|
ต้นเหตุของเรื่องนี้เกิดจากคุณแดง (พ.ท.ศรีพันธุ์
วิชชุพันธ์) คุยว่า เมื่อปีมะโว้โน้นเพื่อนชวนไปเที่ยวเขา ที่จังหวัดกาญจนบุรีเรียกว่า
เขาถ้ำ ได้เคยลงไปในปล่องถ้ำ ด้านบนพบผอบบรรจุกระดูกนิ้วมือ
แล้วที่ผนังหินเห็น มีอะไรเขียว ๆ ใส ๆ ฝังปนอยู่ คุณแดงก็เลยเอาเหล็กสกัดที่ติดตัวไปด้วยสกัดออก
ปรากฏว่า ของเขียวนั้นแข็งมาก จนเหล็กสกัดพังไปหมด เมื่อเล่าแล้ว ความโลภก็เข้าเกาะกุมพรรคพวกจนตาตั้ง
ถามว่า ยังจำทางได้ไหม คุณแดงบอกว่า น่าจะได้ เพราะมันเป็นทางรถทางเดียว
ลัดเลี้ยว ไปในป่า ซักกันไปซักกันมา พรรคพวกลงความเห็นว่า น่ากลัว
จะเป็นมรกตเสียกระมัง ตกลงเลยเชิญ ท่านวิเชียรเทวดาผู้ปกครองท้องที่
มาประทับทรงลองสอบ ถามดู ท่านบอกว่า ท่านไม่หวง จะไปเอาก็ไปซี การเชิญประทับทรงนี้
ใครจะว่าเหลวไหลงมงายก็ช่าง สนุกดีเป็นใช้ได้
ในโอกาสต่อมา ก็เชิญเทวดาองค์นั้นองค์นั้น องค์นี้
อีกหลายองค์ ท่านก็ช่วยทำพิธีให้ วิธีการบวงสรวงการ เซ่นสรวง เจ้าที่เจ้าทาง
การขึงสายสิญจน์ ยาวเท่านั้นเท่านี้ อะไรก็ว่าไป แต่การขุด กลับไปกันเสียคนละเรื่อง
ว่าจะไปสกัด "มรกต" กัน แต่ท่านให้ไปขุดบนดิน ส่วนจุดที่จะขุดนั้น
ให้ไปเชิญประทับทรงที่โน่นจะ ช่วยทำเครื่องหมายให้ เมื่อเตรียมการ
เสร็จเรียบร้อย ได้ฤกษ์ยามตามกำหนด ก็ออกเดินทางกัน (ลาพักร้อนประจำปี)
ทีเดียว คุณเสริม คุณอ๋อย คุณแดง คุณเหม่ (เลิศลักษณ์ ศรีสิงหสงคราม)
คุณเอก และคุณอุดม ผู้มี "ตาใน" (อัญชัญ ศุทธรัตน์) ก็ออกเดินทางกัน
ด้วยรถแลนด์โรเวอร์ 1 คัน คุณเหม่ผู้ชำนาญการรถยนต์ คุณเสริม หัวหน้าคณะ
คุณ อ๋อย คุณชอ การครัว คุณแดง คุณเอก คุณอุดม แผนกใช้แรง และ เรดาร์ตาทิพย์
ออกเดินทางไปถึงชลบุรี พาหนะคร่ำคร่า ก็ทรยศไม่ยอมวิ่ง
เสียเฉย ๆ งั้นแหละ เสียเวลาไปตั้ง 3 ชั่วโมง กว่าจะแก้ตก เล่นเอาเสียกำลังใจไปโข
เพราะแสดงว่า ฤกษ์ไม่ดี กว่าจะถึงวัดที่เหม่ (ตัดคำว่าคุณออกเสียจะได้สั้น
ๆ ) คุ้นเคยเพื่อขอพักนอน ที่จันทบุรีก็ค่อนข้างดึก
รุ่งขึ้น เหม่ไปตาม พรรคพวก ที่รู้จักที่ทาง เพื่อให้หาคนนำทางไปเข้าถ้ำ
พรรคพวกพาไป สอบถามที่บ้านนายายอาม ซึ่งอยู่ที่ปากทาง พวกที่รู้จักก็บอกว่า
อย่าไปเลย เขาถ้ำดุจะตายไป ถ้าไปที่อื่นเขาจะพาไปเอง ถามเขาว่า ดุ
ยังไง เขาบอกว่า
