|
การปฏิบัติเพื่อพระอนาคามีมรรค ตัดกามฉันทะ (ต่อ)
สำหรับวันนี้ ก็จะได้พูดถึงพระอนาคามีมรรคต่อไป
เมื่อคืนนี้ได้พูดถึงพระอนาคามีมรรค พอเริ่มต้นได้เล็กน้อยก็จบวันนี้
ขอพูดต่อ
สำหรับอนาคามีมรรคนี่ ก็มีอาการฝึกในการตัด กามฉันทะ
กับ ตัดพยาบาท หรือว่า ปฏิฆะ เรียกว่า ตัดความโกรธ ความพยาบาทให้หมดสิ้นไป
ฉะนั้นการเจริญอารมณ์ ให้เข้าถึงพระอนาคามีมรรค หรือว่าพระอนาคามีผล
ก็จำเป็น ต้องรวบรวม กำลังสมาธิจิต ให้มีความแก่กล้า มีการทรงตัว มีความเข้มแข็ง
และถ้าเราจะกล่าวกันไปว่า ถ้าปฏิบัติมาตามลำดับ กว่าจะเข้าถึง พระสกิทาคามี
สมาธิมันก็เริ่มเข้มแข็งแล้ว เพราะว่าเราก็ปฏิบัติมาตามลำดับ หมายถึงว่า
การที่เป็น พระสกิทาคามี ได้นั้น ก็ต้องบรรเทาความโลภ บรรเทาความโกรธ
บรรเทาความหลง ทีนี้การบรรเทาความโลภ บรรเทาความโกรธ บรร เทาความหลงได้
ก็เรียกว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลงยังมีอยู่ แต่เหลือน้อยเต็มที
ทีนี้มาถึง พระอนาคามี ตอนนี้ถ้ายังไม่ถึงอนาคามีผล
ยังไม่จบ เรียกว่า อนาคามีมรรค แปลว่า การเดินทาง เข้าไปถึง
พระอนาคามีผล ส่วนสำคัญอันดับแรก เราจะต้องรวบรวมกำลังสมาธิให้หนัก
ควบกับอารมณ์ของ วิปัสสนาญาณ คือ อริยสัจ นั่น ได้แก่ พิจารณาร่างกาย
เรียกว่า "กายคตานุสติ" พิจารณา ดูร่างกาย ประกอบไปด้วย อาการ
32 มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ตับ ไต ไส้ ปอด อุจจาระ ปัสสาวะ อาหาร
ใหม่ อาหารเก่า น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เสมหะ น้ำลายเป็นต้น พิจารณา
ดูตามความเป็นจริง ในด้านสมถะภาวนาว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันสกปรก
หรือ มันสะอาด ไม่ใช่จะไปนั่งท่อง เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ตะโจ
ทันตา นะขา โลมา เกสา อันนี้ มันเป็นตัว ทำให้จิต เป็นสมาธิ เฉยๆ ไม่ใช่ตัวตัด
กรรมฐานกองนี้ กายคตานุสติก็ดี หรือว่าอนุสติทั้ง 10 ประการก็ดี อสุภกรรมฐาน
ทั้ง 10 ประการก็ดี เป็นกรรมฐานพิจารณาไม่ใช่มา นั่งภาวนาเป็นนกแก้วนกขุนทอง
ทำจิตให้ทรงอารมณ์ว่า มันมีสภาพเป็นอย่างนั้นตามความเป็นจริง
คำว่า "ทรงฌาน" ในที่นี้หมายความว่า เห็นว่าร่างกาย
ทั้งหมดมันสกปรก ไอ้ความรู้สึกว่าสกปรกนี่ ให้มันทรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งเวลาหลับตา
พิจารณาเวลาลืมตา เวลาเดินไปเดินมาทำอะไรอยู่ ให้จิตมันจับอารมณ์นี้จน
ชิน อารมณ์ไม่คลายไปจากจิต เห็นสัตว์ เห็นคน เห็นวัตถุ
ไม่มีอะไรสวย เพราะทุกอย่าง มันสกปรกหมด หาสะอาดมิได้ ดอกไม้ที่ สะพรั่งอยู่ในป่า
