|
สังโยชน์ของพระโสดาบัน
สำหรับโอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว
ต่อนี้ไป ตั้งใจสดับคำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน
สำหรับคำแนะนำวันนี้ จะขอตัดตอนต้นไป เพราะเป็นการซ้ำกันบ่อย
ๆ ก็ถือว่า เป็นการเริ่มต้น เป็นการเดินทาง เข้าสู่สายพระนิพพานโดยตรง
การปฏิบัติตนให้สู่พระนิพพานนี่ อาจจะต้องพูดกันหลายวันหน่อยเพราะว่า
เพื่อความเข้าใจของนักปฏิบัติ วันนี้จะยกเรื่องสมาธิทิ้งไป และก็จะไม่ปรารภจริตใด
ๆ ทั้งหมด เพราะ การเดินทางสายเข้าสู่พระนิพพาน ต้องเป็นคน มีอารมณ์จิตเข้มแข็ง
จะไม่ยอมก้มศรีษะ ให้แก่กรรมทุกอย่าง มิฉะนั้นแล้ว ท่านทั้งหลาย ก็จะเป็นเหยื่อของนรก
เรื่องที่จะ พูดกันถึงพระนิพพาน ก็ไม่ต้องพูดกัน เราจงรู้ตัวของเรา
ทีนี้ ตามพระบาลี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงตรัสถึง ความเป็นพระอริยเจ้า ขั้นพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคา อรหันต์
ตรัสเป็นเขตไว้ ขอบรรดาท่านทั้งหลายจำไว้ แล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติ
เพราะเป็นจุดหมายปลายทางและเป็นหน ทางที่ตรงอย่างยิ่ง จะได้ไม่เอนไม่เอียง
ไม่มีความสงสัย การที่อวดตัวว่า รู้มากตามตำราไม่มีความหมายความสำคัญมีอยู่
อย่างเดียว คือ ทำจิตให้หมดจากกิเลสเป็น สมุจเฉทปหาน นี้เป็นความต้องการของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ ก็เป็นความต้องการของผมด้วย ขอได้โปรดจำกันไว้ให้ดีว่า
ผมต้องการคนที่มีความปรารถนา ในการตัดกิเลส และก็พยายามตัดกิเลส ไม่ใช่เพาะกิเลส
มีเหตุที่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงกฏแห่งการที่จะปฏิบัติ
ให้เข้าถึงการ เป็นพระอริยเจ้า ที่เคยปรารภอยู่เสมอว่า บรรดาพระภิกษุสงฆ์
ในพระพุทธศาสนาที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องมีสิกขา 3 ประการ คือ
1. อธิศีลสิกขา ปฏิบัติศีลอย่างยิ่ง คำว่าอย่างยิ่งก็หมายความว่าเคร่งครัด
ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด มีศีลจับใจเป็นอารมณ์ สิ่งใดที่ขัดต่อศีล เราไม่ทำ
และสิ่งใดที่ขัดต่อความดี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัส
เราไม่ทำ
2. อธิจิตสิกขา พยายามเร่งรัดอารมณ์สมาธิ
ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์สูงสุดจริง ๆ คือ ฌาน 4
3. อธิปัญญาสิกขา มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง
มีปัญญาสามารถจะรู้ กำหนดการตัดของกิเลส ให้เป็นสมุจเฉทปหานเบื้องสูง
สิกขา 3 ประการนี่ ที่ว่าเราจะต้องปฏิบัติกัน เพราะว่า
ภิกขุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร สมณะ แปลว่า สงบ หรือ ผู้มีบาปอันลอยแล้ว
นึกดูน้ำใจของเราว่า น้ำใจของเราน่ะมันเลว หรือว่ามันดี
