ทางสายเข้าสู่พระนิพพาน ตอนที่ 6


การเข้าถึงพระสกิทาคามีมรรค

สำหรับวันนี้จะได้พูดถึงพระสกิทาคามีมรรคต่อ

คำว่า พระสกิทาคามีมรรค ก็หมายความถึงว่า ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็น พระสกิทาคามีผล อันนี้ อารมณ์จะต้องเลยพระโสดาบันมาแล้ว เพราะว่า พระโสดาบันทรงคุณธรรม 4 ประการ คือนึกถึงพระพุทธเจ้าเคารพ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลบริสุทธิ์ส่วนแถมที่เกินก็คือ มีพระนิพพาน เป็นอารมณ์นี่หมาย ถึงว่ามีความมั่นคงจริง ๆ

คำว่า นับถือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ก็หมายถึงว่า เป็นบุคคลที่ไม่ละเมิดคำสั่ง หมายถึง ศีล สิ่งใดที่พระองค์ทรงสั่งห้าม ตามพระธรรมวินัย สิ่งนั้น ท่านที่เป็นพระโสดาบันย่อมไม่ปฏิบัติ

สิ่งใดที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ ทรงแนะนำให้ปฏิบัติ นั่นเป็นทางของพระพุทธเจ้าจริงๆ จึงทรงศีลบริสุทธิ์ คำว่า ศีล ของพระโสดาบันก็ต้องหมายเอาถึงกรรมบถ 10 ด้วย คำว่ากรรมบถ 10 เป็นทั้งศีล เป็นทั้งธรรม และมีพระนิพพาน เป็นอารมณ์อยู่ในขอบเขตของศีลในวงจำกัด

สำหรับพระสกิทาคามี ถ้าจะกล่าวกันไป ก็เป็นแต่เพียงว่า มีจริยาทั้งหมด เหมือนพระโสดาบัน แต่ว่าระงับความโลภ ระงับความโกรธ ระงับความหลง ให้เบาบางลงกว่าพระโสดาบัน

ทีนี้เรา ก็ย้อนไปดูพระโสดาบันว่า มีกรรมฐานอะไร เป็นอารมณ์บ้าง พระโสดาบันมีมรณานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ นึกถึงความตาย เป็นปกติ เมื่อรู้ตัวว่า จะตาย ก็ไม่ยอมตายเลว จะตายอย่างดี ทีนี้ก่อนที่จะตายดี หรือ เป็นผีดี ก็ต้องเป็นคนดี ก่อนคนจะเป็นคนดี ได้ก็ต้องอาศัย พุทธานุสติกรรมฐาน ธัมมานุสติกรรมฐาน สังฆานุสติกรรมฐาน สีลานุสติกรรมฐาน พรหมวิหาร 4 และ อุปสมานุสติกรรมฐาน ยิ่งกว่านั้น ก็มี หิริ และโอตตัปปะ ประจำใจ อย่างนี้เป็นพระโสดาบัน นี่พระโสดา บันทรงคุณธรรมได้อย่างนี้

สำหรับพระสกิทาคามี ก็ทรงคุณธรรมเหมือนกัน แต่ว่าสำหรับ พระสกิทาคามีมรรค เบื้องต้น ก็เพิ่ม อภัยทาน ตามที่กล่าว มาแล้วเมื่อคืนนี้คือ รวบรวมกำลังใจ ของพรหมวิหาร 4 ให้หนักขึ้น มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เมื่อกระทบกระทั่ง กับอารมณ์ ที่บุคคล ทำให้เราไม่ถูกใจ เราให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธคนนั้น ถ้าอารมณ์ทรงอยู่ได้อย่างนี้จริงๆ ก็จัดว่า เป็น พระสกิทาคามี มรรคอย่างหยาบ ยังไม่ถึง สกิทาคามีผล

ทีนี้การจะปฏิบัติตน ให้เข้าถึงพระสกิทาคามีผล ก็ต้องเพิ่มกรรมฐาน หรือวิปัสสนาญาณ บางอย่างเข้ามาควบคุม เพราะว่า สำหรับ วิปัสสนาญาณใน ด้านของพระโสดาบันนั้น ในด้านสักกายทิฏฐิ ยังไม่มีการรังเกียจในร่างกาย อารมณ์ยังไม่ละในร่างกายเด็ดขาด เพียงแต่มีความรู้สึกว่า ร่างกายมันจะต้องตาย ความพอใจในร่างกาย ว่าเป็นของสวยสดงดงามของน่ารัก น่าชมยังมีอยู่ ทีนี้มาด้านพระสกิทาคามี เราก็มาเพ่งดูตามคำสอน