ข้อหนึ่ง ช้าง ที่นั่นชาวบ้านไปทำไร่มันสำปะหลัง
ช้างรังควาน เสียอยู่ไม่ได้เลย
ข้อสอง เสือ เคยมีคนเข้าไปเที่ยวแล้วจอดรถนอน
หมวกมันตกออกไปนอกรถ จะลงไปหยิบยังไม่กล้าเลย เพราะเสือมันนั่งดูอยู่
ข้อสาม ผี มีคนเคยเห็นเสือสมังตัวเบ้อเร่อ
กระโจนสามทีถึงยอดเขาเลย
หัวหน้าคณะ นึกในใจว่า เรื่องนี้สบายมาก เพราะตกลงกับเจ้าของที่
ไว้แล้วว่า อันตรายจะไม่มี เลยเคี่ยวเข็ญว่า เอาเถอะน่า เอาพวกเราไปปล่อยไว้นั่น
แล้วเราจัดการเอง พวกคุณจะกลับมาก็ได้ พวกคนนำทางก็รับคำ รุ่งขึ้นรถแลนด์
ฯ คันหนึ่ง กับจี๊ปเล็กของคนนำทาง ก็มุ่งไปสู่เขาถ้ำ เข้าไปร่วมชั่วโมง
ไปพบหมู่บ้านริมทางเขา บอกว่า ทางนี้ เข้าไม่ได้หรอก ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางเยอะแยะ
ไปทางโน้นซี มีอีกทางหนึ่ง แต่เขาว่า สะพานข้ามห้วยมันพังหมดคงเข้าไม่ถึง
เลยย้อนมาอีก พอถึงทางแยก เข้าคนนำทางก็ชี้ให้ แล้วพากันขับรถบุกเข้าไป
ถ้ากิ่งไม้มากนัก ก็เอาดาบหวดซ้ายป่ายขวาเข้า จนในที่สุดก็ไปถึงห้วยแรก
จริงของเขา ไม้ซุงที่ทอดข้ามห้วยมีอยู่ซีกล้อเดียว
อีกซีกหนึ่งหักไปเสียแล้ว สะพานนี้พวกรถตัดไม้ รถลากไม้ คงจะมาทำเอาไว้
พวกขุดสมบัติมองไปมองมา บอกว่า ห้วยอันนี้มันก็ไม่ลึก เอาไม้พาดๆ ตรงนี้
ถากดิน ตรงนี้ ๆ มันก็พอจะเอารถลุยห้วยไปได้ นี่นะ เลยให้คนนำทางเขาช่วย
คือ ตัดไม้ ขนไม้ ถากดิน กว่าจะเสร็จก็เกือบค่ำ เลยจ่ายเงินให้คนนำทางเป็นรางวัล
แล้วเขาก็ขับรถจี๊ปเล็ก กลับไป
คณะขุด ฯ เลือกได้ เนินเป็นชัยภูมิดี ก็กางเต๊นท์กัน
หุงข้าวกินกัน โดยอาศัยน้ำขังในห้วยที่ไหลรินๆอาบน้ำอาบท่าเสร็จ พอค่ำก็ไหว้พระสวดมนต์
ทำกรรมฐานกันก่อน ใจไม่นึกกลัวผีป่าผีโป่งอะไรทั้งนั้น ตลอดจน เสือสางก็ไม่กลัว
เพราะถือว่า ท่านวิเชียรคุ้มครองให้ จะคร้ามก็คร้ามเสียปืน ที่ดังหลายนัดฟังดูเหมือนใกล้
ๆ เมื่อตอนเย็นมากกว่า
เลิกทำกรรมฐาน เสียงเหม่ถาม "เฮ้ยอุดมได้ยินอะไรหรือเปล่า
? ได้ความว่า เหม่ได้ยินเสียงคนพูดใกล้ๆ เต็นท์ เลยออกจากกรรมฐาน คอยระวังการอยู่
อุดมตอบว่า "ได้ยินครับ เป็นผู้ชายกับผู้หญิงพูดกัน ผู้ชาย บอกว่า
จะเข้ามาดู แต่ผู้หญิงห้ามไว้ว่า "อย่าเลย" " ปรากฏว่า หลายคนนอนไม่หลับ
เพราะต้องแอ่นหลัง นอนบนเนินประการหนึ่ง แปลกที่ประการหนึ่ง และมีความหวาดจากเสียงที่อุดมได้ยิน
