปตอนนี้ ความจริงระวังตัวให้ดีนะ เราอาจจะเผลอว่า เราเป็นอรหันต์ไปเสียก็ได้ เพราะอารมณ์ของเรา มันอยากอยู่แล้ว ในเมื่อเราทำลายความหยาบของจิตได้ จิตมันเบามีความปลอดโปร่ง มีความเป็นสุข เพราะ อารมณ์แห่งการรักในเพศ รักสี สันวรรณะไม่มี อารมณ์แห่งความโกรธไม่มี เราไม่มีความประมาทในชีวิต เราอาจจะคิดว่า เราเป็นพระอรหันต์แต่ยัง นี่เราต้องพิจารณาต่อไปว่า การไม่เมาในรูปฌาน และอรูปฌาน นี้เป็นของไม่ยาก เป็นแต่เพียงใช้กำลังจิต ก้าวไปหน่อยเดียวก็ใช้ได้ ว่าเราไม่ประมาทในชีวิตคิดว่า ตอนนี้ยังดีไม่พอ

ทีนี้ สำหรับการก้าวต่อไปนี่ เป็นของหนักนั่นก็คือ การตัดมานะ ความถือตัวถือตน พระอนาคามียังมีมานะ การถือตัวถือตน การที่จะเข้าไปตัดมานะ เขาตัดกันตรงไหน

ความจริงกิเลสทั้งหมด ตัดตัวเดียวที่ สักกายทิฏฐิ เห็นว่า อัตภาพร่างกาย มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เสียอย่างเดียว เราก็หมดความรู้สึก ที่จะถือตัวถือตน

เราถือตัวถือตนว่า เราดีกว่าเขาบ้าง เราเสมอเขาบ้าง เราเลวกว่าเขาบ้าง เอาอะไรมาเป็นเครื่องวัด เอาฐานะ เอาศักดิ์ศรี เอาวิชาความรู้ เอาสภาวะที่คงอยู่ เป็นเครื่องเหยียดหยามกันยังงั้นรึ มันก็ผิดทั้งนั้น

อะไรมันจะดี ขันธ์ 5 ของเรา กับขันธ์ 5 ของเขาน่ะ ดูซิว่า อะไรมันจะดีกว่ากัน เขามีอาการ 32 เราก็มี อาการ 32 มีความ เกิดขึ้นในเบื้องต้นเหมือนกัน มีความเปลี่ยนแปลงไป ในท่ามกลางเหมือนกัน ก็มีการสลายตัวไป ในที่สุดเหมือนกัน นี่เป็น จุดแรกที่เราจะพึงมองเห็น

แล้วเรา ก็ลองไปนั่งวัดดูว่า เราดีกว่าเขา ชั่วกว่าเขา มันตรงไหน เอาเงินเอาทอง ที่มีมากกว่ากัน มาเป็นเครื่องวัด ยังงั้นรึ แล้วเงินทอง มันห้ามความแก่ ความป่วย ความตาย ห้ามทุกข์ได้ไหม มันก็ไม่ได้ เป็นอันว่า เราจะมีทรัพย์สิน สักเท่าใด ก็ ตามที เราก็ต้องแก่ ต้องป่วย ต้องตาย มีทุกข์เหมือนชาวบ้านแล้วเอาอะไร มาดีกว่าเขาล่ะ

ทีนี้หากเราจะว่า มียศฐาบรรดาศักดิ์ ไอ้ยศฐาบรรดาศักดิ์ มันช่วยอะไร ให้เราดีขึ้นมาบ้างช่วยไม่ให้เราแก่ ได้ไหม ช่วยไม่ให้เราตายได้ไหม ช่วยไม่ให้เราป่วยไหม ช่วยไม่ให้เรา กระทบกระทั่ง กับกฎของธรรมดา คือ โลกธรรม ได้หรือเปล่า ไม่มี ไม่ได้อีก มันห้ามไม่ได้

ทีนี้เอาตระกูล มาเป็นเครื่องวัด เราเกิดเป็นตระกูลของเศรษฐีบ้าง เกิดเป็นตระกูลของคหบดีบ้าง เกิดเป็นตระกูลของกษัตริย์บ้าง เกิดเป็นตระกูล ของขุนนางผู้ใหญ่บ้าง แล้วก็ต้นตระกูลของเรา ดีกว่าชาวบ้านยังงั้นรึ ต้นตระกูล ของชาวบ้าน เขา ตายเป็นแถวๆ ต้นตระกูลของเรา ตายบ้างหรือเปล่า ต้นตระกูลของชาวบ้าน มีความป่วยไข้ไม่สบาย ต้นตระกูลของเรา มีความป่วยไข้บ้างไหม ต้นตระกูลของเขาแก่ ต้นตระกูลของเราแก่เป็นไหม มันก็เหมือนกันอีก