ท่านบอกว่า พระสกิทาคามี บรรเทาความโลภ บรรเทาความโกรธ บรรเทาความหลง อาการที่จะบรรเทาความโลภเขาต้อง ทำยังไง ก็ต้องเพิ่มกรรมฐาน เข้ามาอีกกองหนึ่ง นั่นก็คือ จาคานุสติกรรมฐาน จาคานุสตินี่หมายถึงว่า จิตคิดอยู่เสมอใน การที่จะกำจัดความเหนียวแน่น ความตระหนี่ หรือความโลภในทรัพย์สิน มีความรู้สึกด้วยอำนาจของปัญญาว่า คนที่มีความตระหนี่ เหนียวแน่น เกาะอยู่ในทรัพย์สิน มากเกินไป จนกระทั่ง ไม่สามารถ จะบริจาคทาน การสงเคราะห์ ไม่มีการเกื้อกูล บุคคลอื่น ให้มีความสุข ตามที่เราจะพึงช่วยได้ อย่างในสมัยปัจจุบัน เขาเรียกว่า ไม่รู้จักลดช่องว่าง แต่ความจริง การลดช่องว่าง ระหว่างคนรวยกับ คนจนมีการสงเคราะห์ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน นี่พระพุทธเจ้าทรงสอนมานานแล้ว แต่ชาวโลก ไม่มีความสนใจ ไม่ปฏิบัติตาม

ที่นี้การที่จะเป็นพระสกิทาคามี ก็ต้องมีจาคานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ จาคานุสติกรรมฐานนี่ ความจริงก็มาจาก พรหมวิหาร 4 นั่นเอง การที่เราจะสละทรัพย์สิน ให้แก่บุคคล อื่นใด เพราะทรัพย์สินเราหามาได้โดยยาก เราก็จะให้ได้ด้วยอำนาจ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร ถ้าเราเกลียด ไม่สงสารเราก็ไม่ให้แน่ หรืออย่างดีที่สุด ก็ให้ด้วยความไม่เต็มใจ

ทีนี้สำหรับ พระสกิทาคามี ไม่ยังงั้น มีอารมณ์ใจคิดอยู่เสมอว่า ทรัพย์สินเป็นของนอกกาย แม้แต่กายของเราเองเรายังควบคุมให้มันดีตลอดสมัยไม่ได้ ห้ามความตายไม่ได้ เราจะสงเคราะห์ เพื่อนมนุษย์ และสัตว์ ที่เรียกกันว่า เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้มีความสุขตามฐานะที่เราพึงจะทำได้ และจาคะตัวนี้เป็นการให้ตัดขาด ให้เพื่อการสงเคราะห์จริงๆ ไม่มีความหวัง ในผลตอบแทน แม้แต่คำสรรเสริญเยินยอจากบุคคลผู้รับก็ไม่ต้องการ ให้ด้วยการมีความหวังว่า คิดจะตัดโลภะ ความโลภ ในจิตให้มันขาดไป

แต่ว่าทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า มีเท่าไหร่ให้หมดเท่านั้น การให้ต้องคิดพิจารณา ดูก่อนว่า ให้แล้ว เราจะเดือดร้อนไหมถ้า ให้ถึงกับเราเดือดร้อน พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ

สำหรับท่าน ที่เป็นพระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี เป็นคนประกอบไปด้วย สำหรับบุคลประเภทนี้ ถ้าขอเข้าท่านนึกว่า มีความจำเป็นท่านก็ให้ แต่ขอบ่อยๆ มันเกินวิสัยของสมณะ คนขอเลยไม่ใช่พระกลายเป็นขอทานไป ฉะนั้นถ้าเราจะพึงรู้ว่า บุคคลใด เขามีศรัทธา ก็อย่าอ้าปากขอ ถ้ากิจนั้น ไม่จำเป็นถึงที่สุด เช่น ผ้ามันไม่ขาด จนกระทั่ง นุ่งไม่ได้ ก็อย่าไปขอเขา มันยังใช้ได้ก็จงอย่าขอ มันไม่อดถึงกับจะตาย ก็อย่าไปออกปากขอ อาการขอมันเป็นจริยาของคนเลว ไม่ใช่จริยาของคนดี เพราะว่า คนขอนี่ ต้องตัดอาการอารมณ์หน้าด้านออกไป การขอบ่อยๆ หรือขอเกินจำเป็นไม่ใช่สมณวิสัย

