|
การปฏิบัติเพื่อพระอนาคามีมรรค ตัดกามฉันทะ
สำหรับวันนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้งหลาย ได้พากันสมาทานพระรัตนตรัยแล้ว
ต่อไป ขอให้ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก
เวลาหายใจเข้ารู้ อยู่ว่า ลมหายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก
เวลาหายใจ เข้า ยาวหรือสั้น หายใจออก ยาวหรือสั้น ให้พยายามรู้อยู่
ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมสติสัมปชัญญะ เพราะว่าการเจริญสมาธิ มีความสำคัญอยู่ก็คือ
หนึ่ง ศีลบริสุทธิ์ คำว่า บริสุทธิ์นี่
ไม่ใช่จะมานั่งบริสุทธิ์เฉพาะเวลาเจริญสมาธิ ต้องบริสุทธิ์ตลอดกาล
ประการที่สอง พยายามควบคุมกำลังใจ ให้รู้ตัวอยู่เสมอว่า
เวลานี้เราทำอะไรอยู่ และการควบคุมกำลังใจ ก็ควรจะให้จิตทรง อยู่ในด้านของกุศลตลอดเวลา
อย่างที่เราทรงศีล เราสมาทานศีล การกำหนดสติสัมปชัญญะ ก็พยายามให้รู้อยู่ว่า
เวลานี้ศีล ของเราบริสุทธิ์ หรือว่าบกพร่อง หรือว่าขาด หรือว่าเศร้าหมอง
พยายามทำลายเหตุให้ศีลขาด หรือบกพร่อง หรือเศร้าหมอง ให้หมดไปสร้างกำลังใจ
ให้อยู่ในอารมณ์ของศีล ควบคุมศีลเป็นปกติ อย่างนี้ชื่อว่า มีสมาธิในด้าน
สีลานุสติกรรมฐาน
ในยามสงัดถ้าเราจะทำจิตทรงฌาน ก็พยายามกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก
นี่เป็นของสำคัญอย่างยิ่ง จงคิดไว้เสมอว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องอื่น
เป็นเวลาที่จะรวบรวมกำลังใจ คิดเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง ที่เป็นกุศลเท่านั้น
สำหรับการจะฝึกจิตให้เป็นฌาน ให้จิตมีกำลังนั่นก็คือ
การรู้ลมเข้า ลมออก เวลาหายใจเข้า ภาวนาว่า "พุทธ" นึกเอาในใจ เวลาหายใจออกนึกว่า
"โธ" ทรงอารมณ์อยู่อย่างนี้จนกว่าจิตไม่สามารถจะคุมได้ เมื่อฟุ้งซ่านจริง
ๆ ก็เลิกเสีย เวลาหลังทำใหม่ ใช้เวลาควบคุมกำลังใจ ให้ทรงสติสัมปชัญญะอย่างนี้
อยู่เป็นปกติ ประมาณ วาระละ 3 นาที 5 นาที 10 นาทีเป็นพอ แต่ถ้าได้ดีกว่านี้มาก
ใช้เวลาได้มากกว่านี้ ก็เป็นการดี ถ้าจิตจะฟุ้งซ่านจริง ๆ บังคับไม่อยู่
ก็ต้องเลิก เพื่อเป็นการยืดหยุ่น นี่เป็นการเจริญสมถะในตอนต้น แต่คำว่า
ตอนต้นในที่นี้ ก็มีผลถึงพรหมโลก ไม่ใช่ของเบา นี่สำหรับนักปฏิบัติใหม่
หรือว่านักปฏิบัติเก่า ก็ต้องทำสม่ำเสมอกัน
ใหม่หรือเก่าไม่ทราบ แต่การคุมอารมณ์ลมหายใจเข้าออกมีความสำคัญ
แม้แต่องค์สมเด็จพระภควันต์ พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าก็ทรงตรัสว่า
"สารีปุตตะ ดูก่อนสารีบุตร เราเองก็เป็นผู้มากไปด้วยอานาปานุสติ"
