|
อารมณ์พระโสดาบัน และ พระสกิทาคามีมรรค (ต่อ)
การอภัยทาน
โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว
สำหรับวันนี้ ก็จะพูดต่อเมื่อวันวาน แต่การเริ่มต้น ก็ขอ ให้ทุกคนพยายามฝึกฝนอารมณ์ไว้
วิธีการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก นี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการรู้ลมหายใจเข้า
ลมหายใจออกนี่ เป็นการระงับอาการฟุ้งซ่านของจิต เราอธิบายกันมามาก
พูดกันมามาก ไม่อยากจะอธิบายซ้ำ ไม่อยากจะพูดซ้ำ
สำหรับวันนี้ ก็จะได้ปรารภเรื่องของ พระโสดาบัน กับ
พระสกิทาคามี ต่อไป เพราะว่าท่านโสดาบันกับสกิทาคามี ละสังโยชน์ ได้เสมอกัน
แต่ทว่า มีอาการระงับต่างกัน หมายถึงว่า พระสกิทาคามี มีการระงับ หรือว่า
การทำโลภะ โทสะ โมหะ ให้เบา บางลง สำหรับพระสกิทาคามี เบื้องต้น เรียกว่า
สกิทาคามีมรรค นั่นก็ ได้แก่ ถืออภัยทาน เป็นสำคัญ อภัยทาน
ที่จะเกิดขึ้นมาได้ ก็อาศัย พรหมวิหาร 4 ถ้ามีอยู่ในใจ ก็มีแต่ ความรัก
ความสงสาร ตัดความอิจฉาริษยา มีอารมณ์วางเฉยหรือวาง เฉยในอารมณ์ต่างๆ
ที่เป็นเหตุให้ทำลายอารมณ์จิตของเรา วางไว้ ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดา
อันนี้ต้องจำ
ที่ว่าต้องจำก็เพราะว่า บางทีพวกเราก็มักจะลืมกันเหมือนกัน
มักจะไปยุ่งกับจริยาของบุคคลอื่น อันนี้เป็นการไม่สมควรพูด กันมาทุกวันระวังให้ดี
อย่าไปยุ่ง ความเป็นพระให้มันเป็นพระ อย่าทำตนเป็นพะ เป็นเณร จงเป็นเณร
อย่างทำตน เป็นโจร คำว่า โจร หมายความว่า ปล้นความดีของพระพุทธศาสนา
ปรับปรุงใจของตนเองเป็นสำคัญ
ถ้าทุกคนปรับปรุงใจของตนดีแล้ว มันก็ไม่มีเรื่องไปยุ่งกับคนอื่น
ไม่สร้างคนอื่น ให้มีความเร่าร้อน ในการที่จะเพ่งโทษคนอื่น ต้องรู้ตัวว่า
เราเลวเกินไป นี่จงรู้สึกตัวไว้เสมอ รู้สึกตัวว่าเรามันเลว เลวมากจนกระทั่ง
ขังอยู่ในใจไม่ได้ มันจึงอุตส่าห์ ไหลมาจากทางวาจา ไหลมาทางกาย นี่แสดงว่า
ความเลว มันล้น ออกมาจากจิต ในข้อนี้ต้องคิด ไว้เป็นประจำ อย่าทนง
ตนว่าเป็นคนดี ถ้าดีแล้วปากไม่เสีย กายไม่เสีย ถ้าปากเสีย กายเสีย
ความเลวมันล้น มีความดีไม่ได้
ทีนี้ สิ่งที่เราจะกันความเลว ไม่ให้มันล้นออกมา
ก็ต้องอาศัยพรหม วิหาร 4 คือมีจิตเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มี
จิตอ่อนโยนไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นใครได้ดี พลอยยินดีด้วย และมีอารมณ์วางเฉย
ยอมรับนับถือกฎของกรรมและพยายาม เพ่งโทษโจทก์ความชั่วของตัวอยู่เสมอ
อย่าไปโทษ โจทก์ความชั่วของคนอื่น
ถ้าใจมันยังโทษ โจทก์ความชั่วของบุคคลอื่น แสดงว่ายังเลวอยู่