อัตตนา โจทยัตตานัง พระพุทธเจ้ากล่าวว่า จงเตือนตนไว้เสมอ
ไม่ใช่ไปนั่งเตือนคนอื่น คือไปนั่งค่อนขอด ค่อนแคะ
ประณามบุคคลอื่น ถ้าเราไปนั่งค่อนขอด ค่อนแคะประณามคนอื่น นั่นแสดงว่าเราเลวเกินกว่าที่จะเป็นมนุษย์ได้
เป็นวิสัยของสัตว์ในอบายภูมิ นี่เป็นเรื่องสำคัญ เตือนตนไว้เสมอ
สำหรับอธิศีลสิกขา พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เป็นวิสัยของ
พระโสดาบัน กับพระสกิทาคามี จำให้ดีนะ
อธิจิตสิกขา เป็นวิสัยให้ได้ พระอนาคามี
อธิปัญญาสิกขา เป็นวิสัยให้ได้ พระอรหัตผล
เป็นอันว่า ถ้าเราพิจารณา ตามพระพุทธฎีกาข้อนี้ จะเห็นว่า
การปฏิบัติตนตรง ต่อความเป็นพระอริยเจ้าเป็นของไม่ยาก ไม่ ยากเพราะอะไร
เพราะว่า เรารู้อยู่ว่า สำหรับพระโสดาบัน กับพระสกิทาคามี ไม่มีอะไรมาก
คือเป็นผู้ปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด นั่นเอง
ทีนี้ เราก็หันไปดู องค์ของพระโสดาบัน หรือว่า ไปดูสังโยชน์ของพระโสดาบัน
เอาสังโยชน์ก่อน สังโยชน์ที่เราจะละ เข้าถึงพระโสดาบัน นั่นก็คือ
1 สักกายทิฏฐิ พิจารณาว่า อัตภาพร่างกายนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกายร่างกายไม่มีในเรา สำหรับสักกายทิฏฐิข้อนี้ เราตัดกันแต่
เพียงเบาๆ เท่านั้น คำว่าตัดเพียงเบาๆ ก็หมายความว่า มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ
ว่าเราจะต้องตาย เราไม่ประมาทในชีวิต คิดไว้เสมอว่า ความตาย อาจจะมีแก่
เราได้ทุกขณะ ไม่ใช่ว่า วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ คิดถึง ความตาย ไว้เป็นปกติว่า
เราอาจจะต้องตายเดี๋ยวนี้ เมื่อเราคิดว่า เราจะตายเดี๋ยวนี้ เราก็ต้องรวบรวมกำลังใจ
สร้างความดี เพื่อว่า เมื่อตายแล้ว จะได้ไม่ไปตก อยู่ในอบายภูมิ นี่สำหรับกายทิฏฐิข้อต้น
พระโสดาบัน ถ้าจะว่าตัด ก็ยังไม่ถึง เรียกว่า ขัดสีฉวีวรรณ
สักกายทิฏฐิ ให้มันผ่องใสขึ้นเท่านั้น เพราะว่า อารมณ์เดิมของเรา มันเต็มไปด้วยความโง่
เห็นชาวบ้านเขาตาย รู้แต่ว่า ไม่เคยคิดเลยว่าตัวจะตาย หาความรู้สึกว่าตัวจะตายไม่ได้
มีความประมาท สร้างความชั่วเป็นปกติ นี่อารมณ์เดิมของเรา มันเลวแบบนี้
ทีนี้พอมาถึงมีจิตหวังตั้งใจ จะปฏิบัติให้เป็น พระอริยเจ้า ก็ต้องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์
ถ้าไม่นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ความประมาทมันก็มีอยู่ เมื่อความประมาทมีอยู่
ตายแล้วก็ต้องไปตกอบายภูมิแน่
เมื่อเรา นึกถึงความตายแล้ว เราก็คิดว่า ถ้าเราตายแล้วคราวนี้เราจะไปไหน
ถ้าเราคิดว่า เราจะเกิดเป็น คนใหม่ มันก็เลว เต็มที ถ้าเป็นพ่อค้าก็ถือว่าขาดทุน
ทั้งนี้เพราะอะไร เราลงทุน 100 บาท ค้าขายอยู่ 9 ปี 10 ปี ก็มีทุนอยู่แค่
100 บาท ถ้า อย่างนั้น เราไม่ทำเลยดีกว่า เป็นอันว่า เราก็ตั้งใจไว้ว่า
