|
การปฏิบัติเพื่อพระอนาคามีมรรค
สำหรับวันนี้ ก็จะขออธิบายเรื่อง การปฏิบัติถึงการเป็นพระอนาคามีมรรค
เป็นการสืบต่อจากวันก่อน ก็เพราะว่าบรรดาท่าน พุทธบริษัทจะศึกษาในการปฏิบัติ
หรือว่าเวลาที่น้อมจิต หรือพิจารณาพระกรรมฐาน ในด้านการปฏิบัติตามแบบฉบับ
ที่เขาปฏิบัติกันมา ในอันดับแรก ให้ทวนต้นไว้เสมอ เพื่อทรงอารมณ์ ให้เป็นปกติ
ผลแห่งการปฏิบัติ ที่จะมีผลจริงๆ นี่เราหมายถึงว่า เอาผลกันจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำนั่นเขาใช้อารมณ์พิจารณาเป็นสำคัญ
การใช้อารมณ์ภาวนานี่ เป็นการยับยั้งจิต ไม่ให้มีอารมณ์ฟุ้งซ่านเท่านั้นเอง
ตอนนั้น การยับยั้งจิต ให้มีอารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอารมณ์ของฌาน เป็นบันไดที่จะก้าวไปสู่
วิปัสสนาญาณ การทรงจิตเป็นฌานยังไม่ใช่มรรค ไม่ใช่ผล แต่ทว่า เราก็ทิ้งไม่ได้
นักปฏิบัติต้องประกอบกิจ 3 อย่างพร้อม กันคือ
อธิศีลสิกขา มีศีลบริสุทธิ์ คำว่า บริสุทธิ์นี้ไม่ใช่สักแต่ว่าบริสุทธิ์เฉพาะเวลามานั่งภาวนา
ต้องบริสุทธิ์ตลอด 24 ชั่วโมง
อธิจิตสิกขา ต้องมีสมาธิทรงตัว มีจิตน้อมอยู่ในด้านของ
กุศลตลอดเวลา คำว่า สมาธิ แปลว่า การตั้งใจว่า ตั้งใจไว้เฉพาะจุดเดียว
คืออารมณ์ที่เป็นกุศล อารมณ์ที่เป็นกุศลมีมาก อย่างจะเป็นอะไรก็ช่าง
ตามที่เราต้องการจุดนั้นเราจะนึกไว้เสมอ
อธิปัญญาสิกขา พิจารณาตามแบบฉบับ ในระดับของสังโยชน์ที่เราจะพึงตัด
แล้วก็ทรงอารมณ์ที่เป็นกุศล จำที่จะต้องเข้า ถึงในขณะนั้น ถ้าอารมณ์ทรงตัวแบบนี้
หมายความว่า ขณะใดที่จิตคิดอยู่ ในด้านของกุศล ขณะนั้นชื่อว่า จิตของเราทรงศีล
ทรงสมาธิ แล้วถ้ามีปัญญาพิจารณาความเป็นจริงจากขันธ์ 5 ว่า
ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
ชราปิทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
มรณัมปิทุกขัง ความตายเป็นทุกข์
โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัส ความเศร้าโศก เสียใจเป็นทุกข์
ความพลัดพรากจาก ของรักของชอบใจเป็นทุกข์ รู้จักว่า นับตั้งแต่เกิดมาถึงวันตาย
ไม่มีอะไรเป็นสุข
แล้วทุกข์ตัวนี้มาจากไหน ทุกข์ตัวนี้มาจาก ตัณหา
คือ ความทะยานอยาก จิตติดอยู่ใน โลกีย์วิสัย มีอุปาทาน เป็นเครื่องยึดมั่นถือมั่น
ว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา หรือว่า
มีจิตเรา ยึดมั่นถือมั่นในร่างกายว่า มันเป็นเรา เป็นของเรา ก็เลยลืมความตาย
