ทางสายเข้าสู่พระนิพพาน ตอนที่ 3


อารมณ์ของพระโสดาบัน

โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว ต่อไปนี้ขอให้รวบรวมกำลังใจให้อยู่ในเขตของ กุศล คือ อันดับแรกตั้งใจฟังเสียง ขณะที่ได้ยินเสียงชัด รู้เรื่องทุกอย่าง ทุกถ้อยคำ อย่างนี้ชื่อว่า จิตเป็น สมาธิ เพราะคำว่า สมาธิ แปลว่า ตั้งใจไว้เฉพาะเหตุใดเหตุหนึ่ง นี่เราตั้งใจฟังเสียงเมื่อฟัง แล้วก็คิดตามเป็นตัว ปัญญา

วันนี้จะพูดต่อถึงทางสายเข้าสู่พระนิพพาน เมื่อวานนี้ได้กล่าวไว้แล้ว ตามพระพุทธพจน์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

อธิศีลสิกขา เป็นกำลังของ พระโสดาบัน กับ พระสกิทาคา

อธิจิตสิกขา เป็นกำลังของ พระอนาคามี

อธิปัญญาสิกขา เป็นกำลังของ พระอรหัตผล

นี่ถ้าเราเข้าใจ รวบรัดในการปฏิบัติพระกรรมฐาน เราก็จะมีกำลังใจเข้าถึงมรรคถึงผลได้โดยง่าย แต่ทั้งนี้ ก็ต้องเว้นไว้แต่ว่า เว้นจาก ปลิโพธิ และ ติรัจฉานกถา

จงจำไว้ว่า อารมณ์ใด ที่ประกอบไปด้วย ความรัก ประกอบไปด้วย ความโลภ ประกอบไปด้วย ความโกรธ ประกอบไปด้วย ความหลง อันนั้นพระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นอารมณ์ของติรัจฉาน

คำว่า ติรัจฉาน ก็หมายความว่า ไปขวาง

เดรัจฉานนี่ เขาแปลว่า ไปขวาง ๆ คือ มันขวางจากทางดี มันไม่ตรงดี เพราะว่า อาการอย่างนั้น เป็นอาการของ เดรัจฉาน ใจคิด เป็นใจของเดรัจฉาน วาจากล่าว ติรัจฉานกถา เป็นวาจาของเดรัจฉาน อาการทำเป็นอาการของ เดรัจฉาน ใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์

ฉะนั้นอาการของเดรัจฉานทั้งหมด อันพึงจะเกิดทางจิตก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี จงอย่ามีในสำนักของ เราจงระมัดระวัง กำลังใจเป็นสำคัญ อย่าเอาอารมณ์ของเดรัจฉาน เข้ามาใช้ในจิต และก็จงอย่าไปเพ่งเล็งบุคคลอื่น จงอย่าสนใจกับอารมณ์ ของคนอื่น

จงอย่าสนใจกับจริยาของบุคคลอื่น ให้พยายามปรับปรุงใจตนเองเป็นสำคัญ และให้ทรงพรหมวิหาร 4 มีอิทธิ บาท 4

ฟังแล้วก็ต้องจำ จำแล้วก็ต้องประพฤติปฏิบัติ จงจำไว้ ถ้าจำไม่ได้ ก็จงรู้ตัวว่าเลวเกินไป คนเลวเขาไม่เรียกว่าคน เขาเรียกว่า สัตว์ในอบายภูมิ

ต่อนี้ไปให้ทุกคน ควบคุมตัวเองเป็นสำคัญ อย่าเข้าไปยุ่งกับบุคคลอื่น ทุกคนที่เข้าในสำนัก ควรจะปฏิบัติ อยู่ในความดี และควบคุมตัวเองเป็นสำคัญ อย่าทำจิตเสีย อย่าทำวาจาเสีย อย่าทำใจเสีย ถ้าอยากจะเสีย ไปเสียที่อื่นอย่ามาเสียที่นี่ เพราะอะ ไร

เพราะว่า เราสอนเพื่อความอยู่เป็นสุข เราปฏิบัติกัน เพื่อความอยู่เป็นสุข ความเป็นสุขเกิดจากอะไร