ประการหนึ่งเกรงว่าจะมีผู้ร้ายมาปล้น
ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ก็หุงข้าวกันเตรียมจะกินด้วย
แล้วใช้ในพิธีบวงสรวงด้วย ปรากฏว่า เมื่อข้าวเดือดเห็นมี เมล็ดข้าวสีจำปาอ่อน
ลอยปนอยู่มาก พอสุกแล้วก็เห็นว่า ข้าวชนิดนี้มีปนอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
มีรสหวานปะแล่ม ๆ ออกจะชอบกลอยู่ เพราะว่า เมื่อเย็นวานนี้ ข้าวก็ยังขาวดีไม่มีอะไรปนเลย
ข้าวสารเอาไป ถุงเดียว ภาชนะก็อันเดียวกัน น้ำก็แห่งเดียวกัน ทำไมหุงแล้วไม่เหมือนกัน
ตอนทำพิธี ก็เลยให้อุดมลองตรวจดู อุดมบอกว่าเห็นคนแก่ ๆ เอาอะไรมาโปรยบนหม้อข้าวที่กำลังหุง
แล้วเห็นอีกคนหนึ่ง แอบต้นไม้ดูอยู่ เมื่อลองสำรวจดูบริเวณที่พักอีกทีหนึ่งให้ละเอียด
(เพราะเมื่อเย็นวานนี้ไม่มีเวลาตรวจ) ก็พบว่า มีทางช้างเดิน และมีกองมูลเก่าช้าง
อยู่หลายกอง ส่วนเนินที่เรานอนก็เป็นคล้ายที่พูนดินขึ้น เลยนึกถึงว่า
คนนำทางเขาเล่าว่า ยิงกันตายตรงนี้ศพหนึ่ง น่ากลัวว่า จะนอนบนหลุมฝังศพ
กันเสียแล้ว ศพของนาย คนที่มาแอบดูนั่นแหละ
กินข้าวเสร็จ คณะขุดก็ออกเดินทางต่อไป โดยขับรถไปตามทางรถลากไม้เก่า
ไปจนถึงห้วยที่ 2 เป็นห้วยตื้น มีน้ำไหลตลอด รถพอจะข้ามได้ แต่ขณะตรวจทางตรวจไปถึงห้วยที่
3 ปรากฏว่า ลึกมากไม่มีทางข้ามได้ จึงตกลงใจตั้งฐานปฏิบัติการที่นั่น
แล้วออกเดินสำรวจเอา เพราะ เมื่อวานนี้ คนนำทางเขาชี้ทิศคร่าวๆ ให้แล้ว
ตอนนี้แบ่งคนเป็น 2 พวก พวกตั้งค่ายก็พวกหนึ่ง คือผู้หญิง 2 คนกับเอก
อีก 4 คนแบ่งเป็น 2 พวก ไปค้นหาเขาถ้ำใน 2 ทิศที่เห็น เป็นภูเขาอยู่
เขาถ้ำนี้ เป็นหินทั้งภูเขา แต่เขาที่เราเห็น เป็นเขาดินธรรมดาทั้งนั้น
สำรวจใกล้ ๆ ที่พักก็ไม่พบร่องรอย พบแต่ปลักช้างเก่า ๆ รอยหมูป่าและรอยเท้ากระทิงโทน
ซึ่งแสดงว่า ตัวโตมาก ตอนเที่ยง เมื่อกลับมาสมทบกันเหม่ กับแดงรายงานว่า
ทางสายเขาเจอะรอยกระทิงสีกับต้นไม้ รอยนั้นอยู่สูงเกินศรีษะขนาดสุดมือเอื้อม
แดงปรารภว่า "ไอ้ตัวนี้น่ากลัวมันจะกระโดดขึ้นไปสีว่ะ"
ตอนบ่าย กินข้าวกินปลาเสร็จ รวมเป็นคณะเดียว ออกสำรวจตามทิศที่คนนำทางชี้ให้อย่างคร่าวๆ
โดยบุกไป ตามรอยรถลากไม้เก่า ไปจนเกือบออกที่โล่งก็ยังมองไม่เห็นเขาถ้ำ
ตกลงหยุดกลางป่า ซึ่งจะมองทิศไหน ก็เป็นต้นไม้เหมือนกันหมด จนแต้มเข้า