หรือในสวน มันมีสีสวยสด งดงาม แต่พอจะเข้าไปใกล้ ก็จะรู้ว่ามันมีฝุ่น
มีละออง แปดเปื้อนอยู่ด้วย เกาะอยู่ด้วย มักสกปรก คน และสัตว์มีสภาวะต่างๆ
เต็มไปด้วย ความสกปรก ตัวสกปรกนี่ ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะ มันรู้อยู่แล้ว
ถ้าเราไม่รู้ มันก็ระยำเต็มที ไม่ใช่ว่าโง่ ของมันเห็นอยู่กับตัวของเราเอง
อะไรบ้าง ที่เราต้องชำระล้างมัน อะไรบ้างที่เรารังเกียจ ในร่างกายของเรา
ที่มันอยู่ในร่างกายของเรา เราทำไม่รู้ไม่เห็น แต่มันหลั่งไหลออกมา
แล้วเรารังเกียจ เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายเหงื่อไคล เป็นต้น หรือว่า
น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ถ้ามันหลั่งไหลออกมา เรารังเกียจว่า มันสกปรก
นี่สภาพอย่างนี้ เรา มองเห็นชัดอยู่แล้ว นอกจากว่า จะเป็นแต่เพียงว่า
เราไม่สนใจจึงจะไม่เห็นว่า มันสกปรก
คำว่า สนใจนี่ไม่ได้สนใจในกรณีพิเศษ สนใจให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริง
ไอ้การแสวงหาของจริงนี่ ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไรมาก แค่สัญญามันก็ใช้ได้
อุจจาระที่ถ่ายออกมา มันสะอาด หรือ มันสกปรกก็รู้ ปัสสาวะที่ถ่ายออกมาสะอาด
หรือสกปรกก็รู้ น้ำลายอยู่ในปากอมได้ บ้วนออกมามือไม่กล้าแตะ สะอาดหรือสกปรกก็รู้
ร่างกายทั้งตัวเหงื่อไหลออกมามันสะอาด หรือ สกปรกก็รู้ ในเมื่อรู้แล้ว
แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ เพราะไม่หมดกิเลส ไม่หมดตัณหา มีแต่ความทุกข์ตลอดกาล
ทีนี้ในเรื่องการพิจารณา กายคตานุสติ ควบกับอสุภสัญญา
อสุภสัญญา หรือ อสุภกรรมฐาน นี่มันอันเดียวกัน อสุภสัญญา
แปลว่า จำได้ ว่ามันสกปรกอยู่ตลอดเวลา ทุกชิ้น ทุกส่วน ทุกตารางเซ็นต์ของร่างกาย
ไม่มีจุดไหนที่มีความสะอาด มันมีแต่ ความสกปรกโสมม อยู่ตลอดเวลาหาจุดสะอาดจริงๆ
ไม่ได้ อันนี้มันเป็นเนื้อแท้ของร่างกายจริงๆ นี่นั่งคิด นั่งพิจารณา
ใคร่ครวญพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไปแกล้งเห็น ใช้สัญญา
ความจำ มันต้องจำได้ สภาวะที่มันควรจะจำมีเยอะ ไม่ต้องไปนั่งหาไล่เบี้ยมัน
มันเป็นของจริงนี่ การเจริญกายคตานุสติ กับอสุภสัญญา หรืออสุภกรรมฐาน
เขาเจริญแบบนี้
ชั่วขณะใด ที่ยังรู้สึกตัวอยู่ เรามีความรู้สึก ตามความเป็นจริงว่า
ทุกสิ่งของร่างกาย หรือ วัตถุทั้งหมดมันสกปรก ให้อารมณ์ทรงอย่างนี้แล้ว
เห็นว่าร่างกายเราสกปรก ร่างกายสัตว์สกปรก วัตถุธาตุต่างๆ ในโลกไม่มีอะไรสะอาด