จิตก็ประกอบไปด้วยความชั่ว ที่เรียกว่า อกุศล คำว่า
อกุศล นี่เขาแปลว่า ไม่ฉลาด
สร้างกรรมที่มันเป็นปัจจัย ให้เกิดความเดือดร้อนทั้งเราและบุคคลอื่น
อย่างนี้เป็นอกุศล อารมณ์ของเรา จะต้องไม่จับอย่างนี้ จะต้องทำลายความอยากประเภทนี้เสีย
ใช้ปัญญาพิจารณา หาความเป็นจริงจากขันธ์ 5 ว่าขันธ์
5 มันเป็นเราจริงรึ หรือว่า เป็นของเรา ถ้ามันเป็นเราจริง เป็นของ
เราจริง ตั้งแต่วันเกิด จนถึงวันนี้ เราเคยคิดอยากจะตาย บ้างไหม เคยคิดอยากจะป่วย
บ้างไหม คิดอยากจะให้ร่างกาย มันร้อนจัด มีบ้างไหม คิดอยากจะให้ร่างกายมันหนาวจัด
มีบ้างไหม และคิดบ้างหรือเปล่าว่า เราต้องการ การกระทบกระทั่ง จากคำวาจาของบุคคลอื่น
ที่เป็นที่ไม่ชอบใจของเรา มีบ้างไหม หรือว่าเราต้องการ การกระทำของบุคคลอื่น
ที่ไม่ถูกใจเรา มีบ้างไหม อาการอย่างนี้ จิตเราไม่เคยคิดอยากจะได้
แต่ว่ามันมีบ้างไหมล่ะ อาการอย่างนี้มันปรากฏแก่เราบ้างไหม ถ้ามันปรากฎ
ก็แสดงว่า ร่างกายนี่มัน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
นี่ใช้ปัญญากันแบบย่อๆ เรียกว่า ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
เป็นการตัดตัวเกิด หรือ การตัดตัวทุกข์ ถ้าตัดตัณหาได้ มันก็ ตัดทุกข์ได้
ถ้าตัดตัณหาไม่ได้ มันก็ตัดตัวทุกข์ไม่ได้ ตัณหาที่มีความสำคัญที่สุด
ก็คือ อยากเกิด
ถ้าขณะใด ที่มีความอยากเกิด อยากทรงอยู่ ไม่อยากตาย
ขณะนั้นไม่มีทาง ยังต้องเกิดรับทุกข์ ต่อไปจนกว่าจะมีปัญญาพิจารณาทราบตามความเป็นจริง
เรื่องนี้ขอยกไว้
ทีนี้ก่อนที่เรา จะพูดกันถึง พระอนาคามี ย้อนถอยหลังไปอีกนิด
ว่าการที่จะทรงอารมณ์ เป็นพระโสดาบัน เขาทรงด้วยกรรมฐานอะไรบ้าง กรรมฐานทั้งหมดนี่
ไม่ต้องไปนั่งหลับตาก็ได้ ให้จิตมันนึกไว้เสมอ ลืมตาอยู่ทรงอารมณ์อยู่
ให้มันนึกไว้เสมอ เวลาทำงานทำการก็ทำไป จิตอยู่ในการงาน เวลาจะพูดเรื่องอะไร
ที่เป็นสาระ ก็ให้จิตอยู่ในเรื่องของการพูด หยุดพูด หยุดทำ น้อมจิตคิดถึงอารมณ์ต่อไป
บุคคลที่จะเป็นพระโสดาบัน ตัดสักกายทิฏฐิ ได้เล็กน้อย
นั่นก็คือ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ความเมาในชีวิต ในร่างกาย ยังมีอยู่
แต่ไม่ลืมความตาย ยังรักสวย ยังรักงาม แต่ทว่า ก็คิดว่า ความสวยความงามนี่
ในไม่ช้า มันก็พังสลายตัวไป ก็มีอารมณ์ ไม่ประมาทในชีวิต คือว่า การตายคราวนี้จะต้องเกิด
ถ้ามันจำจะต้องเกิดจริงๆ ก็ให้มันเกิดดีกว่านี้ แต่เนื้อแท้จริงๆแล้ว