ต้องใช้ตาเรดาร์ให้อุดมนั่ง "ดู" ถามว่า ไปทิศไหน จึงจะถูก อุดมนั่งหลับตาสักพักหนึ่ง
ชี้ไปทางขวา บอกว่า "ทางนี้" เลยพากันบุกป่าไปอีก หนามเกี่ยวแทบตาย
มากเสียด้วย รกก็รก แต่น่าแปลก ที่ไปเจอะ มูลถ่ายสด ๆ ของเจ้ากระทิงตัวนั้นเข้าได้
เหมือนกับว่า มันจงใจ นำทางอย่างนั้นแหละ บุกป่าไปพักหนึ่งก็ "ชน"
เข้ากับหิน ต้องใช้คำว่า "ชน" ก็เพราะมันมองไม่เห็นจริง ๆ ว่า มีภูเขาอยู่ตรงนั้น
ถึงแม้ จะห่างสักแค่ 20 เมตรก็ตาม สีมันกลืน กันไปหมด
เมื่อไปถึงเขาถ้ำ ก็แย่งกันปีนขึ้นไปข้างบน เพื่อหาเครื่องหมาย
ตามที่ได้รับการบอกเล่าจากแดง ในการนั่งสมาธิ เมื่อคืนนี้ว่า ให้ดูหินขาวเหนือยอดไม้
2 ต้น ปรากฏว่า ไม่เห็นมีอะไร วันนี้จึงเป็นอันว่า ฟาวล์ ต้องกลับที่พัก
เพราะเวลาเย็นเสียแล้ว กลับถึงที่พัก อุดมรายงานว่า เห็นสัตว์หน้าดำเหมือนหมีอยู่ทางซ้ายมือ
แต่ไม่กล้าบอก
กลับที่พักอาบน้ำกินข้าวเสร็จก็ค่ำ บังเอิญเป็นคืนเดือนหงายเลยพากัน
"แหกปาก" ร้องเพลงเป็นการใหญ่ แดงแสดงเป็น "ตาเกิ้น" เหม่เป็น "คุณศักดิ์"
เมื่อสนุกกันหอมปากหอมคอ ก็เชิญประทับทรง ถามปัญหาต่าง ๆ ท่านก็บอกให้ไปเชิญลงประทับ
ที่หน้าภูเขา จะชี้จุดให้ ในขณะเดียวกันอุดมก็ใช้ "ทางใน" ถามภุ มมเทวดาดู
ท่านบอกว่า ที่นี่ มีช้าง อยู่โขลงหนึ่ง แต่ไม่ต้องกลัว เพราะให้ "คน"
ต้อนไปเสีย อีกฟากหนึ่งแล้ว
รุ่งขึ้นคณะ ฯ ก็หอบสัมภาระต่าง ๆ ไปที่หน้าเขา เพื่อดำเนินการ
ไปถึงก็ทำพิธี ตามที่ท่านบอกไว้ แล้วให้ แดงเชิญประทับทรง แดงวิ่งไปปักชะแลงฉับ
เข้าให้ตรงจุด ๆ หนึ่ง
เขาถ้ำนี้เป็นเขาถ้ำสมชื่อ คือ มีถ้ำทะลุหน้าหลัง
มีขนาดใหญ่มาก เพดานสูงมากเอารถใหญ่ๆเข้าไปจอด ได้ 4-5 คันอย่างสบาย
เพราะพื้นเป็นดินทราย ข้างๆ เขามีห้วยเล็กๆ มีน้ำพอใช้ได้ เป็นเขาไม่สูงนักเลย
มองไม่เห็นจากระยะไกล ๆ เพราะความสูงเท่ากับต้นไม้อื่น ๆ เขานี้แปลกเหมือนกัน
ที่เป็นหินทั้งลูกใน ขณะที่เขาอื่น ๆ และบริเวณอื่น ๆ แถบนั้นไม่มีหินเลย
พรรคพวกระดมกำลังขุดกันใหญ่ นัยว่า ทรัพย์จะเป็นมณีแดงก้อนโต
แต่ขุดลงไปก็มีแต่ "แดงลาว" ไม่ใช่ แดงสยาม เราเรียกกันว่า แดงลาว
เพราะเป็นหินก้อนเล็ก ๆ สีแดงล้วน ๆ มีอยู่มาก แต่ไม่มีร่องรอยอะไร
ให้เห็นว่า จะมีพลอยหรือทับทิมเลย มีแต่ผึ้งไม่รู้มันแห่กันมาจากไหน