ในเมื่อสภาวะมันเหมือนกัน ก็มองเข้าไปดูอีกทีว่าจิตที่เกาะขันธ์ 5 จิตที่มีมานะทิฐิเป็นสำคัญ ถือว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอ เขา เราเลวกว่าเขาน่ะ มันเป็นจิตดีหรือจิตทราม เราก็จะเห็นว่า ไอ้การมานะตัวนี้ สร้างอารมณ์จิตให้เป็นทุกข์ ถ้าเราคิดว่า เราดีกว่าเขา เราก็มีเพื่อนน้อยแล้วเพราะอะไร เพราะคนที่เราเห็นว่า เขาเลวกว่าเรา ต่ำต้อยกว่าเรา เราก็คบเขาไม่ได้ ในเมื่อมีคนประเภทนั้น เขามาใจเราก็เกิดความไม่สบาย ไอ้การไม่สบายแบบนี้ เพราะรังเกียจเขา จิตมันเป็นสุขหรือ เป็น อันว่าเราหาเพื่อนยาก เมื่อมีเพื่อนน้อยความทุกข์มันก็มาก ความชื่นอกชื่นใจมันก็ไม่มี ในเมื่อเวลาเข้าไปสัมผัสกับเพื่อน

ทีนี้ถ้าเราเห็นว่า เราเสมอเขา เราเท่ากับเขา มันเท่ากันตรงไหน ไอ้คนเท่ากันจริงๆ น่ะมันจะต้องเกิดเสมอกันแก่ด้วยกัน พร้อมๆ กัน ป่วยพร้อมๆ กัน หิวพร้อมๆ กัน ตายพร้อมๆ กัน แล้วความรู้สึกต่าง ๆ มันต้องมีความสม่ำเสมอ กันหมด เขาสุขเราสุข เขาทุกข์เราทุกข์ แต่อาการอย่างนี้มันมีสำหรับเรา มีกับเขาสม่ำเสมอกันไหม ไม่มี ต่างคนต่างมีความรู้สึก ต่างคน ต่างปรากฏทางกาย เสื่อมโทรมไม่เสมอกัน เกิดวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน ปีเดียวกัน แต่ทว่า เรากับเขา มีสภาวะต่างกัน เราหิว เขายังไม่หิว เราป่วย เขายังไม่ป่วย เรามีความทุกข์ เขายังมีความสุข นี่มันไม่เสมอกันแล้ว เราจะไปตั้งหน้าตั้ง ตาคิดว่าเราเสมอกับเขาได้ยังไง

นี่ตัวการที่คิดว่า เราเสมอกับเขา มันเป็นตัวทะเยอทะยาน การที่คิดว่า เราดีกว่าเขา เป็นการข่มขู่ ทะเยอทะยาน คิดทะนง ตนว่า ตนเป็นใหญ่ ถ้าเราคิดว่าเราเสมอเขา มันก็เสียอีก เพราะบางคนเขามีจริยาเลวเรา คิดว่า เรากับเขาเสมอกัน ก็ต้องพยายามเลวตามเขา ความเลวมันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ไม่ใช่ปัจจัยของความสุข

ทีนี้ถ้าหากว่า เขาดีกว่าเรา เราดีไม่เท่าเขา แต่เราคิดว่า เราดีเท่าเขา ก็เกิดความประมาท ประมาทอะไร การทะเยอทะยาน คิดว่า เราดี ก็เป็นการทำลายความดี ที่เราจะพึงแสวงหาต่อไป เป็นอันว่า การที่คิดว่า เราเสมอเขา มันก็เป็นส่วนแห่ง ความเลว ทีนี้ต่อมาอีกข้อหนึ่ง เราคิดว่าเราเลวกว่าเขา ตอนนี้ก็เป็นการทำลายความดีของตนเอง จิตใจมันก็มีความสุขไม่ได้

เป็นอันว่า การถือตัวถือตนว่า เราเสมอเขาก็ดี เราดีกว่าเขาก็ดี เราเลวกว่าเขาก็ดี เป็นปัจจัยของความทุกข์

ทีนี้ เราจะวางใจยังไงถึงจะสบาย อาการที่เราจะวางใจในตอนนี้ ก็วางใจ แต่เพียงว่า

ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์

มรณัมปิทุกขัง ความตาย ป็นทุกข์

โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมะนัส สุปายาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์