สกปรกทั้งหมด ลองนั่งนึกซิว่า อะไรสะอาด บอกมาสักอย่างซิ มีอะไรบ้างที่มันสะอาดที่ไม่ต้อง
เช็ดชำระล้าง มันมีไหม มันไม่มี มันมีแต่สิ่งสกปรกทั้งนั้น
ที่นี้เราต้องการความสะอาด หรือเราต้องการความสกปรก
ที่เรามีความรักเรามีความปรารถนา เรามีความต้องการ เนื้อแท้จริงๆ เราต้องการของสะอาด
หรือว่า ต้องการของสกปรก แต่ทว่า เราก็พบกับ สิ่งสกปรกเข้า เราต้องการไหม
ถ้าอารมณ์จิต ของเราต้องการ ก็ประณามมันสักหน่อย ได้ไหมว่า เอ็งอยากเป็นสัตว์นรกหรือยังไง
หรืออยากเป็นเปรต หรืออยากเป็นอสุร กาย หรืออยากเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เพราะว่า อารมณ์อย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์ของพระอริยเจ้า
เป็นอารมณ์ของสัตว์ในอบายภูมิ มีสัญญาจำได้ คือ ความจำแต่ว่า ไม่สร้างความจำให้เกิด
มีตาทำเหมือนว่าไม่มีตา มีหู ทำเหมือนว่าไม่มีหู มีจิตสำหรับจะคิดจะจำ
แต่ว่าไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักจำ อาการอย่างนี้ มันไม่ใช่อาการของคน
หรือว่า ไม่ใช่อาการของเทวดาหรือพรหม หรือว่า ไม่ใช่อาการของพระอริยเจ้า
มัน เป็นอารมณ์ หรือว่า อาการของสัตว์นรก หรือว่า เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
ถามใจมันว่า พอใจที่จะลงนรกไหม ที่ยังมัวเมา อยู่ในรูปกายของคน และสัตว์
ความมัวเมาอย่างนี้ เป็นตัณหาเป็นปัจจัย ให้เกิดความทุกข์ เป็นปัจจัย
ให้เกิดอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น เมื่อยึดมั่นถือมั่น ว่าร่างกายเป็นเรา
เป็นของเรา ของสกปรก เห็นว่าสะอาด ของไม่สวยเห็นว่าสวย ของที่มีสภาพทรุดโทรมเป็นปกติ
มองไม่เห็นสภาพตามความเป็นจริง คิดว่ามันทรงตัวอาการอย่างนี้ มันเป็นสภาวะของจิต
ที่จะต้องตกไปในอบายภูมิ เพราะว่า ไม่มีความผ่องใสของจิต
ถ้าหลงอยู่ในรูปอย่างนี้ ของเลวเห็นว่า เป็นของดี
ของสกปรก เห็นว่าเป็นของสะอาด จิตมันก็เศร้าหมอง จิตเศร้าหมองตาย แล้วไปไหน
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาติกังขา เมื่ออารมณ์จิตเศร้าหมอง
ตายแล้วก็ไปอบายภูมิ ทำ มจึงว่า เศร้าหมอง เพราะว่า เราคิดว่า มันดีนี่
เวลาใหม่ๆ มันก็ ผ่องใส สดสวยงดงาม แต่ว่าทั้งๆ ที่มันผ่องใส อยู่นั่นแหละ
มันก็แสดงอาการสกปรกอยู่ตลอดเวลา หาอะไรดีไม่ได้ แต่เราไม่มอง
ที่ไม่ใช้ปัญญาพิจารณา อาศัยอะไรเป็นสำคัญ ความโง่
ไม่ใช่โง่อย่างเดียว บ้าด้วย เพราะว่า คนโง่มันก็พอใช้ปัญญา เป็นเครื่องคิด
มีสัญญาเป็นเครื่องจำ คนโง่นี่มันไม่โง่ทั้งหมด มันโง่แต่บางอย่างเท่านั้น