เราไม่ต้องการเกิด สิ่งที่เราต้องการคือ พระนิพพาน ถ้าอารมณ์จับพระนิพพาน
นึกถึงพระนิพพานอย่างนี้ ท่านเรียกว่า อุปสมานุสติกรรมฐาน การนึกถึงความตายไว้เป็นปกติ
เรียกว่า มรณานุสติกรรมฐาน
ทีนี้เมื่อจิตเราจับพระนิพพานแล้ว เราก็ต้องดูต่อไปว่า
คนที่จะก้าวไปสู่พระนิพพาน เขาใช้อะไรบ้าง เป็นเบื้องต้น
อันดับแรกก็นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า เรียกว่า
พุทธานุสติกรรมฐาน
ยอมรับนับถือ คำสั่ง คำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรียกว่า ธัมมานุสติกรรมฐาน
ยอมรับคุณสมบัติที่ทรงซึ่งความดีไว้ของพระสงฆ์ เรียกว่า
สังฆานุสติกรรมฐาน
และจิตใจของเรา ก็ตั้งไว้เสมอว่า จะทรงศีลให้บริสุทธิ์ว่า
ถ้าศีลของเรา ไม่บริสุทธิ์ เราก็ต้องมีโอกาสไปอบายภูมิ ขึ้นชื่อว่า
อบายภูมิทั้ง 4 มีนรก เปรตอสุรกาย สัตว์เดียรัจฉานเราไม่ยอมไป เราจะไม่ไปได้ก็เพราะอาศัยมีศีลบริสุทธิ์
มีกำลังใจควบ คุมศีลอยู่ เป็นปกติ ไม่พลาดจากจิต อย่างนี้เรียกว่า
สีลานุสติกรรมฐาน
แล้วก็พิจารณาต่อไปว่า ศีลจะทรงอยู่ได้ เพราะอาศัยอะไร
เป็นเครื่องควบคุม ก็เพราะอาศัยพรหมวิหาร 4 ถ้าเรามี พรหมวิ หาร 4
ศีลไม่บกพร่อง สมาธิก็ทรงตัว อย่างนี้ใช้ พรหมวิหาร 4 เป็นกรรมฐาน
ก็เรียกว่า พรหมวิหาร 4 ทรงตัว ทีนี้ พรหมวิหาร 4 จะทรงได้ดีจริงๆ
อาศัยอะไรเป็นสำคัญ อาศัยหิริ และโอตตัปปะ คือ หิริ ความอายต่อความชั่ว
โอตตัปปะ เกรงกลัว ผลของความชั่ว จะให้โทษเป็นทุกข์ อาการอย่างนี้เมื่อ
จิตทรงได้อย่างนี้จริงๆ ก็ชื่อว่าเป็นพระโสดาบัน
นี่ความจริง ไม่ต้องไปนั่งหลับตาก็ได้ ให้จิตมันทรงอารมณ์
อยู่อย่างนี้ เป็นปกติ นั่งหลับตา อ่านตำรา ฟังเทศน์ พอเลิกแล้ว จิตคิดอยากจะอิจฉาคนโน้น
อยากจะด่าคนนี้ อยากจะว่าคนนั้น อยากจะกลั่นแกล้งคนนี้ อย่างนี้หลับตาไปสักกี่แสนชาติ
มัน ก็ลงอบายภูมิทุกชาติ ไม่เกิดประโยชน์ ประโยชน์ที่จะเกิดจริงๆ ก็คือ
อารมณ์จิตที่ทรงตัว
ทีนี้ถ้าหากว่า จะทำอย่างนี้ จิตจะเป็นฌานไหม มันก็ต้องเป็นฌาน
ฌานัง เขาแปลว่า การเพ่ง หมายความว่า จิตจับอยู่ใน อารมณ์อย่างใด
อย่างหนึ่งแล้ว ทุกอย่างนี่มันอยู่พร้อมๆกัน ไม่ใช่ไล่เบี้ยทีละอย่าง
จิตมันทรงตัวอยู่เป็นปกติอารมณ์จะเป็น ขนาดไหนก็ตาม เราจะไม่ยอมละเมิดสิ่งทั้งหมด
ตามที่กล่าวมา จิตมีสภาพทรงตัวคิดอยู่เสมอ อย่างนี้เขาเรียกว่า ฌาน