มาถึงก็รุมกันเกาะหัวหน้าคณะและคนที่ขุด ไต่ตาม เนื้อตามตัว คงจะหากินเนื้อเค็มๆ
ถ้ามุดเข้าไปที่ไหนหาทางเดินไม่ได้ก็ต่อยเอา เลยต้องก่อไฟรมผึ้งกันอีก
คุณเสริมหัวหน้าคณะ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องช่วยขุด
นั่งมองไปมองมา จึงเห็นหินขาวบนภูเขา อยู่ตรงกับยอดไม้ 2 ต้น ที่ท่านบอกว่า
เป็นที่หมายว่า มีอยู่จริง ๆ น่ะแหละ แต่อย่างไรก็ดีขุดกันไปจนถึงน้ำ
ก็ไม่เห็นมีอะไร นอกจากแดงลาวเจ้ากรรมนั่น เลยต้องเลิกขากลับ เอกกำลังเดินอยู่ดีๆ
คนเดียวในถ้ำไม่ทราบถูก ใครถีบเสียเซออก ไปข้าง ๆ บ่นขรมทีเดียว เดินผ่านมาถึงที่อุดมเห็นสัตว์เหมือนหมี
ปรากฏว่า เป็นตอไม้ไหม้ไฟตอหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อกลับถึงที่พัก ตอนกลางคืน เลยให้อุดม ติดต่อเทวดา
อุดมบอกว่า เห็นเจ้าเขานั่งหน้าบึ้งอยู่บอกว่า ไม่ให้เสียอย่างจะทำไม
เราก็เถียงกันว่า ท่านวิเชียรให้แล้วนี่ แกก็ตอบมาว่า ให้ก็ให้ไป แต่คนเฝ้าได้รับคำสั่งตรงจากเบื้องบนที่สูงกว่าท่านวิเชียรนี่
รุ่งขึ้นคณะ ฯ ก็ต้องล่าทัพกลับบ้าน พร้อมกับบ่นในใจว่า เทวดา นี่ยังไงกันแฮะ
เดี๋ยวให้ เดี๋ยวไม่ให้
ต่อมาเมื่อพบหลวงพ่อ คุณอ๋อยก็ฟ้อง หาว่า เทวดาหลอกลวง
หลวงพ่อหัวเราะแล้วบอกว่า รู้แล้วว่า ไปขุดไม่ได้อะไร แต่จะได้พบสิ่งอัศจรรย์
ก็เลยปล่อยให้ไป
สรุปแล้วคราวนี้ ได้เห็นว่า เทวดาเอาข้าวทิพย์มาโปรยสำหรับทำบุญได้
แล้วก็ได้ความสนุก จากการผจญภัยต่าง ๆ ก็ดีเหมือนกัน ต่อมาอีกวาระหนึ่ง
เกิดคบขึ้นกันขึ้นอีกว่า เทวดาไม่ให้ก็ช่างเทวดาเราไปเอาไอ้แก้วเขียว
ๆ ที่เป็นของธรรมชาติ นั่นดีกว่า ยังไม่ยักเข็ด ที่เจ้าเขาแกโกรธเอา
พอปรึกษาและปลุกใจกัน นิดหน่อย แล้วก็ตกลงไปกันอีก เป็นครั้งที่ 2
ก่อนไปก็ติดต่อทางเบื้องบน ตามระเบียบอย่างคร่าวก่อน
แต่คราวนี้เอาใหม่ คือ ช่วยกันถางทางไป จนถึงหน้าถ้ำ เอารถไปจอดที่ถ้ำเลยทีเดียว
ห้วยต่างๆ สำรวจใหม่ ก็อยู่ในวิสัย ที่รถจะลุยข้ามได้ทั้งนั้น เมื่อเตรียมการเรียบร้อยดี
ถึงวันได้ฤกษ์ คณะก็ออกเดินทางแต่เช้า ไปแวะกินข้าวที่บ้านนายายอาม
ตรงนี้มารู้ภาย หลังว่าเขาห้าม แวะก่อนถึงที่หมาย พอถึงทางแยกในป่า
ที่จะไปเขาถ้ำ เกิดพายุเมฆดำพัดมาทางคณะ ฯ เอ๊ะ ท่าไม่ดีบางคนก็ร่ายคาถากำจัดพายุ