แต่สิ่งที่ลี้ลับมีความละเอียด คนโง่อาจ จะคิดไม่ถึง แล้วก็ร่างกายของคนเราสกปรก
มันเป็นของไม่ยาก ที่คนโง่ พอจะมองเห็นได้ว่าสกปรก แต่ติดใจว่า สะอาด
นี่ ไม่ใช่คนโง่ มันเป็นคนบ้า เพราะว่า ของสกปรกว่า เป็นของสะอาด นี่คนโง่เขาไม่พูด
คนบ้าเท่านั้น ถึงจะพูด ถ้าอารมณ์เรา มีความบ้าไร้สติสัมปชัญญะ ไม่มองหาตามความเป็นจริง
เราก็จงถามมันว่า ไปไหนใจมันเศร้าหมอง มันก็ยอมยึดถือ เวลามันทรุดโทรม
เข้ามาจริง เราเสียดาย เสียใจ เวลาจะพัง จะสลายตัว เราเสียดาย เสียใจ
ไม่อยากให้มันสลายตัว
ทีนี้กฎธรรมดาของร่างกาย มันมีความเกิดขึ้นมา เป็นเบื้องต้น
มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา มีการสลายตัวไปในที่สุด นี่มันเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย
แต่ว่า คนบ้านี่มี อุปาทาน ยึดมั่นว่า ร่างกายมันจะต้อง เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา
จะต้องมีความเปล่งปลั่งอยู่ตลอดเลา จะต้องไม่มีการทรุดโทรม จะต้องสะอาดตลอดเวลา
แต่ความจริงมันสกปรก
ที่นี้มันจะทรงตัวได้ไหม มันก็ทรงไม่ได้ มันเคลื่อนไหวไปหาความเสื่อม
ความเสื่อมกลับแก่เข้ามา เกิดไม่สบายใจ ไอ้ที่เราไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนี้
ทำไมถึงเป็นไปเกิดงุ่นง่าน หูฝ้าตาฟาง กำลังไม่ดีความจำเสื่อม เดือดร้อน
เพราะไม่ยอมรับนับถือว่า มันจะแก่ เอ้าแก่ไม่เป็นไร ขออย่าให้ตายก็แล้วกัน
นี่ยังจะถ่วงต่อไปอีก แล้วร่างกายมันจะทรงได้ไหม กฎธรรมดาของมันจะต้องตาย
แล้วทำไมจะไปห้ามมัน ห้ามมันก็ห้ามไม่ได้
คนดีหรือว่าคนโง่เขาไม่คิดอย่างนี้ คนที่คิดแบบนี้ก็คนบ้าเท่านั้น
คนบ้ากิเลส บ้าตัณหา บ้าอุปาทาน บ้าอกุศล คือ บ้า ทำในความที่ไม่ดี
หรือ อกุศล หรือคิดในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ตรงตามความเป็นจริง ที่พูดแบบนี้
ก็พูดแบบว่า พระพุทธเจ้า บอกว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทก์ความชั่วของตัวไว้เสมอ
นี่จำกันไว้นะ อย่าให้มีอะไรมันพลาดเข้ามาอีก นี่พูดกันทั้งปี ภาษิตบทนี้
มองแต่ตัวไม่ต้องมองชาวบ้าน ให้รู้กฎ รู้ระเบียบว่า เราเป็นอะไร เราเป็น
สมณะ แปลว่า ผู้สงบ ถ้าจุ้นจ้าน มันก็ไม่ใช่สมณะ เป็นสัตว์ในอบายภูมิ
เราเป็น พระ แปลว่า ผู้ประเสริฐ
จิตเลว วาจาเลว ใจเลว มันก็ไม่ใช่พระเป็นสัตว์ในนรกโน่น
ทีนี้สติสัมปชัญญะของเรามีพิจารณาหาความจริงว่า ไอ้นี่ร่างกายมันสกปรกเป็นสมถะพอคิดว่า
นอกจากจะสกปรกแล้ว มันก็ไม่มีการทรงตัว ถ้าเป็นคนก็เลี้ยงไม่ได้ เลี้ยงมันไม่เชื่อง
เอาอกเอาใจ มันทุกอย่างมัน ต้องการเปรี้ยว ต้องการเค็ม ต้องการหวาน