หนึ่ง อธิศีลสิกขา มีศีลเป็นปกติคนที่เขามีศีลน่ะเขาไม่สร้างความยุ่งให้เกิดกับบุคคลอื่น เพราะว่าเขามองหาความเลวของ ตัวเป็นสำคัญ ถ้าจิตของเราดีละก็ มันก็ไม่ยุ่ง กายก็ดี วาจาก็ดี ถ้าจิตของเราเลว วาจาก็เลว กายก็เลว ทุกคนจงสำนึกตัวไว้ อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้น เป็นการผิดระเบียบตามพระพุทธศาสนา และตามระเบียบวินัย แล้วเราก็ควบคุมศีล

ศีลของเรามีเท่าไรปฏิบัติให้ครบ ทำไว้ให้มันครบ ธรรมะมีเท่าไร ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน มีเท่าไรปฏิบัติให้ครบ อารมณ์สมถะมี 40 ปฏิบัติให้มันครบองค์ วิปัสสนาญาณ มีเท่าไร ปฏิบัติให้ครบ ถ้าพยายามคิด ประพฤติปฏิบัติ อยู่อย่างนี้ มันก็ไม่มีเวลาที่จะไปยุ่งกับบุคคลอื่น ถ้าเราดีเสียแล้ว ก็ไม่สร้างความยุ่งยากความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น

อาการที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่นก็ชื่อว่าไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง คนอื่นเขามีอารมณ์เป็นสุขเรา ก็มีอารมณ์เป็นสุข ถ้าเราทำคนอื่นเขา ให้มีความเร่าร้อน เราก็ได้รับอารมณ์เร่าร้อนเช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้ากล่าวว่า

"ปูชโก ละภะเต ปูชัง วันทโก ปฏิวันทะนัง" ผู้บูชาย่อมได้ การบูชาตอบ ผู้ไหว้ย่อมได้ไหว้ตอบ

ถ้าเรามีพรหมวิหาร 4 เสียอย่างเดียวมัน จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ความเร่าร้อนมันก็ไม่เกิดขึ้น

ขอทุกท่าน จงพยายามควบคุมกำลังใจ ประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกแบบ เพราะสถานที่นี้เป็นพุทธเขต คือเป็นเขตของพระพุทธ เจ้าพระพุทธเจ้าย่อมจะไม่เลี้ยงคนชั่ว พระพุทธเจ้าทรงยกย่องแต่คนดี นิคคหะ ปัคคหะ เป็นจริยาของพระพุทธเจ้าใครดี ก็ยกย่องสรรเสริญ ความดีเป็นส่วนของความดี ใครผิดพระพุทธเจ้าลงโทษ อย่าเอาความดีเข้ามาบวก ถือว่าทำความดีแล้ว ทำความชั่วไม่มีโทษ อันนี้ไม่ได้มันคนละเรื่อง นี่เป็นการควบคุมกำลังใจของเราให้ เข้าถึงพระโสดาปัตติผล

อารมณ์ แห่งพระโสดาปัตติผล นี่ความจริงมันเป็นหญ้าปากคอกแล้ว พูดกันง่ายๆ ก็เป็นของเด็กเล่น สำหรับผู้ใหญ่เราบวช กันเข้ามาแล้ว เวลานานพอสมควร ทำไมไม่รักษาอารมณ์นี้ให้ได้ นี่พูดสำหรับคนชั่ว สำหรับที่ท่านมีอารมณ์ดีก็มีมาก ที่รู้ว่าอารมณ์ชั่วก็เพราะว่า ปากชั่ว จริยาเกิดทางกายชั่ว มันมาจากใจชั่ว ให้รู้ตัวความชั่วของตัวไว้ ทีนี้เราจะปราบความชั่วของ เราได้ยังไง ก็ทรงพรหมวิหาร 4 ไว้เป็นสำคัญ ถ้ามี พรหมวิหาร 4 แล้ว หาชั่วไม่ได้ ศีลก็บริสุทธิ์

พระโสดาบัน ท่านบอกว่า มีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ คำที่ จะเคารพจริง ๆ หรือ การที่จะเคารพจริง ๆ ก็คือ คุมศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ให้เกิดขึ้น ทรงกายสุจริต ทรงวจีสุจริต ทรงมโนสุจริต นี่เป็นจริยา ของฆราวาส หรือ ของพระ สำหรับพระเณร มีศีลมากอยู่แล้วก็ไม่ควรจะเลว ถ้าเลวละก็ไปเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉาน สู้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ได้ตามที่พูดแล้ว เมื่อคืนนี้

