|
อารมณ์ของพระโสดาบัน และ พระสกิทาคามีมรรค
การทรงจิตในด้านหิริและโอตตัปปะ
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ
ในตอนก่อน ได้พูดถึงจริยาของการปฏิบัติ ให้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน
แต่ในตอนนั้นรู้สึกว่า จะเป็นของพระโสดาบันขั้น สัตตักขัตตุงมากกว่า
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราใช้การพิจารณา
อันดับแรก พิจารณาถึงความตายเป็นอารมณ์ การนึกถึงความตายนี่
บรรดาท่านพุทธบริษัท ต้องถือว่าเป็นจุดสำคัญที่เราจะ ต้องคิดเป็นปกติ
ถ้าลงได้คิดถึงความตายแล้ว คนมันก็เลวได้ยาก ที่เลวๆ นั่นน่ะ โดยมากไม่ได้นึกถึงความตาย
จึงได้ทำความชั่วกันได้ทุกอย่าง ขาด หิริ และ โอตตัปปะ
หิริ ได้แก่ ความละอายแก่ความชั่ว
โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชั่วจะทำความเร่าร้อนให้เกิดที่เลวกันมาได้ก็เพราะอาศัยคุณธรรมทั้งสองประการนี้ไม่มีในจิต
คนเราถ้าขาด หิริและโอตตัปปะ ก็เป็นอันว่า ไม่ใช่มนุษย์ เพราะว่า มนุษย์
แปลว่า มีใจสูง ยิ่งเป็นพระภิกษุสามเณรด้วยแล้ว ก็เลวมากเต็มที
ฉะนั้น คำสอนแต่ละคราว ทั้งตอนเย็น ตอนเช้า ตอนกลางคืน
ตอนดึกก็ตาม มักจะเตือนกันอยู่เสมอว่า ให้นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
จะได้ประกอบความดี องค์สมเด็จพระชินสีห์เอง ก็ได้ทรงตรัสแก่ พระอานนท์
ว่า
"อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เราเองนึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้าออก"
นี่คนดีอย่างพระพุทธเจ้าเป็นจอมอัจฉริยะ หรือว่า
เป็นจอมของสมณะทั้งหมด พระองค์ก็ยังกำหนดจิต จับความตายเป็นอารมณ์
ไม่มีความประมาทในชีวิต เพราะอะไร
ก็เพราะว่า คนถ้านึกถึง ความตาย ก็ต้องมีความรู้สึกว่า
ถ้าเราจะอยู่ ก็อยู่อย่างคนดี ถ้าตายเป็นผี เราก็จะเป็น ผีดี ถ้าไม่นึกถึงความตาย
มันก็ขาดหิริ และ โอตตัปปะ ถ้าอยู่อย่างคน ก็เป็นคนเลว ถ้าตายเป็นผีมันก็
เป็นผีเลว คือ เป็นผีในนรก เป็นผี ประเภทเปรต เป็นผีประเภทอสุรกาย
เป็นผีประเภทสัตว์เดรัจฉานนี่ผลร้าย สำหรับคนที่ไม่นึกถึงความตาย และขาดหิริและ
โอตตัปปะ ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายเมื่อจะสร้างความดี ก็จงทรงจิตไว้ในด้านหิริและโอตตัปปะ
ควบกับความรู้สึกตัวว่า เราจะ ต้องตาย
ความจริง ความตายนี่มี 2 อย่าง ตายประเภทสิ้นลมปราณนั่นอย่างหนึ่ง
ตายประเภทที่มีลมปราณนั่นอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น พระนางสามาวดี กับหญิง 500 ถูกนางมาคันธิยา