ฌานนั่งหลับตานั่นไม่ใช่ฌานจริง มันต้องฌานลืมตาหลับตาหรือลืมตา มีสภาวะจิตเสมอกัน
ถ้าทำกิจการงาน อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ก็ตาม อารมณ์จิตมีความเยือกเย็น
ตามที่กล่าวมาแล้ว อารมณ์ที่กล่าวมาแล้วนี่ เป็นอารมณ์แห่งความเยือกเย็น
เมื่อทรงตัวได้อย่างนี้ เป็นปกติ ท่านก็เรียกว่า พระโสดาบัน ไม่เห็นจะมีอะไรยาก
คราวนี้ สำหรับพระสกิทาคามี มีอารมณ์เช่นเดียวกับ
พระโสดาบัน ถ้า สกิทาคามีมรรค ก็เพิ่มกำลังรวบรวมกำลังจิตที่เป็น พรหมวิหาร
4 ให้ทรงตัว แข็งกร้าวขึ้น เพราะว่า พระโสดาบัน ยังมีความรักในเพศ
ยังมีความโลภ ยังอยากรวย แต่ไม่ละเมิดศีล ยังมีความโกรธ แต่ฆ่าเขาไม่ได้
เพราะเกรงศีลจะขาด ยังมีความพยาบาท จองล้างจองผลาญ แต่ไม่ทำ ยังมีความ
หลงใหลใฝ่ฝันในรูปโฉมโนมพรรณ แต่ไม่ลืมความตาย จะเห็นว่าอารมณ์ของพระโสดาบันไม่มีอะไรมาก
เป็นชาวบ้านชั้นดี
ทีนี้มาพระสกิทาคามี สกิทาคามีมรรค นะยังไม่ผล สกิทาคามีมรรค
ก้าวขึ้นมาอันดับแรก จิตก็ทรงพรหมวิหาร 4 เป็นกรณีพิเศษ นอกจากจะโกรธ
ไม่ทำอันตรายเขา ในด้าน พระโสดาบัน กำลังใจสูงขึ้น เป็น อภัยทาน
ใครเขาทำให้เราโกรธ เราโกรธไม่ใช่ไม่โกรธ ถ้าสกิทาคามี ยังมีโกรธ และโกรธแล้ว
ก็คิดจองด้วย ยังมีการจองผูกโกรธเขาไว้ ทีนี้กำลังใจอีกส่วนหนึ่งมันแทรกสูงขึ้นมา
คือ พรหมวิหาร 4 เมื่อเวลาใครเขา ทำความไม่ดี ให้เราโกรธ เป็นที่ไม่ถูกใจ
โกรธแล้ว มีอารมณ์คลายลง มันก็ช้าหน่อยไม่ได้คลายทันที นึกน้อมลงไปอีกทีว่า
อ๋อ.... คนที่ทำให้เราโกรธนี่น่าสงสาร และคนที่ทำความชั่วนี่ เป็นเหยื่อของ
อบายภูมิ เขาต้องตกนรก มันแสนจะลำบาก ร้อนก็ร้อน ไฟร้อนกว่าไฟธรรมดา
หลายล้านเท่า ยังมีสรรพาวุธ มาสับฟันอีก นี่เขาต้องมีโทษหนัก ทุกขเวทนาหนัก
พ้นจากนรก มาเป็นเปรต แสนจะลำบาก นับด้วยพันด้วยหมื่นด้วย แสนชาติจนกว่าจะพ้น
หมื่นแสนกัปนะไม่ใช่ชาติ แล้วต้องมาเป็นอสุรกาย เต็มไปด้วยความหิวโหย
ต้องมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่ง ไม่มีใครให้สิทธิใด ๆ ทั้งหมด อาจถูกเขาปล่อยให้อดตายบ้าง
ถูกเขาข่มเหงคะเนงร้ายบ้าง ไม่มีกฎหมาย เป็นเครื่องควบคุมจิตคิดอยู่ว่า
คนที่มีอารมณ์ชั่วอย่างนี้ เป็นคนที่น่าสงสาร ปล่อยเขาตบมือไปข้างเดียว
ให้เขาชั่วไปฝ่ายเดียว เราไม่ยอมชั่วด้วย กรรมใดที่เขาทำให้เป็นเครื่องเจ็บใจกระทบ
กระเทือนใจ เราให้อภัย