ฝนก็ลงนิดๆ เข้าไปถึงกลางทาง รถติดหล่มในห้วย พอดีใกล้เพล เลยต้องรีบจัดเครื่องบวงสรวง
วางเข้าบนหน้า หม้อรถยนต์นั่นเอง ฝนก็กระหน่ำใหญ่ ไม่ลืมหูลืมตา ล่อกัน
ทุลักทุเล กว่าจะถึงถ้ำได้ ก็บ่ายมากแล้ว เลยไม่เป็นอันทำมาหากินอะไร
ขึ้นไปดูบนยอดเขา จะหาทางลงปล่อง ไปสกัดแก้วเขียวนั้น ปรากฏว่า คุณแดงหาปากปล่องไม่เจอะ
รู้สึกว่า ปล่องถล่ม เสียหมดแล้ว เหลือช่องเล็กเกินไป เข้าไม่ได้
รุ่งขึ้นตั้งพิธีทำการขุดใหม่ ที่จุดใหม่ที่ "ท่าน"
ชี้ให้ด้วยการประทับทรง คราวนี้ขุดสะดวก ดินก็อ่อนมีกลิ่นหอม คนขุดบอกว่า
มั่นใจมากว่าจะขุดได้ ขุดไปจนเย็นมันก็ไอ้ "แดงลาว" อย่างเก่านั่นแหละ
ตอนหนึ่งอุดมเงยหน้าขึ้นมาถามว่า ทำอะไรตกหรือเปล่า คุณเสริมบอกว่า
เปล่า อุดมก็บอกว่า ทำไมถึงมีเสียงดังตึง ? เสร็จ ! รูปนี้ แสดงว่า
สมบัติเคลื่อนที่เสียแล้ว เพราะหลวงพ่อเคยเล่าว่า ทรัพย์ที่วัด เคลื่อนที่หนีคนขุดเสียงดังตึงใหญ่
ได้ยินไปถึงฝั่งโน้น จนต้องนั่งเรือข้ามาถามว่า รถชนกำแพงวัดหรือไง
ขุดต่อไปจน เกือบ ตี 1 ก็ต้องเลิก แล้วอาบน้ำเข้านอนกัน ทีแรกก็นอนกันอยู่ข้างนอกดี
ๆ เสียงอุดม บอกเหม่ว่า "อาจารย์ ๆ ไปนอนบนรถเถอะ ท่าไม่ดีเสียแล้ว"
เลยกลัวกันใหญ่ ปืนเปิ่นอะไร ต้องขึ้นนกห้ามไกไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไร
รุ่งเช้า เอกเล่าว่า เมื่อคืนนี้น้ำก็ไม่ได้อาบ เพราะอุดมอาบน้ำ
ก่อนแล้วยืนรออยู่ใกล้ ๆ ขณะที่เอกกำลังจะอาบ เสียงอุดมบอกว่า "เอกๆ
กลับเหอะ" เอกก็พอดีเหมือนกัน เขาบอกว่า กลับก็กลับเลยไม่ต้องซักถาม
อะไรกันละ เรื่องนี้อุดมอธิบายว่า เห็นตัวอะไรก็ไม่รู้เล็ก ๆ ดำ ๆ
เหมือนหมีแต่หน้าขาวจั๊วะ ยืนแอบต้นไม้ ดูอยู่น่ากลัว จะเป็นผี ฟังเรื่องกันดูแล้ว
แดงออกความเห็นว่า "น่ากลัวจะเป็นลูกผีว่ะ เลยยังหลอกไม่เป็น" ส่วนที่เรียกเหม่
ให้เข้าไปนอน ข้างในนั้น เพราะว่า มีอะไรมาสัมผัส ขนลุกซู่ ๆ ผิดปกติ
แล้วรู้สึกคล้าย ๆ ว่าจะมีงูด้วย
เมื่อพักผ่อนกันดี ตอนบ่ายก็เดินทางกลับ มาค่ำเอากลางทาง
พบว่า สะพานข้ามห้วยพังไปเสียแล้วรถลากซุง เขาบุกกันไปข้าง ๆ ได้ เพราะรถสูงมาก
และ ใช้สลิงลากได้ ส่วนของเราไม่มีสลิงอยู่แถวนั้นเลยต้อง เอาไม้มาพาด
ๆ ต่อกับบนสะพานที่หัก ซึ่งเป็นสะพานเหนือผิวน้ำหน่อยเดียว ให้รถค่อย