อิจฉาริษยา ในที่สุดถึงกับจ้างให้น้าชายหรืออา เข้าไปเผาปราสาทนางกับหญิง
500 ให้ตายพร้อมกันแต่หญิงทั้ง 500 นั้นมีความไม่ประมาทในชีวิต เพราะอารมณ์จิตเป็นพระโสดาบันอยู่แล้ว
จึงได้แนะนำกันว่า พวกเราทั้งหลาย จงอย่าโกรธ ในพระนางมาคันธิยา จงอย่าโกรธในมาคันธิยพราหมณ์
ผู้เผาปราสาท จงมีจิตคิดให้อภัยแก่คนทั้งสอง เร่งรัดรวบรวมกำลังใจสร้างความดีให้สูงยิ่งขึ้นไป
ในขณะที่ไฟใกล้เข้ามา จวนจะเผาเข้ามาถึงกาย ก็ปรากฎว่า บางคนได้เป็นพระสกิทาคามี
บางคนบรรลุถึงพระอนาคามี
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะรู้ว่า ความตาย จะเข้ามาถึงในเดี๋ยวนี้
ท่านทั้งหมดทั้ง 500 คนไม่มีความประมาทในชีวิต รวบรวมกำลังจิต ปลงขันธ์
5 ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในที่สุดมันจะต้องตายแล้ว
ตายดีตาย ชั่วมันก็ตาย
การตายแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ
เพราะพระสงฆ์ไปรายงานให้ฟังว่าหญิง 500 มีพระนางสามาวดีเป็นประธาน
ต้องถูกไฟเผาตาย องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงตรัสว่า
"ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิง 500 ที่ถึงว่าจะตายแล้ว
ก็เหมือนกับคนที่ไม่ตาย"
เพราะอะไร เพราะว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ เขาก็สร้างแต่ความดี
เมื่อตายไปแล้วก็เป็น ผีดี คือ เป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง เป็นสกิทาคามีบ้าง
เป็นพระอนาคามีบ้าง
เป็นอันว่า ท่านที่เป็นสกิทาคามี เรื่องอบายภูมิไม่ต้องพูดกัน
ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียวก็ไปนิพพาน ท่านที่เป็น อนาคามี
ตายไปเป็นเทวดา แล้วนิพพานบนนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ กล่าวว่า เขาผู้นั้นยังไม่ตาย
คือว่าไม่ตายจากความดี มีความดีก้าวขึ้นสูงกว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ปกติ
สำหรับพระนางมาคันธิยา ก็ถูกพระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์
สั่งประหารชีวิตพร้อมด้วยพวกและญาติ ในฐานะที่เป็นจอมอิจฉาริษยาคนอื่น
คืออิจฉาริษยาพระนางสามาวดี พร้อมด้วยหญิง 500 ที่เป็นบริวาร จนกระทั่งถึงความตายในที่สุด
พระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอ ก็สั่งให้จับ พระนางมาคันธิยา
กับบรรดาญาติทั้งหลาย โดยเฉพาะ ญาติทั้งหลายเหล่านั้น ให้ขุดหลุมฝังลงไปครึ่งตัวแล้วให้เอาฟางมาสุมให้เลยหัว
สั่งเอาไฟจุดแล้วก็ใช้ช้างเทียมไถเหล็ก เดินไถพวกนั้นขาดกลางตัว
สำหรับตัวนางมาคันธิยา จอมอิจฉาริษยา เป็นหัวหน้าคนในด้านทำลายความดีของบุคคลอื่น
พระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอให้จับผูกมือ สองมือ แขวนเท้าหวิด
ๆ กับพื้นให้เอาผ้าม้วน ๆ ยัดใส่ปากแล้ว เชือดเนื้อทีละชิ้น เอามาทอด
น้ำมัน ทอดสุกแล้วบังคับให้นางมาคันธิยากินจนกว่าจะตาย
การตายแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ กล่าวว่า นางมาคันธิยา
ในสมัยที่ยังไม่ตาย ก็เหมือนกับ บุคคลที่ตายแล้ว คือ มีแต่ความชั่ว
ไม่มีความดี ตายจากความเป็นสุข มีแต่ความเร่าร้อน
นี่การที่จะบำเพ็ญตน ให้เป็นพระโสดาบัน เราก็ต้องนึกถึงความตาย
เป็นปกติ ถ้าพวกเราเป็น พระโสดาบัน ไม่ได้ ก็รู้สึกว่า เป็นที่น่าเสียดาย
อยู่ในสถานที่เช่นนี้ รับฟังธรรมะกันทุกวัน วันละหลายเวลา ยังจะคบกับความชั่ว
คือขาดหิริและโอตตัปปะ เข้ามาเป็นประจำ ตามที่เคยปฏิบัติกันมา ในกาลก่อน
ก็รู้สึกว่า จะเลวเกินไป สำหรับการเกิดเป็นคน ไม่สมควรจะเอาภาค ของมนุษย์
เข้ามาสวมกาย เอาใจเข้ามาสิงในภาคของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นพระภิกษุสามเณร
ก็จะเลวมาก ที่สุด เพราะว่า ภิกษุสามเณรจะต้องมี อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา
อธิปัญญาสิกขา
ฉะนั้น จงพยายามรวบรวมกำลังใจ ให้ทรงไว้เฉพาะความดี
อย่าปล่อยให้ความเลว มันหลั่งไหลเข้ามาสู่ใจอีก เพราะความเลว ไม่ให้ผลความสุข
แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติ มีอย่างเดียว คือ ความทุกข์ ความเร่าร้อน เช่นเดียวกับนางมาคันธิยา
จงอย่านึกว่า จะมีใครเขาปรานีในฐานะที่เราเป็นคนเลว มันหาไม่ได้ โลกนี้ทั้งโลก
ไม่มีใครเขาเมตตาปรานีคนเลว
ทีนี้ การลงโทษ เราก็จงอย่าคิดว่า คนอื่นจะต้องมาลงโทษเรา
ก่อนที่คนอื่นจะลงโทษ กรรมที่เราทำความชั่ว มันก็ทำความเร่าร้อน ให้เกิดขึ้นแก่เรา
ใครเขาพูดความชั่ว คราวใด เราก็สะดุ้ง เพราะเรามันเลว พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"อัตตนา โจทยัต ตานัง" จงเตือนตนไว้เสมอ และจงโจทก์ตน กล่าวโทษตน ไว้เป็นปกติหา
ความชั่วของตัว อย่าไปหาความชั่ว ของบุคคลอื่น ถ้าเลวมากเท่าไหร่ เราก็เพ่งเล็งความเลวของบุคคลอื่นมากเท่านั้น
ถ้าเราดีมากเท่าไหร่ เราก็ไม่มองเห็นความเลว ของบุคคลอื่น เพราะ ยอมรับนับถือกฎของกรรม
ที่เรายังไปแส่หาความเลวของบุคคลอื่น เสียดสีเขาบ้าง พูดกระทบกระเทียบ
เขาบ้าง ทำลายความ สุขใจเขาบ้าง นั่นแสดงว่า เรามันเลวที่สุดของความเลว
คือ ความเลวมันไม่ได้ขังอยู่เฉพาะในใจ มันไหลออกมาทางกาย ไหลออกมาทางวาจา
เพราะมันล้น เลวจนล้น นี่ขอทุกท่านจงจำไว้