ฉะนั้น พระพุทธเจ้า จึงทรงห้ามว่า ตระกูลใดถ้าเป็นพระเสขะ ห้ามการขอทุกอย่าง เว้นไว้แต่สิ่งนั้น มันถึงที่สุด ที่เราไม่สามารถจะทรงตัวได้ จำเป็นที่จะต้องขอ ก็ขอในสิ่งที่จำเป็น มีค่าไม่สูงนัก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า อารมณ์ของ พระโสดา สกิทาคา มีพรหมวิหาร 4 ประจำ ย่อมเป็นคนมีใจดี เพราะเกื้อกูล

ในสมัยพระพุทธเจ้า ก็มีผู้ขอในสำนักของพระโสดาสกิทาคามี จนเกินพอดีมีเยอะแยะไป เมื่อเหตุนี้ปรากฏขึ้น องค์สมเด็จพระจอมไตร จึงห้ามขอ นี่สำหรับพระ เราต้องมีความสำรวมในด้านนี้ให้มาก ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เป็นพระโสดาบัน ก็จงอย่าเอ่ยปากขอ ถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ขอเขามากเกินไป ใช้เขามากเกินไป มันจะเป็นการ รุ่มร่าม ไม่ใช่วิสัยของพระ จงมัธยัสถ์ อาการทุกอย่าง อย่าคิดว่า ขอเขาให้ก็ได้ใจขอกันหนัก

นี่สำหรับ พระสกิทาคามี มีอารมณ์ในการให้ ไม่ใช่อารมณ์ในการขอ หรือพระโสดาบันก็เหมือนกัน มีอารมณ์ในการให้ ไม่ใช่มีอารมณ์ในการขอ นี่วัดกำลังใจของเราไว้ การปฏิบัติจิตของเรา เข้าถึงพระโสดาปัตติมรรค หรือ สกิทาคามีมรรค แล้วหรือยัง

เป็นอันว่า มีอารมณ์ที่จะให้อยู่เป็นปกติ อาการความโลภ มันก็บรรเทาลง การที่จะคิดโกงเขา ก็ไม่คิดอยู่แล้ว การตะเกียก ตะกายแสวงหาทรัพย์เกินพอดี ย่อมไม่มีกับพระสกิทาคามี เพราะจิต เริ่มเป็นสุข มีเท่าไหร่ก็เป็นสุข แต่การหากิน ต้องหา แต่หาแบบสบาย ๆ อย่างอารมณ์ที่มีความสุข ไม่เบียดเบียนตนจนเกินไป นี่เป็นอันว่า พระสกิทาคามีมรรค เพิ่มจาคานุสติ กรรมฐานเข้ามาอีกบทหนึ่ง ทำเป็นฌานสมาบัติให้อารมณ์ทรงตัว คิดไว้เสมอ การคิดไว้เสมอ มีความรู้สึกไว้เสมอ นี่ชื่อว่า เป็นอาการทรงฌาน

ถ้าท่านนั่งภาวนา ตามปกติ โดยเวลาเลิกแล้ว จิตไม่ได้คิด จิตมีความเลว อันนี้ไม่ใช่ พระสกิทาคามี หรืออนาคามี มันเป็น จิตของสัตว์ในอบายภูมิ จงใคร่ครวญคิดไว้ อย่าไปนั่งภาวนาเฉยๆ นั่งภาวนาเฉยๆ นี่อารมณ์ใจมันไม่ดี มันก็ดีอยู่แค่ภาวนา บางทีก็ภาวนากันไป เป็นปกติ แต่เวลาภาวนาจิต ก็ซ่านไปโน่นไปนี่ มันใช้ไม่ได้ มันต้อง มีปัญญา ใคร่ครวญ มีความรู้สึก อยู่ตลอดเวลา ถ้าอาการอย่างนี้มีอยู่ละก็ แดนไหนก็แดนนั้น มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเร่าร้อน

อันดับที่สอง พระสกิทาคามี ระงับความโกรธลงไปได้มาก ตัวนี้ก็ไม่จำเป็นแล้ว เพราะมี พรหมวิหาร 4 เป็นประจำ แต่ทว่า พระสกิทาคามี ก็เพิ่มอารมณ์ที่กล่าวมาแล้ว คือให้อภัยทาน นอกจากจะระงับ ความโกรธ ยับยั้งความโกรธ แต่ความโกรธ มันยังมีอยู่