ยังมีความอิจฉาริษยาคนอื่น ยังเลวอยู่ พูดเสียดสี
ค่อนแคะบุคคลอื่น ยังเลวอยู่ สร้างกรรมชั่ว ทำชั่วทำผิดวินัย มันยังเลวอยู่
นี่พยายามมองความเลวในใจของเราเป็นสำคัญ ถ้าใจของเราไม่เลว เราก็ไม่มีอาการเพ่งโทษ
บุคคลอื่นไม่เสียดสีบุคคลอื่น ไม่ประทุษร้ายบุคคลอื่น และอารมณ์แห่ง
พรหมวิหาร 4 มีอยู่
เมื่อพรหมวิหาร 4 มีความละเอียดทรงตัวดี มีอารมณ์ละเอียด
จึงจะให้ อภัยทาน ได้ อภัยทาน นี่มันมีกำลังหนัก
คือว่าหนักกว่า พรหมวิหาร 4 ธรรมดา พรหมวิหาร 4 ธรรมดา นี่ เรามีจิต
เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสารแล้ว มีรัก มีสงสารไม่ อิจฉาริษยาเขา
สำหรับอภัยทานนี่ ต้องใช้อารมณ์สูงไปกว่านั้น เพราะว่าเราต้องให้อภัย
กับคนที่สร้างความชั่ว ให้เกิดขึ้นกับเรา สร้างความ เดือดร้อนให้เกิดขึ้นกับเรา
แทนที่เราจะโกรธแทนที่เราจะพยาบาท
เรามีจิตคิดให้อภัย ในความเลวของเขา โดยมีความรู้สึกนึกคิดว่า
บุคคลคนนี้มีสภาพเป็นทาส ไม่มีความเป็นไท
คำว่า ทาส เป็นคนชั้นต่ำ เป็นพระนักบวช ก็นักบวชชั้นต่ำ
เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็เป็น อุบาสกอุบาสิกาชั้นต่ำ เพราะว่า ยังมีจิตเป็นทาสอยู่ยัง
ไม่เป็นไป อยู่ในเกณฑ์ถูกบังคับบัญชาให้ทำอยู่เสมอ
ทาสคนยังดี ยังมีโอกาสหาความดีมาใส่ตนได้ ถึงแม้ว่าเป็นทาส
นี่ทาสของคนดูตัวอย่าง นางบุญทาสี เป็นทาสของคหบดี รับใช้เจ้านายอยู่ตลอดเวลา
ไม่มีค่าจ้างรางวัล เพราะ เป็นทาส แต่ว่านางบุญทาสี ก็ยังมีจิตเป็นกุศล
ยอมรับนับถือ ความดีขององค์สมเด็จพระทศพล นายใช้ให้ไปธุระในกิจทางไกล
นางก็ทำแป้งจี่ ด้วยรำกับปลายข้าว ปิ้งแล้วก็ห่อชายพกไป หวังจะไปกินตามทาง
ในเวลานั้นปรากฎว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระอานนท์ เดินผ่านพอดี
นางบุญทาสีมาคิด ในใจว่า เราเป็นทาสเขา บางครั้ เรามีศรัทธาเห็นพระ
แต่ไม่มีอะไรจะถวาย บางครั้งเรามีของจะถวายพระ ก็ไม่เจอพระ หาพระยาก
วันนี้เราเจอองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค มากับพระอานนท์ เรามีแป้งจี่
ทำด้วยรำ กับปลายข้าวผสมกันห่อชายพกมา เราจะเอาของ อันนี้ถวายองค์สมเด็จพระบรมศาสดา
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้ามาใกล้ นางก็นิมนต์ให้หยุด แล้วก็แก้ชายพกเอาแป้งจี่มาใส่ลงไปในบาตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อใส่ลงไปแล้วนางก็คิดว่าตาม ธรรมดาพระพุทธเจ้า ย่อมไปฉันในสำนักของพระราชาบ้าง
ในสำนักของมหาเศรษฐีบ้าง ฉันแต่ของดี ไอ้ของๆ เราน่ะเป็นของเลว พระพุทธเจ้าคงไม่ฉัน