อย่าไปมองดูความเลว ของคนอื่น มองดูความเลวของตน
ไม่ต้องไปปรับปรุงบุคคลอื่น ปรับปรุงเราเองให้มันดีที่สุด
ทีนี้ จิตที่มันจะดี มันดีตรงไหน ก็ดีที่ตรงว่า
นึกถึงความตาย มีหิริ และโอตตัปปะ อายความชั่วเกรงกลัวความชั่ว
ความชั่ว มันมีอะไรบ้าง เราก็รู้กันอยู่แล้ว เราต้องเป็นผู้มีศีล ถ้าทำลายความสุข
ของบุคคลอื่นจะชื่อว่า เราเป็นผู้มีศีลได้ยังไง
ทำลายความดีของบุคคลอื่น เราจะเป็นผู้มีศีลได้ยังไง
จิตของเรานอกจากจะทำอธิศีลสิกขาแล้ว ก็ต้องเป็น อธิจิตสิกขา อธิจิตสิกขา
คือ ทรงจิตให้อยู่ในด้านของความดี เรียกว่า ฌานสมาบัติ
ฌานสมาบัติ นี่แปลว่า นึกถึงความดี อยู่ตลอดเวลา มี พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องประจำใจ
ถ้าเราอายความชั่ว เกรงกลัวผลของความชั่ว ก็ต้องใช้พรหมวิหาร 4 เข้ามาประคับประ
คองอารมณ์ของจิต เมื่อพรหมวิหาร 4 คือ
เมตตา ในคนทั้งหลายและสัตว์ทั้งหมด
กรุณา มีความสงสารปรารถนาเกื้อกูลจะให้มีความสุข
มุทิตา มีจิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาบุคคลอื่น
เมื่อเห็นบุคคลอื่นได้ดี ก็พลอยยินดีด้วย
อุเบกขา วางเฉยในเมื่อกฎของกรรม หรือกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
มันเกิดขึ้น มันสุดวิสัยที่จะพึงระงับได้ เราก็วางเฉย ไม่ดิ้นรน คือไม่ซ้ำเติมเมื่อบุคคลอื่นได้รับความทุกข์
นี่ถ้าอาการทั้ง 4 อย่างมีอยู่ในใจของเรา ความชั่วมันเกิดขึ้นไม่ได้
ที่เราต้องชั่วกันเพราะว่า ขาดหิริและโอตตัปปะ ขาดนึก ถึงความตาย ขาดพรหมวิหาร
4 ถ้าขาดสิ่งทั้ง 3 ประการนี้ ศีลของเรามันก็ไม่มี จะทรงเพศ เป็นพระ
จะทรงเพศ เป็นเณร จะทรงเพศเป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็สักแต่ว่า พึงมีเพียงเพศเท่านั้น
อย่างนี้ พระพุทธเจ้าถือว่า เถน เถน แปลว่าหัวขโมย คือ ขโมยเพศของสมณะมาใช้
แต่น้ำใจจริง ๆ นั่นเลวยิ่งกว่า สัตว์เดรัจฉาน เพราะสัตว์เขาถือว่าเป็นสัตว์อยู่แล้ว
มันจะรบกวน กันเขาก็เป็นสัตว์ อยู่ในอบายภูมิ แต่คนเรามีน้ำใจคล้ายสัตว์
ไม่ยอมรับนับถือความดีซึ่งกันและกัน มันก็เลวกว่าสัตว์ นี่ต้อง ประณามตนอย่างนี้
การประณามตน ต้องประณามให้หนัก อย่าประณามเบา
อย่ามองในด้านของความดี
ถ้าจิตของเรา ทรงอยู่ในพรหมวิหาร 4 แล้วมีอะไรบ้างที่มันจะเกิดขึ้น
นั่นก็คือ ศีลบริสุทธิ์ ไม่ต้องระมัด ระวังศีล ความเป็นผู้มีเหตุมีผล
มีความเคารพ ในองค์สมเด็จพระทศพล ก็มีพร้อมบริบูรณ์ เพราะอะไร เพราะคนที่
ทรงศีลบริสุทธิ์ ก็แสดงว่า มีความเคารพ ในพระพุทธเจ้า มีความเคารพ