เมื่อคืนเราอธิบายกันมาแล้วว่าอาการของพระโสดาบัน ก็มีความเคารพใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลห้าบริสุทธิ์ เพราะ มีอธิศีลสิกขาเป็นสำคัญ เป็นปัจจัย ของพระโสดาบัน กับพระสกิทาคา ในเมื่อพูดกันตอนนั้น และก็ปรารภกันบอกว่า การปฏิบัติอย่างนี้ไม่ต้องสนใจเรื่องจริต จริตมันจะเป็นยังไงก็ช่าง เราสนใจอยู่อย่างเดียวว่า มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ มีศีลบริสุทธิ์ มีนิพพาน เป็นอารมณ์ แล้วก็มี มรณานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ นึกถึงความตายไว้ เป็นปกติว่า ตายแล้วเราจะไม่ยอมไปในที่ชั่ว

ทีนี้ถ้าเราจะตายให้มันดี มันก็ต้องมีกายดี วาจาดี มีใจดี ถ้าหากว่า เรามีกายชั่ววาจาชั่วใจชั่วตายแล้วมันก็ชั่ว คือพระโสดา บันคุมกำลังใจ ให้ทรง อยู่ในความดีเท่านั้น ยังไม่สามารถ จะตัดความโลภได้ ยังไม่สามารถ จะตัดความรักได้ ยังไม่สามา รถจะตัดความโกรธได้ ยังไม่สามารถจะตัดความหลงได้ แต่สิ่งทั้ง 4 ประการนี้ยับยั้งอยู่ในขอบเขตของศีล มีวงแคบเข้ามา

เมื่อคืนนี้ เราพูดกันถึงอาการที่จะทรงพระโสดาบัน ถ้าใครเขาจะถามหรือไม่ถาม เราก็สร้างความเข้าใจของเราเองเพราะ คำว่า พระโสดาบันนี่ไม่ ต้องการสมาธิ หรือยังไง ทำไมจึงไม่ได้พูดถึงสมาธิกันบ้าง เป็นอันว่า โสดาบัน ไม่ต้องหาสมาธิจิต หรือคนอื่นเขาถาม หรือท่านจะถามก็ตามใจ หรือเขาไม่ถามก็ได้ ก็เตรียมแก้ความเข้าใจตัวเองเข้าไว้ ก็จงตอบเขาบอกว่า

คนที่นึก ถึงพระพุทธเจ้า คุณความดีของพระพุทธเจ้าเป็นปกติไม่ขาดในอารมณ์ของจิต อันนี้ เป็นการเจริญพระกรรมฐาน เป็น พุทธานุสติกรรมฐาน

ปรารภคุณความดีของพระธรรม ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนที่องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปกติ ไม่ลืมความดีในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว อันนี้เป็น ธัมมานุสติกรรมฐาน

เรานึกถึงคุณความดีของพระอริยสงฆ์ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนจนได้บรรลุมรรคผลเราก็แสวง หาความดีตามนั้น ตามท่านปฏิบัติตามท่าน นึกถึงท่านเข้าไว้ อย่างนี้เป็น สังฆานุสติกรรมฐาน

เรานึกถึงศีล ที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงมอบให้ แนะนำสั่งสอนเรา ระมัดระวังศีลทุกข้อ ทุกสิกขาบท ให้ปรากฏอยู่ครบ ถ้วนอยู่ด้วยดี อย่างนี้เป็น สีลานุสติกรรมฐาน

เรานึกถึงพระนิพพาน เป็นอารมณ์ คิดว่า การปฏิบัติอย่างนี้ เรามีความมุ่งหมายอย่างเดียว คือ พระนิพพาน อย่างนี้เป็น อุปสมานุสติกรรมฐาน

เรามีความรู้สึกอยู่เสมอว่าเราจะต้องตายแน่ จะตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายด้วยอาการปกติหรือด้วยอุบัติเหตุ ก็ตาม ก็ขึ้นชื่อว่าจะต้องตาย เราไม่ประมาทในชีวิต ก่อนที่เราจะตาย จะกอบโกยความดีใส่กำลังใจไว้ให้มันครบ พระพุทธ เจ้าทรงสอนแบบไหน ปฏิบัติให้จบ ให้ครบทุกประการ ให้บริบูรณ์ทั้งหมด ในฐานะที่เป็น สาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุ คต อย่างนี้เป็น มรณานุสติกรรมฐาน