ต้องการเย็น ต้องการอุ่น ต้องการเครื่องแต่งตัวสวยสดงดงาม หาให้มันทุกอย่าง
อยากจะอยู่บ้านแบบไหน จะนอนแบบไหน จะกินแบบไหน บริหารกายแบบไหน หาให้มันทุกอย่าง
ขอไม่ให้มันแก่ ขอไม่ให้มันตาย ขอไม่ให้มันป่วย มันยอมรับนับถือไหม
มันเชื่อเราหรือเปล่า ก็เปล่า ไม่มีอะไรที่มันจะเชื่อเรา นี่เป็นอันว่า
ร่างกายนี่ มันเป็น เพื่อนรักของเรา เราก็คบไม่ได้ ต้องเลิกคบมานานแล้ว
ทีนี้ถ้าร่างกายนี้ล่ะ เราควรจะคบมันต่อไปไหม มันมีอะไรบ้างในคุณสมบัติ
หรือว่าสภาวะของร่างกาย
หนึ่ง เห็นว่าสกปรกเป็นปกติ
สอง เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ ทุกข์ตรงไหน เพราะว่าต้องเลี้ยงดูตลอดเวลา
สาม เลี้ยงแล้วมันก็ไม่จำ ให้มันทรงตัวมันก็ไม่ทรงตัว
มันมีการสลายตัวไปในที่สุด
ทีนี้พิจารณาหาความสกปรก จนกระทั่งเกิด นิพพิทาญาณ
ต้องทำให้ถึงนะ ไม่ใช่จะมานั่งฟังกันเฉยๆ คำว่า นิพพิทาญาณ นี่มีความเบื่อหน่าย
เห็นว่า ร่างกายสกปรก ร่างกายเรา ร่างกายคนอื่น เหมือนกันหมด อย่าเอาตาไปติดอยู่ที่
เครื่องอาภรณ์ อย่าเอาตาไปติดอยู่แค่ผิวหนังตามองไป เจอะอาภรณ์เครื่องประดับผ้าผ่อน
ท่อนสไบ ผิวหนัง ใจนึกล้วงเข้าไปถึงร่างกาย มองเข้าไปหาความจริงว่า
มันสะอาดหรือสกปรก ไปเห็นคนเห็นสัตว์ คิดแบบนี้ แล้วก็นึกถึงตัวเองด้วย
ว่ามันมีสภาพเป็นยังไง
เมื่อจิตใจเห็นว่า มันมีสภาพสกปรกเป็นปกติ เห็นคนเหมือนกับ
ถุงอุจจาระเคลื่อนที่ นี่มันต้องมีอารมณ์อย่างนี้เป็นปกติ ไม่ใช่นั่งภาวนากัน
นั่งพิจารณา กินอยู่ เดินอยู่ ยืนอยู่ ทำงานอยู่ มีความรู้สึกอย่างนี้เป็นปกติ
ไม่ใช่เอาเวลา นั่งหลับตา นั่งหลับ ตานี่ถ้าอารมณ์ปกติ ไม่ตรงตามนี้
หลับตามันก็ไม่ได้อะไร มันหลับส่งเดช ประเดี๋ยวคิดโน่นคิดนี่ พล่านไปหมด
มันถึงได้สร้างความยุ่งสร้างความเดือดร้อน นี่ถ้าดีกันเสียหมด คิดอย่างนี้ทั้งหมด
ควบคุมกำลังใจ ของตนเองทั้งหมด มันไม่ต้องไปบอก ไม่ต้องไปสอนอะไรกัน
เพราะมีแต่คนดีทั้งหมด ไอ้ที่เลวนั่นแสดงว่า ไม่มีนิสัยแห่งความเป็นคน
มันมีนิสัยเป็นสัตว์นรก อยู่เป็นประจำ
ทีนี้ เมื่อคิดจุดนี้แล้ว เราก็นำ วิปัสสนาญาณ ตัวสำคัญเข้ามาใช้ว่า
ความอยากมีร่างกาย อยากได้ร่างกาย บุคคลอื่น มาประ คับประคอง การทะนุถนอมร่างกายนี่มันเป็นปัจจัยของความสุข
หรือเป็นปัจจัยของความทุกข์ มันสกปรกด้วย มันทุกข์ด้วย หันเข้าไปจับ
สักกายทิฎฐิ กายคตา ตัวนี้ควบกันเลย ทั้งสมถะ และวิปัสสนา ต้องควบ
ท่านบอกแล้วนี่ว่า พระอนาคามี ต้องมีอธิจิตสิกขา