ในพระธรรม มีความเคารพ ในพระสงฆ์ เพราะว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ทรงแนะนำ ให้จิตอยู่ในขอบเขตนี้ เรามีความเคารพ ในองค์สมเด็จพระชินสีห์
เป็นต้น เราจึงมีศีลบริสุทธิ์ เราจึงรู้จัก อายความชั่ว เกรงกลัวความชั่ว
จึงได้มีการ ประกอบความดี คือ จิตทรงพรหมวิหาร 4 มีหิริและโอตตัปปะ
นึกถึงความตาย เป็นอารมณ์ อยู่ที่ไหนก็มีแต่ ความเยือกเย็น มีแต่ความเป็นสุข
เราก็เป็นสุข บุคคลอื่น ก็เป็นสุข เพราะกายไม่เสีย ปากไม่เสีย ทั้งนี้เพราะว่าใจไม่เสีย
ถ้ากายเสีย ปากเสีย ก็แสดงว่าใจมันเสีย เสียมากจนล้นมาถึงกาย ถึงวาจา
นี่เป็นอันว่า ถ้าทรงคุณธรรมอย่างนี้ได้ ความเป็นพระโสดาบันก็ย่อมปรากฏ
ทีนี้สำหรับวันนี้ขอดูเวลาก่อน พอจะมีเวลาพูดไหม
ขอพูดต่อไปว่าเราพูดกันมาถึงด้านพระโสดาบันว่า ประกอบไปด้วยองค์ 4
ประการ คือ
1. มีความเคารพใน พระพุทธเจ้า
2. มีความเคารพใน พระธรรม
3. มีความเคารพใน พระสงฆ์
4. มีศีลบริสุทธิ์
นี่เป็นองค์ของพระโสดาบัน แต่องค์ทั้งหลายอย่างนี้
จะเกิดขึ้นมาได้ ก็เพราะอาศัย มรณานุสติกรรมฐาน เป็นเบื้องต้นที่เรา
คิดว่าเราจะต้องตาย จงอย่าคิดว่า อีกสองวันตาย สามวันตาย จงคิดไว้เสมอว่าเราอาจจะต้องตายเดี๋ยวนี้
และ ตายก็จงตายดี ตายอย่างพระนางสามาวดี พร้อมด้วยหญิง 500 อย่าเป็นคนมีลมปราณแต่ว่า
ยืนตายจากความดี อย่างเหล่าของนาง มาคันธิยา
ทีนี้ สำหรับอนุสติที่จะพึงปฏิบัติในความเป็นพระโสดาบันก็คือ
1. มรณานุสติกรรมฐาน นึกถึงความตายเป็นอารมณ์
2. พุทธานุสติกรรมฐาน นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
3. ธัมมานุสติกรรมฐาน นึกถึงความดีของพระธรรมเป็นอารมณ์
4. สังฆานุสติกรรมฐาน นึกถึงความดีของพระสงฆ์เป็นอารมณ์
5. สีลานุสติกรรมฐาน นึกถึงความดีของศีลเป็นอารมณ์
6. พรหมวิหาร 4 อย่างนี้ ไม่เรียกว่า อนุสติ
ใคร่ครวญในพรหมวิหาร 4 จัดเป็นกรรมฐานกองหนึ่งเป็นอารมณ์
7. อุปสมานุสติ นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์
ทั้งหมดนี้ ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนา ให้ใช้จิตควบคุมอยู่ตลอดวัน
ทั้งเวลาลืมตา และหลับตา นี่นักปฏิบัติที่ดี เขาใช้แบบนี้ ไม่ใช่ว่า
เวลาหลับตาทำท่าจะเป็นคนดี แต่พอลืมตาขึ้นมาแล้ว ความอัปรีย์มันก็เกิดแก่จิต
อิจฉาริษยาบุคคลอื่น กลั่นแกล้ง บุคคลอื่น คิดประทุษร้าย บุคคลอื่นเป็นต้น
อย่างนี้มันใช้อะไรไม่ได้ ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ อย่าว่าแต่เป็นพระโสดาบันเลย
กลับมาเป็นคน มันยังเป็นไม่ได้ เข้าใจจิตตามนี้