ก็หมายความว่า พระองค์เอง เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงนึกถึงลมหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก จิตทรงฌานได้แนบสนิท และสามารถระงับกายสังขาร
คือทุกขเวทนาทางกายเสียได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญ
สำหรับต่อไปนี้ ก็จะขอพูดต่อ กรรมฐาน คืนที่แล้ว
เมื่อคืนที่แล้ว เรามาพูดทิ้งจังหวะไว้ถึง พระอนาคามี เพียงเล็กน้อย
สำหรับพระอนาคามีนี่ ต้องทำกำลังสมาธิสูงหน่อย ที่เรียกกันว่า อธิจิตสิกขา
แต่ความจริง ถ้าเราปฏิบัติกันมาแต่ต้น ผ่านพระโสดาบัน ผ่านพระสกิทาคามีแล้ว
การจะก้าวเข้าไป สู่พระอนาคามี ก็รู้สึกว่า เป็นของไม่หนัก เพราะว่า
เราปรับปรุงกำลังใจ กันมาตามลำดับ ไม่ใช่เอะอะก็จะมาโผล่ จะรวบรัดถึงพระอนาคามีเลยทีเดียว
ทีนี้สำหรับพระอนาคามี ก็มีสติมั่นคงเรียกว่ามี
อธิจิตสิกขา มีสมาธิยิ่ง แต่ว่าใช้ปัญญาปานกลาง สำหรับด้านวิปัสสนานี่ไม่หนัก
อยู่ในเขตปานกลาง อันดับแรกก็พิจารณา ขันธ์ 5 คือร่างกาย ได้แก่
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เรียกกันว่า ร่างกายของเรา รวมความว่า
ร่างกายก็ดี ว่าร่างกายนี้ มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย
ร่างกายไม่มีในเรา และร่างกายที่เรามีอยู่ มันเป็นปัจจัยของความทุกข์
อย่างนี้ ก็ต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ไม่ใช่นึกเอาอย่างนี้เฉย
ๆ ถ้านึกอย่างนี้เฉย ๆ มันก็เป็นนกแก้ว นกขุนทองเกินไป ใช้ไม่ได้ ไม่มีผล
กลายเป็นสมถะไป
ทีนี้การใช้ปัญญาพิจารณา ก็พิจารณาดูว่า ที่บอกว่าร่างกายไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรามันเป็นยังไง ท่านบอกว่า ร่างกายเป็น อนิจจัง มันไม่เที่ยง
นั่งนึกหาความไม่เที่ยงให้พบ ความจริงไม่น่าจะอธิบายกัน เคยเป็นเด็ก
เคยเป็นหนุ่มเป็นสาว กลายมาเป็นคนแก่ นี่มันไม่เที่ยง ถ้ามันเที่ยง
มันอยู่ตามสภาพเดิม ใช้ปัญญานะ เวลานี่มันน้อย ไม่ใช่จะไปนั่งไล่เบี้ยกันเสียทุกอย่าง
ก็ดูซิ มันทำไมจะไม่เที่ยง ผมเคยดำมัน ก็กลับขาว สายตายาว ก็กลับสั้น
ฟันดี ๆ ก็โยกก็โคลง ก็ปวด ก็เสียว ดีไม่ดี มันก็หัก ร่างกายเคยกระปรี้กระเปร่า
เคยผ่องใสก็ทรุดโทรม เรี่ยวแรง เคยดี ก็ทรุดโทรม ความจำสมัยเป็นหนุ่ม
เป็นสาวความจำดี แก่ก็เริ่ม เลอะเลือน นี่แสดงว่า สภาพร่างกายมันไม่เที่ยง
ทีนี้ถ้ามันไม่เที่ยงอย่างนี้ ถ้าเราไปยึดมันว่า
เป็นเราเป็นของเรา คิดว่ามันจะต้องเที่ยง มันจะต้องทรงอยู่ ในเมื่อมันเคลื่อน
ไปอย่างนี้ เราดึงมันไว้ไม่ได้ ใจมันก็เป็นทุกข์ เป็นอันว่า ร่างกาย
ถ้าเรายึดถือ มันก็เป็นปัจจัยของความเป็นทุกข์ ทีนี้เราก็ มานั่งคิดว่า
ไอ้ทุกข์ตัวนี้มัน เกิดมาจากไหน ทุกข์เกิดมาจากตัณหา คือ ความอยาก