เป็นอันว่า ด้านของสมาธิจิตของพระโสดาบันนับไปให้ดีว่ามีอะไรบ้าง

1. พุทธานุสติ
2. ธัมมานุสติ
3. สังฆานุสติ
4. สีลานุสติ
5. อุปสมานุสติ
6. มรณานุสติ

ทีนี้การเจริญพระกรรมฐานพร้อมๆ กันเขาทำยังไง การที่จะเป็นพระโสดาบันมีกฎบังคับว่า ถ้าอารมณ์จิตต่ำกว่าปฐมฌาน จะเป็นพระโสดาบันไม่ได้ หรือว่าจะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ อย่างเลวที่สุด จิตต้องทรงอยู่ ในปฐมฌานเป็นปกติ และ อย่างดีที่สุด จิตก็จะทรงอยู่ในฌาน 4 เป็นปกติ แต่ฌาน 4 นี่ปกติ ไม่ได้ปกตินี่ หมายความว่า ถึงเวลาที่เราจะใช้ ในยามปกติ ธรรมดา เราพูด เราคุย เราทำงาน จิตต้องอยู่ในปฐมฌานเป็นปกติ แล้วอารมณ์ปฐมฌานเป็นอย่างไร

อารมณ์ปฐมฌาน ก็คือว่า เมื่อกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นสำหรับเรา อารมณ์นี้ จะคุมอยู่ในอนุสติทั้งหกตลอดเวลา เราจะไม่ลืมพระพุทธเจ้า เราจะไม่ลืมพระธรรม เราจะไม่ลืมพระสงฆ์ เราจะไม่ลืมศีล เราจะไม่ลืมพระนิพพาน เราจะไม่ลืมนึกถึงความตาย

นี่ถ้าทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ มันจะมีบ้างไหม ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น จะไปยุ่งกับจริยาของบุคคลอื่น จะไปยุ่งกับอาการของบุคคลอื่น จะไปติโน่นติงนี้ ว่าคนนั้นด่าคนนี้ เสียดสีคนโน้น เสียดสีคนนี้ มันจะมีไหม แล้วมีการทนงตน มันจะมีไหม ไม่มีสำหรับคนดีประเภทนี้

ความจริงพระโสดาบัน ไม่มีอารมณ์สูงพิเศษอะไรเลย ถ้าเราจะกล่าวกันว่า ถ้าเป็นชาวบ้าน ก็เป็นชาวบ้าน ชั้นดีเท่านั้น ถ้าเป็นพระก็เป็นพระชั้นเลวไม่ใช่พระชั้นดี พระโสดาบันนี่เป็นพระเริ่มต้น เป็นพระเด็กๆ ถ้าเป็นพระก็เรียกว่า พระชั้นเลว ถ้าเป็นฆราวาสก็เป็นฆราวาสชั้นดี แต่ถ้าอารมณ์ของเรา ทรามลงกว่า พระโสดาบันล่ะ ถ้าเป็นพระก็เลยเป็นพระเดรัจฉานไป ถ้าฆราวาส ก็จัดว่า เป็นปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลส เป็นพาลชนคนโง่ โง่เพราะอะไร โง่เพราะไม่คุมความดี ไม่หาความ สุขให้เกิดแก่ตน ทั้งนี้ก็เพราะว่า คนที่เข้าถึงพระโสดาบันน่ะ มีอารมณ์เป็นสุขปกติ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว

คำว่า ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ก็คือ เขาเฮที่ไหนไปที่นั่น เขาลือที่โน่นดีไปที่โน่น เขาลือที่นี้ดีมาที่นี่ ผลที่สุด หาดีอะไรไม่ได้ จับไม่ถูก มีอารมณ์ไม่แน่นอนมี สติไม่ตรง อย่างนี้ไม่ใช่พระโสดาบัน