อย่าลืมว่า ไอ้ตอนให้อภัยตรงนี้ กว่าจะให้ได้ ก็ต้องใช้เวลาสองวัน
สามวัน หรือสองชั่วโมง สามชั่วโมง แต่เร็วเข้ามา มันยัง มีโกรธ ยังมีพยาบาท
แต่ก็มีอารมณ์ให้อภัยทาน ไม่ถือโทษ ไม่เอาผิดกับเขา ให้อภัยเขา แต่อย่าลืมนะว่า
ยังมีความโกรธ ยังมีความพยาบาท นี่เป็นสกิทาคามีมรรคเบื้องต้น
ทีนี้ พระสกิทาคามีมรรค เบื้องปลาย ตามพระบาลี ท่านบอกว่า
พระสกิทาคามี บรรเทาความโลภ บรรเทาความโกรธ บรร เทาความหลง บรรเทาตรงไหน
ทำยังไง
บรรเทาความโลภ เราก็มี จาคานุสติกรรมฐาน
เป็นกำลังใจ แทนที่จะโลภอยากได้กลับเป็นอยากให้เขา การแสวงอาชีพ ด้วยสัมมาอาชีวะ
ท่านไม่กล่าวว่าเป็นความโลภ ได้มาอารมณ์ใจคลายในการติดในสมบัติ การหามาเพื่อเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว
เลี้ยงสามี ภรรยา มีความจำเป็น ต้องหา การหาด้วย สัมมาอาชีวะ เขาจ้างเรา
ให้เงินเดือนถูก ให้เงินเดือนแพง ให้ทำความดี ไม่ใช่ความโลภ การค้าขายลงทุนน้อย
ได้กำไรมามาก มีฐานะสูงขึ้น แต่ว่าเป็นการค้าเต็มไปด้วยความสุจริต
ไม่ใช่ เอาของเลว มาบอกเป็นของดี การซื้อขาย บอกราคากันตามปกติ เขาพอใจเขาเอาไป
ได้กำไรมากไ ด้กำไรน้อย ไม่สำคัญ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นความโลภเป็น
สัมมาอาชีวะ
ทีนี้สำหรับทรัพย์สินที่ได้มา พระโสดาบันยังเกาะมาก
แต่ว่ามาถึงพระสกิทาคามีนึก อยู่เสมอว่า ชีวิตอยู่จำ เป็นจะต้องใช้
จะต้องหา แต่อารมณ์หนึ่งก็คิดว่า ไอ้มันกับเรา ไม่ช้าจะต้องจากกัน
ไม่ช้าไม่มันก็เรา ไปกันข้างหนึ่ง (เออ...อนาคามีวันนี้ น่ากลัวไม่ถึง)
จิตใจมันก็เพลาจากการยึด ไม่ใช่ว่าเพลาจากการหา หาอยู่ตามปกติ แต่ยึดถือว่า
มันเป็นเรา เป็นของเรา มันกับเรา จะนอนกอดกัน อยู่ตลอดเวลา ไม่ตายจากกัน
ไม่พรากจากกัน อันนี้ไม่มี คิดไว้เสมอว่า มันกับเราไม่ช้าก็สลาย ต่างคนต่างไป
ก็มีกำลังใจ คิดด้วยความไม่ประมาท
สำหรับความโกรธ พระสกิทาคามีเคร่งครัด ในพรหมวิหาร
4 ในด้านอภัยทาน ถ้ามีอภัยทาน มันบรรเทาลงแล้ว ความโกรธบรรเทา ไม่ใช่หมด
ด้านความหลงในร่างกายก็พิจารณาแล้วนี่ว่า ไอ้ร่างกายนี่มันสวยงดงามก็จริง
แต่ทว่ามันเต็มไปด้วย ความสกปรกโสโครก ไม่มีการทรงตัว ตอนนี้ก็ต้องใช้
กายคตานุสติ กับอสุภกรรมฐาน มีอารมณ์เข้มแข็งขึ้น
เป็นอันว่า พระสกิทาคามี ต้องเพิ่มจาคานุสติกรรมฐาน
เข้ามาในด้านสมถะภาวนา เพิ่มพรหมวิหาร 4 ให้มีกำลังสูงขึ้นและ ก็เพิ่ม