อย่างเลวที่สุดเรา จะเป็นผู้เข้าถึง กระแสของ พระนิพพาน คือ เป็น พระโสดาบัน
เป็นอันดับน้อยที่สุด เลวที่สุด อย่าลืมนะ เราต้องถือว่า การทำจิตให้เข้าถึง
พระโสดาบัน นี่เป็นความเลวที่สุด คือได้ดีน้อยที่สุด เราต้องการจะพึงถึง
แต่ทว่าการเข้าถึงพระโสดาบันนี่ ถือว่าเข้าถึงกระแสพระนิพพาน
เป็นระยะการที่เราจะก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน โดยไม่ถอยหลัง คือไม่กลับถอยหลังกลับมา
เพราะพระนิพพานเบื้องต้น เราจะเกิดระหว่างเทวดากับมนุษย์ หรือระหว่างเทวดากับพรหม
มาเกิดอย่างละ 7 ชาติ พอเป็นมนุษย์ ชาติที่ 7 เราก็เป็นอรหันต์ ถ้าเป็น
โกลังโกละ มีความเคร่งเครียด คือว่า รวบรัดอารมณ์จิต ดึงอารมณ์จิตไว้มั่นคงกว่า
สัตตักขัตตุง อันนี้ เราก็มีจังหวะ เกิดมาเป็นมนุษย์กับเทวดา สลับกันอีก
3 ชาติ เราก็เป็น อรหันต์ถ้ามีอารมณ์เคร่งครัดเรียกว่า มีอารมณ์จิตมั่นคงอย่างยิ่งในองค์ของพระโสดาบัน
เราตายจากคนไปเป็นเทวดาหรือพรหม พ้นจากนั้นมาเป็นมนุษย์อีกหนึ่งชาติ
เราก็เป็นอรหันต์ นี่เป็นอันว่า อาการของพระโสดาบันมี 3 อย่าง มี 3
ระดับ
ทีนี้ คนที่เป็นพระโสดาบันจริง ๆ เราเอาอะไรเป็นเครื่องกำหนด
อันดับแรก เราก็ต้องรู้องค์ของพระโสดาบัน ทีนี้พูดถึง
สังโยชน์ ยังไม่จบ อันดับแรกเรานึกถึงสังโยชน์ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
ที่เราจะต้องตัดอารมณ์ อารมณ์ที่เกาะขันธ์ 5 คือ เกาะกาย คราวนี้เราไม่เกาะละ
ปล่อยน้อย ๆ คิดว่า ร่างกายนี้ จะต้องตายแน่ เราควบคุมมันไม่ได้แน่นอน
แม้แต่องค์สมเด็จพระชินวร เป็นพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่สามารถ จะควบคุมร่างกาย
ไม่ให้ตายได้ มันตายแน่ เราไม่ยอมเกาะมันเกินไป แต่มันยังเกาะอยู่นะ
พระโสดาบันเกาะกายเหมือนกันแต่ไม่หลง คิดว่ามันจะไม่ตาย คิดว่ามันจะตายไว้เสมอ
ที่นี้สังโยชน์ที่สอง ท่านบอกว่า วิจิกิจฉา เราใช้ปัญญา
พิจารณาพระธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะในเรื่องของศีล
ว่าเราพอจะเชื่อได้ไหม ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
สีเลนะ สุคติง ยันติ ศีลเป็นปัจจัยให้มีความสุข
สีเลนะ โภคะสัมปะทา ศีลเป็นปัจจัยให้ทรัพย์สินเยือกเย็น
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ศีลเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพาน
ใช้ปัญญาพิจารณาศีล 5 ประการ ว่าเราต้องการให้บุคคลทั้งหลาย
มีศีลเพื่อเรา แล้วเราล่ะ เป็นผู้มีศีลเพื่อบุคคลอื่นไหม คำว่าเราต้องการให้คนอื่นมีศีลเพื่อเรา
ก็หมายความว่า เราไม่ต้องการให้ใครมาฆ่าเรามา ทำร้ายเรา มาลักทรัพย์สินของเรา
แย่งคนรักของเรา มาโกหกมดเท็จ พูดเสียดสี พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้ประโยชน์
และเป็นคนไร้สติสัมปชัญญะ อันนี้เราไม่ต้องการ