อยากให้มันทรงอยู่ ไม่อยากให้มันเคลื่อน เมื่อยังไม่ได้มาอยากให้มันได้เข้ามา
อย่างร่างกายเรามีกำลังน้อย เป็นคนผอมเราอยากอ้วน อ้วนเกินไปอยากผอม
ทีนี้มันไม่อ้วนสมความปรารถนาหรือไม่ ผอมสมความปรารถนามันก็ลำบากใจ
ทางที่ดีก็ปล่อยมัน ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว
มันจะแก่ ก็เชิญ แก่ มันจะทรุดโทรม ก็เชิญทรุดโทรม มันจะป่วยไข้ไม่สบาย
ก็ตามใจมัน มันเป็นเรื่องของมัน มันจะตายก็เชิญ ถ้ามันตายไปคราวนี้เราไม่ต้องการมันอีก
เพราะไอ้เจ้านี่ มันเป็นทางแห่งความทุกข์ เป็นตัว นำมาแห่งความทุกข์
เราไม่พึงปรารถนา เราปรารถนา อย่างเดียวคือ พระนิพพาน
คำว่า พระนิพพาน นี่ความจริงเรามันคล่อง
มีอารมณ์คล่องยึดเหนี่ยวเป็นอารมณ์มาตั้งแต่เริ่มต้น ทีนี้การถึงพระอนาคามี
จะยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์ มันก็เป็นของง่ายๆ เพราะอารมณ์มันชินมาแล้ว
เราทำปัญญาให้เหนือขึ้นไปอีกนิด นอกจากพิจารณาวิปัสสนาญาณในข้อนี้
นี่พูดกันย่อ ๆ เวลาจำกัด
ทีนี้เราก็หันมามองดูว่า พระอนาคามีต้องตัดกามฉันทะได้เด็ดขาด
ความรู้สึกในเพศไม่มี เป็นผู้มีอสุจิอันเหือดแห้งแล้ว ถ้าเราเป็นผู้ชาย
จะจับกายผู้หญิง หรือเป็นผู้หญิงจะจับกายผู้ชาย มีการสัมผัสซึ่งกันและกัน
จะไม่มีความรู้สึกในเพศเลย มันมีสภาพเหมือนกับเราจับวัตถุธรรมดา อนาคามีต้องมีอารมณ์อย่างนี้
ทีนี้การที่ทำให้มีอารมณ์อย่างนี้ มันยากไหมเราก็ไล่เบี้ย ไปถึงพระสกิทาคามี
เราเริ่มต้นกันมาแล้ว จนกระทั่งความรู้สึกประเภทนี้เบาบางลงไป การผ่านสกิทาคามีน่ะมันเบาลงมาแล้ว
ทีนี้เหลือกวาดให้มันเตียนลงไปเท่านั้น
ทีนี้วิธีเบาทำยังไง วิธีที่กวาดให้เตียนทำยังไง
กวาดให้เตียนเราก็ต้องหันไปดูสมถะภาวนา นี่เรื่องสมถะภาวนานี่
แม้แต่พระอรหันต์ท่านก็ยังใช้อยู่ อย่าไปนั่งฟังพวกบรรดา ทั้งหลายที่ว่า
สมถะ ไม่มีความหมาย สู้วิปัสสนาไม่ได้ นี่เป็นอันว่า ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสมถะ
ไม่รู้ว่าอะไรเป็นวิปัสสนา
สมถะคือ ตัวสมาธิ นักปฏิบัติจริง ๆ ทั้งศีลต้องบริสุทธิ์อยู่เสมอ
สมาธิต้องทรงตัว วิปัสสนาญาณต้องแจ่มใส สามประการนี่ เราจะแยกกันไม่ได้
และขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่มีผล
ทีนี้การจะทำลายกามราคะ เราก็ต้องใช้สักกายทิฏฐิ
สักกายทิฏฐินี่เห็นแต่เพียงว่า อัตภาพร่างกายนี่ มันเป็นแต่เพียงอาการ
32 มันไม่มีสภาพ เป็นแท่งทึบ ที่เราเรียกกันว่า กาย มันแบ่งส่วนออก
เป็นหัวบ้าง เป็นแขนบ้าง เป็นขาบ้าง เป็นตับไต ไส้ ปอด บ้าง เป็นม้ามเสียบ้าง
เป็นเลือดเป็นเนื้อเสียบ้าง ความจริง มันเป็นส่วน ๆ แบ่งออกเป็น 32