แต่ทว่าอาศัยที่เรา มีตั้งใจเป็นกุศล องค์สมเด็จพระทศพล จะฉันหรือไม่ฉันก็ช่าง
เราหวังถวายท่านเอาบุญเท่านั้น
เมื่อนางคิดแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงได้มองดูหน้าพระอานนท์
นี่เขาคิดนะเขาไม่ได้พูด พระอานนท์รู้ ท่านจึงได้ปูผ้า สังฆาฎิลง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ทรงประทับที่ตรงนั้น ฉันแป้งจี่ของนางบุญทาสีในขณะนั้นกลางทางนั่นเอง
นางบุญทาสีดีใจเกือบตาย นั่งลงยกมือไหว้พนมตลอดเวลาด้วยความเคารพ ปลื้มใจอย่างยิ่ง
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงฉันเสร็จ ก็โมทนา เมื่อโมทนาจบนางบุญทาสี
ก็สำเร็จเป็นพระโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น
นี่แสดงว่า ความเป็นทาสของคน คนเป็นทาสคน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอิสรภาพเป็นตัวของตัวเองก็จริงแหล่
แต่ทว่า ใจเป็นอิสระ สามารถจะประกอบความดี จะคิดถึงความดีได้
แล้วเราก็คิดใหม่ว่า
สำหรับคนที่เขามาสร้างความชั่วให้สะเทือนใจเรา
นั่นเขาเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม
นี่ไม่มีทางที่จะคืนตัวได้ ความเป็นอยู่ของเขา ในสมัยปัจจุบันในชาติที่เป็นมนุษย์
เขาก็มีแต่ความเร่าร้อน มีแต่ความเศร้าหมองจิต เพราะกิเลสมันทำจิตใจให้เศร้าหมอง
ตัณหาสร้างจิตใจให้เร่าร้อน อุปาทานมีอาการเกาะความชั่วเป็นปกติ อกุศลกรรม
ทำความชั่วตลอดเวลา คนที่เป็นทาสของกิเลส ตายแล้วไม่มีโอกาสจะเกิดเป็นคน
แม้จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังเกิดไม่ได้ ต้องไปเกิดในอบายภูมิ
นี่ถ้าบุคคลผู้ใด ทำใจของเราให้เร่าร้อนด้วยกายกรรม
ทำด้วยกายก็ดี ด้วยวจีกรรมทำด้วยวาจาก็ดี เราจงคิดว่าคนประเภท นี้เขาไม่ใช่คน
เขาคือสัตว์นรกในอบายภูมินั่นเอง เราก็คิดว่าถ้าเราจะไปต่อล้อต่อเถียง
จะกระทำตอบ เราก็จะเลวตามเขา เวลานี้ จิตใจของเขา จมลงไปแล้วในนรก
ถ้าเราทำตาม แบบเขาบ้าง เราก็จะจมลงนรก เหมือนกัน มันไม่มีประโยชน์
จิต เราก็ระงับ ความโกรธ ด้วยอำนาจ ขันติ หรืออุเบกขานี่ อุเบกขา เราใช้กันตรงนี้เลยเฉย
เขาเลวก็ปล่อยให้เขาเลว ไปแต่ผู้เดียว เราไม่ยอมเลวด้วย
นอกจากนั้นก็มาคิดปลงอนิจจังว่า พุทโธ่เอ๋ย นี่ตัวเขาเองกว่าจะมาเกิดเป็นคนได้น่ะ
มันยากแสนยาก คนที่มีจิตใจประเภทนี้ มาจากนรก ก่อนเดิมทีมาจากนรก ตกนรกสิ้นระยะเวลาหลายแสนกัป
กว่าจะผ่านนรก ขึ้นมาได้ แล้วก็ต้องมาเป็นเปรต มีทุกขเวทนา อย่างหนัก
แล้วก็มาเป็นอสุรกาย มีแต่ความหิวโหย แล้วก็ต้องมาเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉาน
ซึ่งไม่มีอิสรภาพใช้ เวลานานแสนนาน จึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เขาน่าจะรู้สึกตัวว่า
กรรมชั่วเก่าของเขาที่ทำไว้ให้โทษอย่างหนัก น่าจะเป็นคน ที่มีการกลับใจได้ดี
สร้างความดีจากความเป็นคน ให้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม แต่ว่าเขามากลับหวนลงนรกอีก
แบบนี้ เป็นบุคคล ที่น่าสงสาร ควรให้อภัยเพราะอะไร เพระว่าใจของเขา
ไม่ใช่ใจของคนเสียแล้ว เป็นใจสัตว์นรก ควรให้อภัยเขา ถ้าเราไปต่อสู้กับเขา
ต่อล้อต่อเถียง ตอบแทนเขา ด้วยอาการเช่นเดียวกัน อารมณ์ของเราก็จะทรามเกินไปนี่
การให้ อภัยทาน เขาให้อภัยกันอย่างนี้
แล้วก็จำไว้ด้วยว่า ถ้าบุคคลใด หรือพระองค์ใด เณรองค์ใดปฏิบัติ
อย่างนั้น ก็พึงรู้ตัวว่า เราจะมานั่งเจริญ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สักกี่แสนปีมันก็ไม่มีประโยชน์เลย กลับจะมีโทษอย่างหนัก เพราะการเจริญพระกรรมฐาน
ถ้ามีใจเลวมัน กลายเป็น มารยา ล่อลวงบุคคลอื่นให้หลงผิด คิดว่าเราเป็นคนเคร่งครัด
มัธยัสถ์ คิดว่าเราเป็นคนดี
ในอารมณ์ของพระสกิทาคามีเบื้องต้น ถ้าจะกล่าวกันไปอีกทีก็เรียกว่า
สกิทาคามีมรรค ยังไม่ใช่ สกิทาคามีผล เป็นอันว่าเรา กำลังเดิน เข้าไปหาความเป็นพระสกิทาคามี
อย่าลืม อาการอย่างนี้ เป็นพระสกิทาคามีมรรค
ทวนต้น สักนิดว่า สกิทาคามีมรรค ปฏิบัติมา เช่นเดียวกับพระโสดาบัน
คือ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ที่เรียกว่า มรณานุสติกรรมฐาน เมื่อรู้ตัวว่าจะตาย
ก็มีความ ไม่ประมาท คิดว่า ตายคราวนี้ ต้องดีกว่า การเกิดมาคราวนี้
ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า เราเกิดมาเป็นคนแล้ว จะกลับมาเกิดเป็นคนอีก
ก็ต้องเป็นคน ที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่มีสภาวะอย่างนี้ หรือมิฉะนั้น เราก็
ควรเป็น เทวดาหรือพรหม
ฉะนั้น เมื่ออารมณ์ของพระโสดาบัน หรือโสดาปัตติมรรคคิดอย่างนี้
แล้วจึงพยายามรวบรวมกำลังใจ นึกถึงคุณความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธรรม และพระอริยสงฆ์ มั่นคงอยู่ในคุณทั้ง 3 ประการ คิดว่า เรามั่นอยู่ในคุณทั้ง
3 ประการนี้ เราตายไม่ลงนรกแน่ แต่ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ เราจะต้องปิดอบายภูมิ
ด้วยการรักษาศีลห้า ให้บริสุทธิ์ อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระโสดาปัตติมรรค
ยังไม่ใช่อารมณ์ ของพระโสดาปัตติผล
พอถึงพระโสดาปัตติผล อันดับแรกพอจิตเข้าสู่ โคตรภูญาณ
ในตอนนี้อารมณ์จะเริ่มเข้า จุดยอมรับนับถือกฎของธรรมดา มันจะแก่ มันจะป่วย