ในเมื่อเราไม่ต้องการ เราก็ใช้ปัญญาสิ อย่าทำเป็นควายๆ
คิดว่าเราไม่ต้องการอย่างนี้ แล้วคนอื่นเขาต้องการอย่างนั้นโดย เฉพาะอย่างยิ่ง
มีความสำคัญที่สุด ถ้าพูดคำหยาบ โกหกมดเท็จเสียดสี ทำลายกำลังใจของบุคคลอื่น
พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล เป็นอาการเสียดสีแทงใจของบุคคลอื่น ทำลายความดีของบุคคลอื่นที่
มีอารมณ์จิตยังไม่มั่นคงนักอาการอย่างนี้เกิดขึ้นใครเลว เราผู้พูดนั่นละเลวที่สุด
เพราะอะไรจึงเลว เพราะไม่ควบคุมวาจาไว้ให้ดี
ทีนี้ทางกายล่ะ ถ้าหากว่า วาจามันไม่ดี กายไม่ดี
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมยของเขา ยื้อแย่งความรัก ถ้าเราเลวอย่างนี้คนอื่น
เขาไม่ต้องการ เราไปทำเข้า ก็จัดว่าเราเลวเกินกว่าที่เขาจะคิดว่าเราเป็นคน
นี่มันเลวเกินไป
สำหรับการไร้สติสัมปชัญญะ เป็นของดีไหม การดื่มสุราและเมรัยเป็นปัจจัยให้ไร้สติสัมปชัญญะ
มันก็ไม่ดี คนไม่มีสติสัมปชัญญะนี่ สัตว์เลี้ยงมีค่ามากกว่า เพราะยังไง
ๆ มันก็เป็นสัตว์
รวมความว่า คนที่มีกายชั่วมีวาจาชั่ว มีสติชั่วอย่างนี้
มีค่าไม่เท่าสัตว์เลี้ยง เพราะอะไร เพราะสัตว์เลี้ยงมันเป็นสัตว์ มันอยู่ในอบายภูมิ
มันไม่มีอารมณ์รู้พิเศษ มันยังต้องโทษอยู่ แต่เราเป็นคนรู้ดีรู้ชั่ว
รู้ตัวว่า ถ้าใครทำความดีความชอบ ใครพูดดี เราชอบ แต่ว่าเรากลับทำชั่วเพื่อเขา
เราพูดชั่วเพื่อเขาอย่างนี้ เรามีค่าไม่เท่าสัตว์เลี้ยง หรือจะกล่าวไปอีกที
ก็มีค่าตัวไม่เท่ากับสัตว์ทั่วไปในโลก เลวกว่าสัตว์ เพราะอะไร เพราะว่า
สัตว์ตายแล้วเกิดเป็นสัตว์ใหม่ หรือมิฉะนั้นก็เกิดเป็นคน มิฉะนั้น
ก็ เกิดเป็นเทวดา แต่คนที่มีกายชั่ว วาจาชั่ว มีอคติชั่ว ตายแล้วลงนรก
ถ้าชั่วมากลงถึงอเวจีมหานรก
นี่เราก็ลองเทียบกันว่า คนประเภทนั้น กับสัตว์เดรัจฉานน่ะ
ใครจะดีกว่ากัน เป็นอันว่า คนประเภทนั้น มีความดีไม่เท่าสัตว์เดรัจฉาน
ใครต้องการบ้าง พวกเรามีความต้องการไหม อาการอย่างนี้ ใครต้องการบ้าง
ถ้าต้องการก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ต้องการ คนที่เกิดเป็นคนแล้ว
แต่ว่าทำตน เพื่อความเป็นสัตว ์และเลวยิ่งกว่าสัตว์ เป็นอันว่า เราต้องประณามตัวแบบนี้
อัตตนา โจทยัตตานัง พระพุทธเจ้าทรงเตือน
และสำนักนี้ พูดอยู่เสมอว่า จงเตือนตนรู้ตนอยู่เสมอ
ระเบียบมี วินัยมี สำนักนี้ ถ้าเลวแล้วละก็ไม่ควรจะไปอยู่ที่ไหนเลย
ถ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องละก็ จงอย่าไปอยู่ที่ไหนเลย ถ้าที่ดีไม่มีใครเขาคบ
เขาฟังธรรมะกัน วันละ 4 เวลา แต่ว่า ถ้ายังเลวอยู่ แสดงว่า สัตว์เดรัจฉานดีกว่าเราเยอะ
นี่เราต้องประณามตัวแบบนี้ เราอย่าไปนั่งมองคนอื่นเขา มองตัวเรานี่
เตือนกันทุกเย็น ใครมีความรู้สึกตัว บ้างไหมว่า เราเลว ถ้าเลวแล้ว
ไม่เห็นว่าเลว ก็แสดงว่า เรารวมอยู่กับพระเทวทัตได้แน่นอน นี่เราต้องประณามตัวเราแบบนี้