ส่วน แต่นี่ร่างกายมัน ไม่ เป็นแท่งทึบ มันเป็นส่วน การเป็นส่วน เป็นชิ้น
เป็นตอน ที่ต่อกันเข้ามานี่ ผสมผเสเข้า เป็นเรือนร่าง มันก็ชื่อว่า
ไม่ใช่ของ แน่นอน ไม่มีการคงทน ถ้าอาการส่วนใด ส่วนหนึ่ง อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง
ของร่างกาย มันทรุดโทรม นั่นหมายถึงว่า ความทุกข์มันจะต้องเกิดก็เพราะว่า
เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่ง มันทรุดโทรม อาการทำลายตัว มันก็เริ่มขึ้น หมายถึงว่า
การป่วยไข้ไม่สบาย มันจะเริ่ม ร่างกายจะไม่ทรง ไม่ปกติ มันจะเริ่มขึ้น
ทีนี้ เราไปมองดูอีกทีว่า ร่างกาย ที่แบ่งเป็น 32
ส่วนนี่ (เติมมันสมอง เข้าไปเป็น 33 ส่วน) ว่า ชิ้นไหนบ้าง มันสะอาด
และ ตอนไหนบ้าง มันสะอาด มันจะมีสภาพทุกอย่าง สกปรกไปหมด ร่างกายของคน
ก็มีสภาพ เหมือนซากศพ นี่เป็นอันว่า บวกกรรมฐานสองอย่าง ทั้งสมถะ และ
วิปัสสนา ก็ไอ้ซากศพ ที่มันตายไปแล้ว น้ำเหลือง ออกมา น้ำเลือด น้ำเหลือง
น้ำหนองไหลออกมา กลิ่นเหม็นคลุ้ง อาการสภาพการอย่างนี้ มันมีเมื่อคนตาย
หรือมันมีเมื่อคนยังไม่ตาย ใช้ปัญญาพิจารณาดูให้ดี จะปรากฏว่า ไอ้สิ่งทั้งหลาย
เหล่านี้ มันมี ตั้งแต่เรา ยังไม่ตาย หรือว่า คนอื่นยังไม่ตาย น้ำเลือด
น้ำเหลือง น้ำหนองมันมีอยู่ อยู่ในร่างกายแต่ที่มันยัง ไม่หลั่งไหล
ให้ปรากฏ เพราะยังมี วิญญาณธาตุ คือ ดวงจิต ที่เข้ามาสิงสถิตอยู่ ในร่างกายเป็นตัวควบคุมเข้าไว้
สั่งให้บรรดาประสาททั้งหลาย ควบคุมสิ่งสกปรกทั้งหลาย เหล่านี้ไม่ให้หลั่งไหลออกมา
ทีนี้ พอตายแล้ว จิตมันออกไปจากร่าง หาตัวควบคุมไม่ได้
เมื่อร่างกาย ตายลงไป ธาตุไฟ สลายตัวร่างกาย เย็นเมื่อธาตุไฟ สลายตัวแล้ว
ธาตุลมก็สลาย ความจริงธาตุลมสลายก่อน ธาตุลมไม่มีที่ไหนถ้าไม่มีอากาศ
ไม่มีลม จุดไฟไม่ติดไฟดับ เมื่อ ลมหมดไปไฟดับ เหลือแต่ธาตุน้ำ กับธาตุดิน
ไอ้ตัวน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ปัสสาวะ น้ำลาย อะไรพวกนี้ เป็นตัวธาตุน้ำ
ของที่เข้มแข็ง อยู่ในร่างกาย เป็นธาตุดิน น้ำก็ละลายดิน ทีแรกน้ำละลายดินไม่ได้
ก็เพราะมีไฟเป็นเครื่องอบอุ่น ให้ดินกับน้ำ มีการทรงตัว พอประคับประคองกันไว้
ไม่แข็งเกินไป ไม่อ่อนเกินไป และขณะที่มีไฟ ก็ต้องมีลมสำหรับพัดเลี้ยงไฟ
ให้ทรงตัว พอตายแล้วธาตุไฟ ธาตุลมหายไป เหลือแต่ธาตุดิน กับธาตุน้ำ
ซึ่งเป็นศัตรูกัน น้ำก็ละลายดิน เมื่อดินสลายตัวไม่สามารถ จะต้านทานอยู่ได้
มีความอ่อนเปียกมากขึ้น ผลที่สุด น้ำก็ซึม ออกจากกาย น้ำส่วนนี้ที่เราเรียกว่า
น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งออกจากกาย
ทีนี้ทำไมมันจึงเหม็น ก็เพราะของในร่างกายเราทั้งหมด
ร่างกายของบุคคลอื่นทั้งหมดมันมีสภาพสกปรก ถ้าเรายังไม่ตาย เราจะพิจารณาได้ว่า