ทุกข์มาจากไหน ทุกข์มาจากการเกิด แล้วการเกิดนี่ มันมาจากไหน การเกิดมาจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม เป็นอันว่า วางใจเป็นกลาง ใครจะดี ใครจะชั่วยังไงก็ช่าง เราทำใจไว้เสมอ เห็นคนใดเขาดี ก็ยินดีกับเขา เห็นคนใด เขามีความสม่ำเสมอกับเรา โดยธรรมเราก็พอใจ เห็นใครเขาเลวกว่าเรา เราก็แสดงธรรมสังเวชว่า เขาไม่น่าจะประมาทในชีวิต ควรจะคิดปรับปรุงตัว ควรจะคิดปรับปรุงใจ ให้มีความดี เป็นอันว่า เราไม่เหยียดหยามใคร เราจะไม่ตีเสมอใคร เราจะไม่ข่มขู่ ใคร รักษากำลังใจของเราให้เป็นสุข

ถ้าอารมณ์อย่างนี้ไม่มี มีอารมณ์อย่างเดียว ที่เราเรียกกันว่า อุเบกขา วางเฉย เขาเรียกกันว่า อัพยากฤต คำว่า อุเบกขา วางเฉยตัวนี้ มันไม่ไปเกี่ยวข้องกับความสุข และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความทุกข์ มันเฉยเป็นธรรมดา ใครเขาจะยังไงก็ช่าง ปรับปรุงใจของเราให้มีความสุข เห็นคนดีเข้ามา เห็นคนเสมอเรามา เห็นคนเลวเข้ามา เราก็มีจิตใจชื่นบานตลอดเวลา ไม่เหยียด ไม่หยามไม่ตีเสมอ ไม่ข่มขู่ ทำใจสบายเป็นกลางๆ ถ้าทำใจอย่างนี้ตัวมานะทิฐิมันก็ไม่มี

มานะทิฐิ นี่เป็นปัจจัยของความทุกข์ ระวังให้ดี มันจะดึงเราให้จมไปในอบายภูมิได้ แต่หากว่าเป็นพระอนาคามีแล้ว ตัว มานะทิฐิ มันนิดเดียว ยังมีความรู้สึกอยู่ว่า แหมนี่ เราเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ว่าจิตยังประกอบไปด้วย ความเมตตาปรานีมาก การทะนงตน เหมือนคนที่มีกิเลสหนาไม่มี นี่เป็นอันว่า พระอนาคามี มีมานะอยู่นิดหนึ่งไม่ใช่หยาบ

อย่างที่พูดมาเมื่อตะกี้นี้ ที่พูดมาแล้ว เมื่อสักครู่นี้ก็หมายความว่า เป็นมานะของคนที่มีกิเลสหนา ของคนเป็นปุถุชน สำหรับ พระอนาคามี มีพรหมวิหาร 4 ครบถ้วนแล้ว เวลานี้เราก้าวไปสู่ ความเป็นพระอรหัตมรรค ทีนี้ตัวมานะ ถือตัวถือตนนั้น มันมีอยู่นิดเดียว ยังมีความรู้สึกอยู่ว่า เราเป็นกษัตริย์ มีความรู้สึกว่า เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ มีความรู้สึกอยู่ว่า เรามีฐานะดีมีฐานะจนอยู่ในเพ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่า อารมณ์อย่างนี้ มันมีนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นเพียงแค่ อนุสัย เท่านั้น ไม่มีปัจจัย ถึงให้เกิดโทษ ไม่มีปัจจัยถึงให้เกิดทุกข์หนัก แต่ว่ามันก็เป็นอารมณ์ถ่วง ยังไม่สามารถให้เราก้าวเข้าไปสู่พระนิพพานในชาตินี้ได้

ฉะนั้น จึงวางอารมณ์เสีย ใครเขาจะยังไงก็ช่าง เขาจะดี เขาจะชั่ว เขาจะเลว เขาจะยังไงก็ตามเถอะ ไม่สนใจ เห็นหน้าคน เราคิดไว้เสมอว่า เป็นคน ที่เราควรแก่การปรานี เห็นหน้าสัตว์ ก็คิดว่า เป็นสัตว์ควรแก่การปรานี พยายามไม่ถือตน คนและ สัตว์ก็ตามถือว่า มีธาตุ 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เสมอกัน มีอาการ 32 เหมือนกัน มีความเกิดขึ้น ในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนแปลง ไปในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด เหมือนกัน สร้างอารมณ์ให้เป็น สังขารุเปกขาญาณ ใน วิปัสสนาญาณ อย่างนี้การระงับการถือตัวถือ ตนย่อมเป็นของไม่ยาก