อธิจิตสิกขา คือ อารมณ์เป็นฌาน ทรงอารมณ์เห็นสภาวะอย่างนี้ตามความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ว่า เวลานั่งหลับตา เวลานั่งหลับตาไม่ได้ผลอะไร ทรงจิตอยู่ว่าร่างกายคนและสัตว์สกปรก
เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่นึกส่งเดช แล้วก็มาพิจารณาตามสภาวะของวิปัสสนาญาณว่า
ร่างกายเราก็ดี ร่างกายคนอื่นก็ดี มัน สกปรกน่ารังเกียจ รังเกียจน่ะ
ไม่ใช่น่ารังเกียจ รังเกียจเสียจริงๆ
อารมณ์กามฉันทะถูกกดลงไปด้วยอำนาจของสมถภาวนา
เบื่อหน่าย ไม่มีความรู้สึกในเพศ แต่ระวัง ตอนนี้มันยังไม่
ถึงขั้น มันโผล่เข้ามาได้
ทีนี้ก็ประหัตประหาร ด้วยอำนาจของ วิปัสสนาญาณ
คือ สักกายทิฎฐิ
ว่าร่างกายนี้นอกจากสกปรกแล้ว มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา มันเป็นแต่เพียงธาตุ 4 คือ ธาตุ ดิน ธาตุน้ำ
ธาตุลม ธาตุไฟ ที่แสนจะสกปรกแล้วไม่มีการทรงตัว
มันมีการเกิดขึ้น ในเบื้องต้น มีความเสื่อมไป
ในท่ามกลาง แล้วก็สลายตัวไปในที่สุด
มันเป็นปัจจัย ของความทุกข์ ทุกอย่าง ไม่ได้เคยน้อมความสุข
มาให้ใจเราเลย เมื่อมีร่างกาย นับแต่วันเกิด ถึงวันตาย หาความสุขหนึ่งวินาทีมิได้
มันสร้างสรรค์แต่ความทุกข์อยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้น นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ต้องการร่างกายแบบนี้อีก
จะไม่มัวเมาร่างกาย อย่างนี้ต่อไป อาการใดๆ ที่จะพึงเกิด ขึ้นกับร่างกาย
เราถือว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เราจะไม่ทำจิตหวาดหวั่นอารมณ์ใดๆ ทั้งหมดที่จะพึงเกิดกับร่างกาย
หรือว่า มากระทบกับอารมณ์ใจ ปล่อยไปตามสภาพเจ็บป่วยรักษาเพื่อเป็นการ
บรรเทาเวทนา มันหายก็หาย มันจะตายก็ช่างมัน เป็นเรื่องของมัน
นี่เป็นอันว่า ถ้าจิตทรงอาการอย่างนี้ได้ มันจะแก่ก็ช่าง
มันจะป่วยก็ช่าง มันจะตายก็ช่าง มันจะเป็นลมเป็นแล้ง มียากินก็กิน
ไม่มียากิน ก็นอนมันเฉยๆ ช่างมัน ไม่สนใจกับมันอีก อย่างนี้ท่านเรียกว่า
สังขารุเปกขาญาณ แล้วทรงอย่างนี้ให้ได้เด็ดขาด โดยไม่มีการกำเริบกลับมาพอใจ
ในรูปโฉมโนมพรรณ ของเขาและของเราต่อไป อย่างนี้ท่านเรียกว่า พระอนาคามี
มรรคเบื้องต้น เป็น พระอนาคามีมรรค เบื้องต้น คือ ตัดกาม ฉันทะ
ได้ด้วย อาการอย่างนี้ นี่อย่างที่พูดไปแล้ว อย่าไปวางทิ้งกันนะ พูดแล้วปฏิบัติกัน
อย่าไปรุ่มร่ามเข้า ถ้ารุ่มร่ามเข้า มันจะไม่มีโทษแต่ในปัจจุบัน อเวจีเป็นที่ไปสำหรับเรา
ต่อจากนี้ไป ขอทุกท่าน ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนา และพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
|