ภายในของร่างกาย มีแต่ความสกปรกทั้งหมด คือว่า น้ำลายของเรา ยามปกติ
เรากลืนกินได้อมอยู่ในปากได้ แต่ว่า พอบ้วนออกมาจากปาก แม้แต่มือ ของเราเอง
ก็ไม่กล้าที่ จะไปแตะน้ำลาย เพราะอะไร เพราะว่าเห็นว่า น้ำลายสกปรก
แล้วถ้าจะถามว่า น้ำลายมาจากไหน ก็มาจากภายในร่างกาย ของเราเอง น้ำลายที่มาจากภายในร่างกาย
ของเราเองน่ะ น้ำลายสะอาดหรือว่าสกปรก
ทีนี้ส่วนหนึ่ง ที่เรารังเกียจ กันมากก็คือ อุจจาระ
และ ปัสสาวะ มันหลั่งไหลออกมาจากร่างกายแล้ว เรารังเกียจอย่าว่าแต่จะ
เอามือเข้าไปแตะเลย หน้าก็ไม่อยากจะหันไปมองว่ามันมีสภาพเป็นยังไง
ทีนี้เราก็ดูว่า อุจจาระปัสสาวะที่มันหลั่งไหลออก มาจากร่างกายนั่นมันมา
จากไหนล่ะ มันอยู่ในกายเรา หรือว่า อยู่ในกายของคนอื่น มันออกมาจากกายเรานั่นเอง
แล้วกายเราก็เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก แล้วกายของบุคคลอื่นเป็นยังไง
สภาพกายของเราเป็นยังไง สภาพกายของบุคคลอื่น ก็เป็นเช่นนั้น
ทีนี้สำหรับ กายคตานุสติ และอสุภกรรมฐาน นี่ สำหรับ
พระอนาคามี ต้องพิจารณาควบคู่กันไป กับสักกายทิฏฐิ พิจารณาให้ จิตทรงตัว
ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งหลับตาเป๋งนะ กลางวันกลางคืน ตื่นอยู่หลับอยู่หลับตาอยู่ทำให้จิตเสมอกัน
เห็นสภาพตามความเป็นจริง มองเห็นคนปั๊บ ให้เห็นทะลุเข้าไปถึงภายในเลยจิตนึกถึงเข้าไปภายในว่า
คนทุกคนเต็มไป ด้วยความสกปรก และ คนทุกคน เต็มไปด้วยความทุกข์ คนทุกคนหา
ความสุขไม่ได้ ทุกข์ เพราะ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย การป่วยไข้
ไม่สบาย การทรุดโทรมของร่างกาย มีความปรารถนาไม่สมหวังมีความตายไปในที่สุด
ทุกข์เพราะประกอบกิจ การงานทุกอย่างนี่มันทุกข์ทั้งหมด มันเป็นตัวทุกข์
นอกจากทุกข์แล้ว มันก็ยังจะมีสกปรกเสียอีก อันนี้เราจะพึงปรารถนาอะไรกับร่างกาย
ที่เต็มไปด้วยความสกปรก ร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ร่างกายที่หาความเที่ยงแท้
แน่นอนไม่ได้ ค่อยๆ ใช้ใจพิจารณาวนมาวนไป อยู่อย่างนี้ พยายามให้เห็น
ตามความเป็นจริงให้ได้ ให้จิตมันรู้ซึ้ง ถึงความเป็นจริง ไม่ใช่นึก
เล่น ๆ นึกจริง ๆ นึกถึงตัวเราทุกวัน เห็นตัวเราแล้วเห็นคนอื่นง่าย
ว่าตัวเรานี่มันสะอาดตรงไหนหนอ
สิ่งที่เราติดตาติดใจกันมาก คือ ผิวหนังกำพร้านิดเดียว
เป็นเครื่องล่อ ให้คนเป็นทุกข์ ชอบนักพวกผิวไม่สวย ไม่งาม ไม่สด ไม่สวย
แต่ว่าผิวที่เห็นว่าสวยจริง ๆ น่ะสะอาดหรือสกปรก เราต้องอาบน้ำบ้างหรือเปล่าต้อง
ใช้สบู่มาชำระล้างร่างกายบ้าง หรือเปล่าที่เราอาบ น้ำเราอาบทำไม อาบเพราะรู้สึกว่า