อย่ามองคน ด้วยฐานะ อย่ามองคน ด้วยศักดิ์ศรี อย่ามองคน ด้วยความรู้ ความสามารถ

มองคนแต่เพียงว่าสภาพของเขา เป็นวัตถุเหมือนสภาพของเรา จิตใจของเราพร้อม ในการเมตตาปรานีไม่ถือตนเขาจะมา ในฐานะเช่นใดก็ช่าง ถือว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกันหมด การกำหนดอารมณ์ อย่างนี้ เราก็สามารถจะกำจัดตัวมานะ การถือตัวถือตนเสียได้ อย่างนี้เรียกว่า อรหัตมรรค

ตอนนี้ อรหัตมรรค นี่ มันยังไม่หมด อุทธัจจะ ตัวสำคัญ คำว่า อุทธัจจะ แปลว่า อารมณ์ฟุ้งซ่าน ยังมีความต้องการ นอกเหนือไปจากพระนิพพาน นั่นก็หมายความว่า รู้สึกว่า มีอารมณ์เป็นสุข มีอารมณ์เป็นสุขนี่ บางครั้งมันเกิดความพอใจ คิดว่า นี่เราจะทำไปทำไม ดิ้นรนไปทำไม ในเมื่อเราเป็นพระอนาคามีแล้วตายเป็น เทวดาหรือพรหม เราก็นิพพานบนนั้น บางครั้งมีอารมณ์ประมาทอยู่นิดหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้ประมาทในด้านของอกุศล ประมาทในการยับยั้งจิตของตนว่า ทำไปก็เหนื่อยหน่ายเปล่าๆ ใจเราก็สบายแล้ว เราตาย เป็นพรหม เป็นเทวดา แล้วก็ไปนิพพาน เรายับยั้งความดี ไว้แค่นี้ดีกระมัง บางครั้งมันมี ความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมา ถ้าหากจะกล่าวว่า เป็นโทษรึมันก็ไม่เป็น ไอ้โทษ ไอ้ทัณฑ์น่ะไม่เป็น แต่ว่าเป็นการกักตัวเองไว้ ในชั่วขณะหนึ่ง

ทีนี่ทำยังไง เราก็ตั้งใจไว้โดยเฉพาะ รักษาอารมณ์ อุปสมานุสติกรรมฐานเป็นอารมณ์ว่า เราต้องการพระนิพพานในชาตินี้ โดยสรุปตัวท้าย เสียทันที คือ ตัดอวิชชา ความโง่ มานั่งใคร่ครวญว่า มนุษย์โลกก็ดีเทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี เป็นดินแดน ที่ไม่พ้นความทุกข์ ความทุกข์ มันมีกับเราได้ ทุกขณะจิตเราเป็นมนุษย์ เต็มไปด้วยความร้อน ความหนาว ความหิว ความ กระหาย ความปวด ความเมื่อยป่วยไข้ มีความไม่สบาย มีความตายไปในที่สุด มีการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ของชาวโลก เรื่องโลกมนุษย์ไม่ดี เทวโลกกับพรหมโลก ก็พักความดีอยู่ชั่วคราว ไม่มีความหมาย ใจเราต้องการอย่างเดียว คือ พระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

ถ้าจิตถึงตอนนี้ละบรรดาท่านพุทธบริษัท จิตจะเบามาก เหมือนกับมี ความรู้สึกว่าเราไม่ได้อะไรเลย จิตมันสบายๆ กำลังฌานที่เราเคยมั่นคงกดอารมณ์นิ่ง จะกระทบกระทั่ง อาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามที ไม่มีความรู้สึกว่า มันจะมีความลำบาก ไม่มีอะไรที่จะมีความหนัก ไม่มีอะไรที่จะทำจิตใจของเราให้เร่าร้อนได้ ยินเสียงคนด่าก็สบายใจคิดว่า เขาไม่น่าจะทำความชั่ว เป็นปัจจัยของความทุกข์ เห็นใครเขาสรรเสริญ เราก็ไม่มีความสุขใดๆ ไม่สั่นคลอนรู้สึกว่า ความสรรเสริญ ไม่มีความหมาย เราดีขึ้นมาได้ ไม่ใช่อาศัยการสรรเสริญ หรือว่าถ้าเราไม่ดี ก็ไม่ใช่อาศัยการแช่งด่าของบุคคลใด

ความดีจะมีขึ้นมาได้ หรือความไม่ดี จะมีขึ้นมาได้ ก็เพราะอาศัยเราปฏิบัติเท่านั้น

ถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททรงได้อย่างนี้ เรียกว่า อรหัตผล

เอาละ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ต่อจากนี้ไป กาลเวลาก็สมควรแล้ว ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดลม หายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณ บอกหมดเวลา

 

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2547 โดย Firstbuddha.com