คนดีน่ะเขาไม่ยกย่องตัวเอง คนดีเขาประณามตัวเอง เพราะว่า
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า อัตตนา โจทยัต ตานัง จงพยายาม ประณามตนไว้เสมอ
โจทก์กล่าวโทษ มองหา ความผิดของตัวไว้ เป็นปกติ อย่าไปหาความดี
ในเมื่อมันหาความผิดไม่ได้ละมันก็ดีเอง ถ้าไม่มีชั่วละมันดี
สังโยชน์ที่เราจะพึงตัด
1. ไม่อาลัยในชีวิตมากเกินไป รู้ว่าเราจะต้องตาย
2. ไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
3. รักษาศีลบริสุทธิ์
นี่เราจะเห็นว่า พระโสดาบัน นี่มีเท่านี้ อันนี้
เราก็หันไปอีกที ถึงองค์ เมื่อกี้เป็นสังโยชน์ บุคคลผู้เป็นพระโสดาบัน
มีอารมณ์อย่างนี้
1. เคารพในพระพุทธเจ้า
2. เคารพในพระธรรม
3. เคารพในพระสงฆ์ แล้วก็
4. มีศีลห้าบริสุทธิ์ สำหรับฆราวาส สำหรับพระมีศีล
227 บริสุทธิ์ สำหรับเณรมีศีล 10 บริสุทธิ์ ถึงพระสกิทาคามี ก็เหมือนกัน
มีเท่านี้
ตอนนี้สมมุติว่า คนที่เขาไม่เคยเจริญพระกรรมฐาน แต่ชอบสวดมนต์เป็นปกติ
มีศีลห้าบริสุทธิ์ จะถามว่าคนประเภทนี้เป็น พระโสดาบันได้ไหม ก็ต้องตอบว่าได้
คนที่เขานั่งสวดมนต์เป็นปกติเขาสวดด้วยความเคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม
ในพระอริยสงฆ์ เพราะบทสวดมนต์ ทุกบทมีค่าเท่ากัน คือ สรรเสริญความดีของพระพุทธเจ้า
สรรเสริญความดีของพระธรรม สรรเสริญความดีของพระอริยสงฆ์ แล้วเขาก็มีศีลบริสุทธิ์
แต่ตอนนี้ ต้องระวังนิดหนึ่ง ถ้าเรามีจิตเบาเพียงเท่านี้อาจ จะยังไม่ได้พระโสดาบัน
อาจจะเรียกว่า กัลยาณชน
ทีนี้ ถ้าบุคคลผู้นั้นเขามีกำลังใจเพิ่มไปอีกนิดหนึ่งว่า
ที่เรายอมเคารพในพระพุทธเจ้า ยอมเคารพในพระธรรม ยอมเคารพ ในพระสงฆ์
มีศีลห้าบริสุทธิ์ อย่างนี้ เรามีความประสงค์อย่างเดียว คือ พระนิพพาน
ถ้าอารมณ์ใจเขาหยั่งถึงพระนิพพาน อย่างนี้ เป็นพระโสดาบันแน่ นี่อารมณ์ของพระโสดาบัน
มีเท่านี้ พระสกิทาคามีก็เหมือนกัน
แล้วก็อย่าลืมอีกนิดหนึ่งว่า ทำไมเป็นพระโสดาบันยังรักเขาอยู่ล่ะ
ยังอยากแต่งงาน ยังอยากรวยยังมีความโกรธ ยังมีความหลง นี่ก็ต้องย้ำลงไปอีก
นิดว่า ดูองค์ของพระโสดาบันว่ามีอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
อธิศีลสิกขา คือ มีศีลยิ่งเท่านั้นเอง พระโสดาบัน สกิทาคา มีความสำคัญอยู่ที่ศีล
เขาอยากรวยเขาก็ไม่โกงใคร เขารัก เขาก็อยู่ในขอบ เขตของศีล เขาโกรธเขาไม่ฆ่าใคร
เขาหลงรัก หลงสวย หลงงาม เขาก็ไม่ลืมความตาย นี่จำไว้ว่า นี่เป็นองค์ของพระโสดาบันแล้วการปฏิบัติเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์เบื้องต้น องค์สมเด็จพระทศพลกล่าวว่า เต็มไป
ด้วย อธิศีลสิกขา
สำหรับการพูดในวันนี้ ก็ขอยุติไว้เพราะหมดเวลา ต่อจากนี้ไปขอท่านทั้งหลายตั้งกายให้ตรง
ดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|