ร่างกายมันสกปรกเราจึงอาบ อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จ แล้ววันหลัง ต้องทำอีกไหม
ดีไม่ดี ฤดูร้อนแบบนี้ อาจจะว่าถึง วันละ 2 ครั้ง 3 ครั้งก็ได้ เพราะเหงื่อมันซึม
ออกมา มันทำให้สกปรก ไอ้เหงื่อนี่มันอยู่ที่ไหน เหงื่อมันมาจากร่างกาย
หรือมันมาจากที่อื่น ก็เป็นอันว่า เหงื่อมันมาจากร่างกาย
นี่ใช้ปัญญาพิจารณา ให้เห็น ค่อยๆ คิด ค่อยๆ นึก
เห็นตามความจริง เราเรียนหาความจริงกัน ในหลักพระพุทธศาสนาไม่ ใช่จะมานั่งโกหกมดเท็จตนเอง
ถ้าเห็นตัวเราแล้ว ก็เห็นบุคคลอื่น ดูหาความเป็นจริงให้พบ จนกระทั่งจิตสลดคิดว่า
ร่างกายของคนและสัตว์เต็มไปด้วยความสกปรกจริง
ๆ และ
ร่างกายของคนและสัตว์มีทุกข์จริง
ๆ และ
ร่างกายของคนและสัตว์หาความเที่ยงไม่ได้จริง
ๆ มันมีการสลายตัวไปในที่สุด
ไม่มีใครจะบังคับบัญชาร่างกายให้มีสภาพทรงตัว
ไม่มีใครกล้าจะแสดงว่า เราเป็นเจ้าของร่างกายจริงจัง
โดยการบังคับให้ทรงตัวได้
ในเมื่อร่างกายมันไม่ดีอย่างนี้
เราจะไปเมามัน เพื่อประโยชน์ในโลกีย์วิสัยทำไม
ถ้าเราต้องการมีคู่ครอง ไอ้ตัวของเราเองคนเดียว มันทุกข์พออยู่แล้ว
ไปได้คนอื่นมาเป็นคู่ครอง มันก็เพิ่มทุกข์ ทุกข์ทั้งภาระร่างกาย ที่เขาจะทรุดโทรม
ทุกข์ทั้งภาระ ที่ต้องรับอารมณ์ที่เราไม่พอใจมันสร้างความหนักใจ สร้างความลำบากใจ
อยู่ตลอดเวลา
นี่เป็นอันว่า ร่างกายนี่มันทุกข์ ร่างกายคนอื่น
ก็ทุกข์ ร่างกายเรามันสกปรก เราต้องการของสะอาด ในเมื่อร่างกาย ของบุค
คลอื่นสกปรก เราพึงปรารถนามันมา เพื่อประโยชน์อะไร เป็นอันว่า ค่อย
ๆ คิด ค่อย ๆ ไป ค่อยๆ พิจารณา จนกว่าจิต จะมี อารมณ์เป็น เอกัคคตารมณ์
โดยนิยมและรู้สึกอยู่เสมอว่า
ร่างกายของเราสกปรก ร่างกายของบุคคลอื่นสกปรก
ร่างกายของเราไม่น่ารักไม่น่าพิสมัย
ร่างกายของบุคคลอื่นก็ไม่น่ารักไม่น่าพิสมัย
ร่างกายของเราเป็นปัจจัยของความทุกข์
ร่างกายของบุคคลอื่นก็เป็นปัจจัยของความทุกข์
ร่างกายของเราในที่สุดมันก็ตาย
ร่างกายของบุคคลอื่นในที่สุดมันก็ตาย
จะผูกพันมันเรื่องอะไร ร่างกายทั้งสองฝ่ายทั้งของเรา
ของเขา เราหลงใหลใฝ่ฝันมัวเมามัน เพื่อประโยชน์อะไร เรารักมัน ก็ชื่อว่า
เรารักทุกข์ เราไม่ใช่รักสุข เราเลิกรักมันเสียดีกว่า เอาจิตตั้งใจเฉพาะหน้า
วางสังขารคือ ร่างกายเสียมุ่งไป พระนิพพาน
เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน อารมณ์ของ
พระอนาคามี เบื้องต้น เป็นข้อที่หนึ่งยังไม่จบ สำหรับวันนี้ เวลาหมดเสีย
แล้ว ต่อนี้ไปขอบรรดา ท่านพุทธบริษัททุกท่าน ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลม หายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและ พิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|