กายคตานุสติ กับอสุภกรรมฐาน เข้ามาอีก เป็นกำลังใจเป็นปกติ จิตก็พร้อม
ที่จะคิดอยู่ว่า อัตภาพร่างกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา โลกเป็นของไม่เที่ยง
เมื่อไม่เที่ยงมันก็เป็นทุกข์ ในที่สุดมันก็ต้องสลายตัว เราจะไม่นั่งมัวเมาในทรัพย์สิน
ยึดถือว่า เป็นเราเป็นของเราอยู่ เพื่อประโยชน์อะไร แต่ก็ยังเกาะ แต่ก็ปล่อยง่าย
ให้ง่าย สงเคราะห์ง่าย ให้อภัยทานง่าย เห็นร่างกายของคน และสัตว์ทั้งหมด
เต็มไปด้วยความสกปรก แต่บางครั้งมันก็สวยบางครั้งก็เป็นที่ปรารถนา
แต่ว่า จิตถอยออกมาห่างได้ง่ายๆ ยังไม่ถึงกับหมดเลย นี่เป็นวิสัยของ
พระสกิทาคามี เรียกว่า สกิทาคามีผล
ถ้าจิตทรง ได้แบบนี้... อ้าว เวลามัน จะหมดเสียแล้ว
เป็นอันว่า เรื่อง พระอนาคามี ก็เลย ยังไม่ต้องพูดกัน แซมไว้สักนิดว่า
ถ้าเราจะปฏิบัติ เพื่อความเป็น พระสกิทาคามี นี่ถ้าไต่เต้าขึ้นไปอย่างนี้ละมันไม่ยาก
เพราะว่าขึ้นไปทีละขั้น ไปถึงพระอนาคามี เพิ่มอะไร เรามีมาแล้วทั้งหมด
พระอนาคามี มีสิ่งที่เพิ่มสำคัญที่สุด ในด้านสมถะภาวนา
สำหรับวิปัสสนาภาวนา ต้องเป็นไปปกติ คือ ต้องพิจารณาขันธ์ 5 ว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
ตามที่กล่าวมา ให้จิตมันทรงตัว เมื่อขันธ์ 5 ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ตัวนี้มีกำลังทรงตัวมากขึ้น
อารมณ์ที่เพิ่มเข้ามา พิจารณาอีก นั่นก็คือ กายคตานุสติ กับอสุภกรรมฐาน
ตอนนี้ต้องมีอารมณ์ทรงตัว ทรงตัวมากขึ้นกว่า พระสกิทาคามี เพราะเป็นการตัดกามราคะให้เด็ดขาด
ควบกับ วิปัสสนาญาณ แล้วก็ใช้พรหมวิหาร และกสิณ 4 เคร่งครัดยิ่งขึ้น
คำว่าเคร่งนี้ไม่ใช่ว่า นั่งหลับตาทั้งวันทั้งคืน อย่างนี้ใช้ไม่ได้หลับตาทั้งคืนทั้งวัน
นี่ใช้ไม่เป็นชิ้นเป็นท่อน เหมือนกับส้วมเดินได้ แล้วก็การโกรธกัน
อาการพยาบาทกัน ไม่มีประโยชน์อะไร คนเต็มไปด้วย ความทุกข์ มันต้องแก่
ต้องเจ็บ ต้องตายอยู่แล้ว มันก็มีความทุกข์ ไม่ควรจะทำมัน เป็นอันว่าเรื่อง
พระอนาคามีเอาไว้วันพรุ่งนี้ เวลาพูดหมดแล้ว
ต่อจากนี้ไปขอบรรดา ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตั้งกายให้ตรง
ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก เวลาหาย ใจเข้า รู้อยู่ว่า
หายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก ใช้คำภาวนาและพิจารณา
ตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยิน สัญญาณบอกหมดเวลา
|