ๆ ไต่ไป แต่เมื่อล้อรถต้องเปียกน้ำ และมีโคลนบนกระดาน รถก็เลยลื่นหล่นลงไป
ติดหล่มอยู่ในลำธาร เสร็จกัน ! ในขณะ ที่ทอดอาลัยตายอยาก นึกว่า จะต้องรอกันจนเช้า
คุณเสริมก็พบว่า รถมันไม่ได้จมลงไปทุกที ๆ อย่างที่คิด ตรงกันข้ามพื้นลำธารกลับ
เป็นกรวดทรายแน่น คลำ ๆ ดูใต้ท้องรถปรากฏว่า แผ่นกระดานไปยันอยู่ดังนั้น
เมื่อรื้อออกเสียได้ก็ใช้กำลัง เครื่องยนต์ประกอบกำลังคนใช้เชือกฉุดก็เลยขึ้นฝั่งได้
การขุดครั้งที่สองนี้ไม่ได้อะไรมาก นอกจากความลำบาก
และเมื่อรายงานหลวงพ่อ ท่านก็หัวเราะใหญ่ บอกว่า ไอ้ลูกผี และไอ้ที่ทำขนลุกซู่
ๆ นั่นคือ เทวดาที่เข้าคุ้มครองอยู่ เขาเฉียดมาใกล้ ๆ ส่วนงูนั่นมีมาจริง
ๆ เป็นงูสีดำ ใหญ่เท่าต้นขา และมันเลื้อยผ่านปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง ส่วนปัญหาว่า
เทวดาหรอกไปขุดสมบัติ ทำไมนั้น ดู เหมือนท่านบอกว่า "เอามันให้เข็ดมันอยากโลภกันมากนัก"
เช่นเดียวกับเลขหวยต่าง ๆ บอกมา ทีไรก็ต้องผิดทุกที ท่านบอกแล้วว่า
เรื่องโชคนี้ อย่าไปขวนขวาย
เพราะเป็นเรื่องของบุญกุศล หรือทานที่ทำไว้ในปางก่อนถึงเวลาก็มีมาเอง
ไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องขอ ไอ้ที่ขอได้นั่น เรื่องเขาจะได้อยู่แล้ว
มันก็ เลยคิดออกว่า เลขนั้นเลขนี้ มีคนมาขอหวยท่าน
ๆ แกล้งบอกให้ไปนับกองขี้หมาตามทาง กลับบ้านดูซี ยังไปถูกเสียจนได้
แต่คนโลภนี้ จะเข็ดก็หาไม่ เพราะอยู่มาวันหนึ่ง เทวดาก็บอกอีกแล้วว่า
ทางเมืองกาญจน์น่ะ สมบัติเยอะนะแก พวกพม่ามันฝังไว้ ไอ้ที่หมดอายุการเป็นเจ้าของแล้วก็มี
ลองไปตรงคุ้มน้ำตรงนั้นซี จะมีที่กำบังตาอย่างดี ลักษณะมองจากข้างบนก็ไม่เห็น
มองจากแม่น้ำก็ไม่เห็น เอาอีกแล้ว คุณเสริมจัดแจงหาแผนที่มา ให้ท่านชี้จุด
แล้วจัดการ ไปสำรวจกัน กว่าจะหาจุดในภูมิประเทศได้ กว่าจะยืมเรือ (รั่ว)
ของชาวบ้าน ให้ เหม่พายทวนน้ำไป ได้ก็หอบหาไปหามาไปเจอะเข้าจริง ๆ
ลักษณะตรงทุกอย่าง
คราวนี้ก็คณะเดิม เป็นส่วนใหญ่ มีคุณเสริม คุณอ๋อย
คุณชอ คุณเหม่ คุณแดง ต้อม ทักษิณ สองคนท้ายนี้ ไปแทน อุดม กับ เอก
ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ยืมแพยางไป 1 แพ สำหรับข้ามน้ำ รถยนต์ไปถึงท่าม่วง
ยางแตก ฤกษ์เสียอีกแล้ว (คราวที่ไปเขาถ้ำรถเสียทีหนึ่งแล้ว) แต่ก็ไปกันจนถึงจุด