มันจะตาย ใจรู้สึกว่า เป็นของธรรมดา ไม่มีความหนักใจ ใครเขาจะกล่าวนินทาว่า
สรรเสริญจะเสียดสีอะไรก็ตาม รู้สึกว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ใช่จะไม่มี
ความไม่พอใจ ความไม่พอใจมีขึ้นเหมือนกัน แต่ระงับได้เร็ว ไม่โต้ไม่ตอบ
เมื่อไม่โต้ไม่ตอบเขา เราก็ไม่ทำ ด้วยอาการอย่างนั้น เราไม่ทำ เห็นว่าเป็นอาการเลว
เมื่ออารมณ์จับ ธรรม ดาเป็นปกติอย่างนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ เมื่ออารมณ์จับธรรมดาอย่างนี้แล้ว
อารมณ์อีกส่วนหนึ่ง ก็จับพระนิพพาน เป็นอารมณ์ นี่เป็น โคตรภูญาณ เบื้องปลาย
เมื่ออารมณ์ จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ก็ถอยหน้าถอยหลัง
พิจารณาว่า
ความตายเป็นของเที่ยง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง
เราจะต้องยึด คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดศีล
เป็นกำลังสำคัญ เพื่อป้องกันอบายภูมิ แล้วจิตใจของเราก็มีความมั่นคง
ในพระนิพพาน ศีล 5 ประการจะไม่ด่างไม่พร้อย สำหรับฆราวาสสำหรับเณรศีล
10 ไม่ด่างไม่พร้อย มีอารมณ์ รักษาศีล เป็นปกติ จนกระทั่ง มีอารมณ์ชุ่มชื่นแจ่มใส
การปฏิบัติอยู่ ในศีล ในธรรม ไม่ต้องระมัดระวัง มันมีการทรงอารมณ์
ของมันเอง มีอารมณ์รักษาพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่า พระโสดาปัตติผล
ยังมีความรัก ยังมีความโลภ ยังมีความโกรธ ยังมีความหลง แต่ทว่า ไม่ทำ
ไม่ละเมิดศีล รักอยู่ในขอบเขตของศีล รวยอยู่ในขอบเขตของศีล โกรธไม่ทำร้ายเขา
ไม่ฆ่าเขา เพราะกลัวศีลขาด หลงก็จริงแหล่แต่ทว่า ไม่ลืมความตาย ใจมั่นคงอยู่อย่างนี้
เรียกว่า พระโสดาปัตติผล
ทีนี้การเข้าถึงพระสกิทาคามีมรรค ก็ยึดพรหมวิหาร
4 เป็นสำคัญ เพราะพรหมวิหาร 4 นี่ต้องมีมาจากพระโสดาบันแล้ว ถ้าไม่มีพรหมวิหาร
4 ศีลไม่บริสุทธิ์ ทีนี้พอมาถึง พระสกิทาคามีมรรค เราก็มาจับ อภัยทานเป็นสำคัญ
คิดแล้วมาอย่างเมื่อกี้นี้ ถ้าใจเราเลว คิดถึงใจอยู่เสมอ ใจเราอย่าไปดูใจคนอื่น
ไม่ต้องไปช่วย ใครเขาขัดเกลาจิตใจของเขา ช่วยตัวเรา ให้มันรอดก็แล้วกัน
ถ้าหากว่าเราดีจริง ๆ แล้วเราก็ไม่มีการทำให้บุคคลอื่นให้เร่าร้อน
คนดีนี่มันไม่มีชั่ว
เมื่อใจของเราดีใจทรงไปด้วยพรหมวิหาร 4 ใจมีอภัยทาน
มันมีอะไรบ้าง ในจิตที่เราจะไปคิดประทุษร้ายบุคคลอื่น ทั้งทางกาย และวาจา
ทำเขาให้เร่าร้อน มันก็ไม่มี อาการอย่างนี้ ชื่อว่า เป็น สกิทาคามีมรรค
ยังไม่ถึงสกิทาคามีผล แล้วเรื่อง สกิทาคามีผลนี่ จะไว้พูดกันวันหลัง
ต่อจากนี้ไป ขอบรรดาท่านทั้งหลาย ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|