อย่างพระโสดาบันยังมีความโกรธ แต่ทว่าไม่ทำร้ายเขา คือ โกรธแล้วยังจะพยาบาท คือ อาจจะคิดว่า แหม ไอ้เจ้านี่ มันเลว จริงๆ ไม่คิดจะฆ่า ไม่คิดจะทำร้าย แต่คิดว่ามันเลว ยังเจ็บใจ แต่ไม่คิดจะฆ่า ไม่คิดทำร้าย แต่ว่าไม่อยากสังคมสมาคมด้วย ยังมีอาการ ใบหน้าเครียด แต่มาถึงพระสกิทาคามี อาการเครียด ของใบหน้าไม่มี โกรธยังมีความโกรธ ไม่ชอบใจคิดไว้ว่า ไม่ชอบใจยังมีอยู่ แต่อารมณ์จิต อีกส่วนหนึ่ง ก็พยายาม หักห้ามความโกรธ หักห้าม ความพยาบาท คิดให้อภัยกับบุคคล ผู้ กระทำความผิด โดยมีความรู้สึกว่า จิตของบุคคลผู้นี้ เป็นจิตของสัตว์ในอบายภูมิ ซึ่งเป็นทาสของ กิเลส ตัณหา อุปาทานและอกุศลกรรม เราไม่ควรจะตอบแทน ในอาการลักษณะเช่นเดียวกัน เมื่อเขาจะเป็นสัตว์นรก เป็นเปรตเป็นอสุรกายเป็น สัตว์เดรัจฉาน เป็นเรื่องของเขา เราไม่สนใจ ให้อภัยกับความผิดของเขา นี่เป็นอารมณ์ ของพระสกิทาคามีมรรค

ทีนี้ มาด้านความหลง ตัวนี้ก็มาจับ สักกายทิฏฐิ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นตอนไหน เพิ่มขึ้นที่ว่า มาพิจารณาถึงร่างกายของเรา นอกจากจะตายแล้ว ก็มามองร่างกายว่า มันเป็น ของไม่เที่ยง เป็นอันว่า เพิ่ม กายคตานุสติ กับ อสุภกรรมฐาน หนักขึ้น โดยมาพิจารณาว่า ร่างกายนี้ มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา มันตาย ตายแน่ มาเป็น พระโสดาบัน ติดอยู่แค่ตาย แต่ยังมีความพอ ใจในลักษณะของร่างกาย และผิวพรรณของร่างกาย ความสวยสดงดงาม การตบแต่งของร่างกาย

แต่มาในด้านของ พระสกิทาคามีนี่เพิ่มอารมณ์ ที่มีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันเป็นแต่เพียงธาตุ 4 เข้ามา ประชุมกัน แล้วก็ มีความสกปรกทุกด้าน เสลดน้ำลายสกปรก เหงื่อไคล สกปรก เลือดและเนื้อสกปรก น้ำเหลืองน้ำหนองสกปรก อุจจาระ ปัสสาวะ สกปรก

รวมความว่า ทุกส่วนของร่างกายนี่ มันสกปรกจริงๆ เมื่อสกปรกก็รู้สึกว่า เป็นของน่าเบื่อ ไม่น่ารัก แต่ก็ยัง ยังไม่หมดแต่อารมณ์ในการพิจารณาเห็นว่า ร่างกายของคนและสัตว์ และของตัวเอง มันก็เกิดอาการสลดว่า ร่างกายนี้ มีสภาพไม่ต่างอะไรกับส้วมเคลื่อนที่ เพราะจะมองไปดู ทุกจุดทุกประการ มันก็เต็มไปด้วย ความสกปรกโสโครก ผิวนิดเดียวที่เรามอง เห็นกันว่าสวย แต่ทั้งๆ ผิวเห็นว่าสวยนั่นแหละ ต้องชำระล้าง กันทุกวัน ถ้าปล่อยเกรอะกรัง ไม่อาบน้ำไม่อาบท่า ไม่ชำระล้างสัก 7 วัน มันก็ทนไม่ไหว ก็แสดงว่า แม้แต่ผิวกาย ที่เราเห็นว่า สวยมันก็สกปรก ส่วนที่อยู่ในผิวกาย ลงไปข้างในถ้าลอกหนังออกไปนิดเดียว เลือดก็ไหลซึมออกมา เห็นเลือดมีกลิ่นเลือด เหม็นคาว เราก็พากัน สะอิดสะเอียนว่า เลือดสกปรก ทีนี้ลอกเนื้อ เข้าไปภายใน เห็นตับไต ไส้ ปอด อาหารใหม่ อาหารเก่า อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองเต็มไปหมด ตอนนี้ ดูไม่ได้ มันสกปรกจริงๆ อารมณ์เบื่อจากร่างกายที่เห็นว่า สวยสดงดงามเป็นของน่ารัก มันก็เริ่มคลายตัวลงไป ยังไม่หมด กำหนดจิตเป็น เอกัคคตารมณ์ เป็นฌาน ไม่มีความรู้สึก เมามันในร่างกาย แต่บางขณะย่อมปรากฏ