สำหรับพระโสดาบันน่ะอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น ที่ไหนไม่สำคัญ คำสอนของอาจารย์องค์ไหน พระองค์ไหน องค์ไหนๆ ก็ไม่สำคัญ ถ้าตรงต่อคำสอนของ องค์สมเด็จพระบรมสุคต พระโสดาบันยอมรับ ย่อมไม่ถือว่า อาจารย์เป็นสำคัญ ถือพระพุทธเจ้า เป็นสำคัญ ไม่ใช่ไปนั่งนับถือตัวบุคคลว่า พระองค์นั้นสอนดี พระองค์นี้สอนไม่ดี อาจารย์องค์นั้นสอนดี อาจารย์องค์นี้สอนไม่ดีเขา ไม่ถืออาจารย์เป็นตัวสำคัญ เพราะท่านถือว่าเป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรส

ฉะนั้น ท่านที่ถึงพระโสดาบันแล้ว จึงยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็น พระพุทธบิดา

อย่าง พระนางสามาวดี เมื่อพระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอทรงขอขมา เพราะการหลงผิดลงโทษพระนางสามาวดี โดยไม่มีโทษ แต่โทษไม่เกิด เพราะ ลูกศรไม่ทำอันตรายพระนาง พระเจ้าอุเทน ก้มลงจะกราบขอขมา พระนางบอกว่า ขอขมา หม่อมฉันไม่ได้ ต้องไปขอขมาต่อบิดาของหม่อมฉัน นี่การผิดในพระอริยเจ้า ต้องขอขมาตรงต่อพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า ขอขมาต่อบิดาเพราะถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ

ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลาย การปฏิบัติพระกรรมฐาน จงอย่านำความเลว เข้ามาไว้ในจิต ขอได้โปรดทราบว่า สำนักของเราตั้งมานานพอสมควร องค์เก่าอยู่นานพอสมควร ถ้ายังมีอารมณ์เลวอยู่ เราก็จะคัดออกไป จะไม่เห็นหน้ากับบุคคลผู้ใด ทำความดีเพียงใด นั่นเป็นเรื่องของความดี แต่ความชั่ว ต้องเป็นเรื่อง ของความชั่ว อย่างเอาความดี เข้ามากู้ความชั่ว อันนี้อภัยให้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ปฏิบัติอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ขอท่านทั้งหลาย ถ้าปรารถนา จะทรงความเป็น พระโสดาบันไว้ แต่ความจริงพระโสดาบันนี่ ใครปฏิบัติเต็ม 3 เดือน ไม่ได้พระโสดาบันนี่รู้สึกว่า จะเลวเกินไป เพราะมันเป็นของไม่ยาก จะเลวเกินกว่าที่ คิดว่ามีความดีอยู่บ้าง เพราะว่า อะไร

เพราะว่า มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรมเคารพในพระสงฆ์ นึกถึงความดีของท่านเป็นปกติ อันนี้มันน่า จะมีกับพวกเราอยู่แล้วเป็นของธรรมดา และการมีศีลบริสุทธิ์ มันก็ควรจะมีอยู่แล้ว นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ มันก็ควร จะมีได้เป็นของไม่ยาก นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ มันก็ควรจะมีอยู่แล้ว

และการตัดกิเลส ก็ไม่มีความสำคัญตรงไหน ยังมีความรักในเพศ ยังมีความอยากรวย ยังมีความโกรธ ยังมีความหลงแต่ไม่ ละเมิดศีล รักแต่ไม่รักนอกขอบเขตของศีล อยากรวยก็รวยด้วยความบริสุทธิ์ คือไม่คดโกงใคร ทำมาหากินตามปกติ โกรธแต่เราไม่ประหัตประหารบุคคลอื่น หลงยังรักสวยรักงาม แต่ไม่ลืมความตาย นี่เป็นของง่าย ๆ หญ้าปากคอก เป็นของที่ไม่เกินวิสัยพอจะทำได้

หวังว่าต่อนี้ไปท่านทั้งหลายคงจะไม่มีใครเลว มีแต่ความดีและก็ทรงความดีทั้งหลายอย่างนี้ไว้ ถ้าเป็นพระทรงความดีแค่นี้ ผมยังถือว่า เลวเกินไปในฐานะที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ สำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส ก็ขอยกย่องว่า ถ้าทรงไว้ได้จัดว่า เป็นความดี

และต่อจากนี้ไปขอท่านทั้งหลาย โปรดตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออกใช้ คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา

 

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2547 โดย Firstbuddha.com