ทีนี้พูดกันไปแล้ว ในด้านของพระโสดาบัน ขอต่อไปอีกนิดถึงอารมณ์ของพระสกิทาคามี
สำหรับพระสกิทาคามีน่ะ ทำให้จิต ละเอียดลงไปกว่านั้น คือ ระงับโลภะ
ความโลภ ระงับโทสะ ความโกรธ ระงับโมหะ ความหลง ให้เบาบางลง ยังไม่หมด
คือ ความโลภยังมีอยู่ แต่ว่าเพลาลงไป ความโกรธยังมีอยู่ยับยั้งไว้ได้เร็ว
ความหลงยังมีอยู่มีอาการเพลาตัวเป็นอันว่า ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง
มันบางบางกว่า พระโสดาบัน ท่านจึงเรียกว่า สกิทาคามี สำหรับสังโยชน์ก็มีความประพฤติเหมือนกัน
แต่จิตละเอียดกว่า
ทีนี้ถ้าหากว่า เราจะระงับความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ทีละตัว
มันก็ลำบาก เราก็มายืนจุดศูนย์กลาง ก็คือทรงพรหมวิหาร 4 เคร่งครัดมีความมั่นคงในพรหมวิหาร
4 มากขึ้น มีหิริและโอตตัปปะมากขึ้น นึกถึงความตายเห็นชัดมีอารมณ์ทรงตัวมากขึ้น
ทีนี้เมื่อเรามีพรหมวิหาร 4 มี หิริและโอตตัปปะ นึกถึงความตาย ใจมันก็เลิกโลภ
เลิกโลภตรงไหน เพราะ มันจะตายรู้ทำกัน ตะเกียกตะกายเหมือนกับว่า เกินพอดีถ้า
หากว่าหาอาหาร หรือหาทรัพย์สินมา ด้วยสัมมาอาชีวะ ไม่จัดว่าเป็นความโลภ
ต้องเอาอาการเกินพอดี ที่สำคัญคือ อยากจะได้ของบุคคลอื่น แม้ไม่ทำแต่ใจมันก็อยาก
อยากจะโกงเขา อยากจะข่มเหงเขา อยากจะอิจฉาริษยาเขา อยากทุกอย่าง ซึ่งเป็นด้านของความเลว
อันนี้ไอ้ตัวอยากตัวนี้เราตัด งดมันเสียได้ ด้วยอำนาจของ พรหมวิหาร
4 หิริ และโอตตัปปะ และ มรณานุสติกรรมฐาน เอาอารมณ์ 3 ประการ เข้าควบคุม
คิดว่า จะอยากได้ของเขาไปทำไม ได้มาแล้ว มันก็ตาย ไม่ได้มันก็ตาย มีเท่านี้ก็พอกิน
หากินแบบนี้ มีได้เท่าไหร่ พอใช้พอกิน หากินให้ มันรวยกว่านี้ หากินด้วยความสุจริตใจ
ไม่มีโทษ เพราะยังเป็นสกิทาคามี
และอารมณ์อีกอันหนึ่ง สำหรับพระสกิทาคามี ที่มีความสำคัญก็คือ
อภัยทาน ให้อภัยแก่ผู้ผิดเราเองก็พยายามไม่ทำผิดอยู่เสมอ ทรงอารมณ์ปกติ
ในมรณานุสติกรรมฐานเคร่งครัด เคารพในคุณพระรัตนตรัยเคร่งครัด มีหิริและโอตตัปปะเคร่งครัด
มีศีลเคร่งครัด มีพรหมวิหาร 4 แข็งกร้าวในจิต ไม่ยอมให้จิต ตกอยู่ในอำนาจของความเลว
นึกถึงการให้ทาน การบริจาค อยู่ตลอดเวลา ตั้งหน้าปรารถนาจะสงเคราะห์คนอื่น
ให้มีความสุข มีอุปสมานุสติ การนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ มีจิตใจ
รักพระนิพพานอย่างยิ่ง
เพียงเท่านี้ จิตใจของบรรดาท่าน พุทธบริษัทชายหญิง
ภิกษุ และสามเณร ถ้าทรงอารมณ์จิตใจ ได้อย่างนี้ จริงๆ ท่านก็เป็น สกิทาคามี
ซึ่งมันเป็นของไม่ยาก ที่ยากก็เพราะว่า เราอยากเลว ถ้าคนอยากดี
พระโสดาบัน กับพระสกิทาคามี ไม่มีอะไรยาก
|