ทีนี้อาการของสักกายทิฏฐิตัวนี้ มันก็ไปพิจารณาด้วย กายคตานุสติ กับ อสุภกรรมฐาน เพื่อตัดความหลงในร่างกาย เห็นว่า ร่างกายสกปรกแล้ว ยังเห็นว่า ร่างกายมีสภาพ จะต้องสลายตัว ยึดถือดึงมันไว้ไม่อยู่ นี่เป็น อันว่าอารมณ์จิตตรงนี้

ถ้าเราจะเข้าไปพิจารณาว่า จุดไหนหนอที่เราจะเป็นพระสกิทาคามี แต่ว่าเป็น สกิทาคามีผล มันมีอารมณ์ พอที่จะยังพิจารณาไว้ นั่นก็คือ อารมณ์ความรู้สึก กับเพศตรงกันข้าม คือ เรื่องของเพศ มันเริ่มสลายตัวไป ความรู้สึกในใจ ในเรื่องของระหว่างเพศ มันมีเหมือนกัน แต่ทว่าน้อยเต็มที ยามปกติมันจะไม่มีความรู้สึก กระสัน ในเรื่องของระหว่างเพศ แต่ว่าบางครั้ง เห็นคนเดิน ผ่านไป ผ่านมา ก็จะมีความรู้สึก ขึ้นมาบ้างแต่ทว่า ด้วยฉับพลันนั่นเอง ในขณะเดียวจิตก็จะสลาย ซึ่งความพอใจเพราะอะไร

เพราะอารมณ์เห็นว่า ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก เห็นผ้าตาทะลุไปถึงหนัง ทะลุจากหนัง เข้าถึงเนื้อ ทะลุจากเนื้อเข้า ถึงตับ ไต ไส้ ปอด มองเห็นทะลุปรุโปร่งว่า ทุกส่วนของร่างกายทั้งคนและสัตว์ มันเต็มไป ด้วยความสกปรกโสโครก และมีความเสื่อมโทรม เป็นปกติ อาการของคน เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะ การต้องบริหารร่างกาย ไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม ด้วยกฎของธรรมดา และในที่สุดมันก็สลายไป ตัวนี้ จะทำให้คลายความพอใจ ในร่างกายของบุคคลอื่นเสีย แม้แต่ร่างกาย ของตัวเอง ก็มีความเบื่อหน่าย ไม่พึงปรารถนา แต่ทว่าอารมณ์ความพอใจในร่างกาย ยังไม่หมด ยังเหลือบ้าง

ทีนี้มาด้าน ความโกรธ ก็ยังมีอยู่ แต่มีเบาๆ กระทบปัง โกรธปัง เมื่อโกรธแล้ว ก็ระงับความโกรธ ด้วยการให้อภัย ใช้เวลา นานไม่เกิน 5 นาที อารมณ์ก็คลายไป และก็ไม่ติดใจในความผิดของบุคคลอื่น

มาด้านของความโลภ มีอารมณ์จิตสบาย พอใจตามฐานะที่ทรงอยู่ ยังไง ๆ ก็คิดว่า ถ้าเลี้ยงตัวรอดเป็นพอ นี่ถ้าอารมณ์จิตของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มีอารมณ์เเบาในด้านโลภะ ความโลภ มีความพอปรากฏขึ้นในจิต คิดว่า มีมากมันก็พอ มีน้อยก็พอ แต่ไม่ได้แนะนำไม่ให้ทำมาหากินกันนะ มันได้เท่าไร รู้สึกพอ ปีนี้ได้มากพอ ปีหน้าได้น้อยพอ คือ จิตไม่ดิ้นรน โดยการยอมรับนับถือว่า เหตุที่ได้มามันก็เป็นไปตามกฎ ตามความสามารถ ตามกาลสมัย

ความโกรธระงับเสียได้โดยฉับไว ไม่มีการผูกพัน ในการพยาบาท อาการของทางกาย ที่มีความพอใจในระหว่างเพศ หรือ วัตถุต่างๆ ความสวยสดงดงามของวัตถุก็ดี ความสวยสดงดงามของร่างกาย ของบุคคลอื่นก็ดี มันไหลไปจากใจ เกือบหมดสิ้น ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีทรงตรัสว่า ท่านผู้นั้นเป็น พระสกิทาคามี

เอาละ สำหรับวันนี้ การที่จะแนะนำ ก็หมดเวลาลงแล้ว ต่อนี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ ลมหายใจ เข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา

 

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2547 โดย Firstbuddha.com