จุดที่จะขุดอยู่คนละฝั่งน้ำต้องขน ของลงแพยางข้ามไป เมื่อไปถึง ก็ตั้งเต๊นท์
จัดที่พักกัน ถึงกลางคืน ก็สวดมนต์นอน ที่จุดนี้ เป็นฝั่งแม่น้ำ ไม่มีอะไรน่ากลัวเหมือนเขาถ้ำ
น่ากลัวอยู่อย่างเดียวคือ นอนกันอยู่ใต้ต้นไม้เอน ซึ่งอาจจะโค่นลงมาทับเอาเมื่อไหร่ก็ได้
แต่คิดว่า ไม่ถึงที่ไม่ตาย ก็เลยนอนกันไปได้
รุ่งขึ้น บวงสรวงแล้ว ก็หาที่ขุด แล้วขุด ๆ ๆ กันลงไป
ที่นี่ขุดง่าย เพราะ เป็นทราย แต่ขุดแล้ว ตามกำหนด คือ ลึกลง ไป 3
เมตร แล้วชอนไปอีกหน่อย ก็ไม่เห็นเจอะอะไร ตกกลางคืนตี 2 ฝนเทใส่หัวไม่ได้หลับ
ไม่ได้นอนกันเลย สนุกพิลึก เต๊นท์กางนั้นกันไม่ได้เลย เพราะใช้ผ้าพลาสติกขึง
ๆ เอา
ความจริง การขุดสมบัติเที่ยวนี้จะว่าเสียเที่ยวเปล่าก็ไม่เชิง
เพราะได้เรียนรู้ชีวิตของคนจนไปด้วยนิดหนึ่ง ตรงบริเวณที่ขุดนั้น เป็นชานพักของตลิ่ง
อยู่ติดกับไร่ของชาวบ้าน และ เป็นท่าน้ำที่ชาวบ้านมาลงเรือด้วย พอคณะ
ฯ ไปกางเต๊นท์ทำหลังคา ก็มีเด็กตัวมอม ๆ หลายคนมามุงดู ตัวเล็ก ๆ ทั้งนั้น
ได้ความว่า ครอบครัวนี้มา รับจ้างตัดอ้อย มีลูกทั้งหมด 9 คน ก็เลยหาเรื่อง
ให้สตางค์จ้างเขาไปตัดต้นอ้อมาทำโต๊ะ วางกับข้าว แกรับเงินแล้ว แกก็ชวนกันไปซื้อน้ำหวานกิน
คณะ ฯ ได้ยินเรื่องน้ำหวาน ก็เลยวานเด็กพวกนั้นไปซื้อมากินบ้าง
จะให้ค่าเดินแกเป็นเงิน แกก็บอกว่า ไม่ต้องหรอกแค่นี้เอง นี่เป็นน้ำใจของคนจน
ไม่ใช่ว่าแกจะเห็นแก่เงินจนตาลุกเสมอไป นี่ขนาดเด็กตัวเล็กๆ เสื้อไม่ใส่
ตัวดำ พุงปลิ้น เด็กพวกนี้ มีพี่สาวคนหนึ่งกำลังรุ่น ชื่อ แม่สั้น
ตอนเย็นลงมาตักน้ำ คณะ ฯ ก็บอกว่า เออ พวกเราคนนี้ (ต้อม) เขาชื่อ
"ยาว" สั้นกับยาว คล้องกันเปี๊ยบเลยยุ เท่าไหร่ ๆ นายต้อมไม่กล้าจีบ
คณะเลยให้ สตางค์ไป 100 บาท บอกแม่สั้นว่า เอาให้แม่นะ ให้ซื้อเสื้อผ้า
หรือขนมให้เด็กนะ แกก็ไม่รับ ความจริงเด็กพุงโลพวกนั้นได้ชวนคณะฯ ไปนอนที่บ้านด้วยซ้ำ
(ไม่มีการปรึกษาผูใหญ่ก่อนเลย) ต่อมาใน วันรุ่งขึ้น ยังเก็บมะเขือเก็บพริก
ใส่ตะกร้า มาแจกให้คณะ ฯ กินเสียอีก บอกว่า แม่เขาปลูกไว้ สำหรับเอาไปขายในตลาด
จะให้สตางค์แกก็บอกว่า ไม่ต้องหรอก นี่ในชีวิตจริงเป็นอย่างนี้ แต่พวกปลุกระดม
แกแหกตาเราแทบตาย ช่องว่างช่องแคบอะไรของแกน่ะแหละ
ไร่ที่นี่เป็นไร่อ้อย ฤดูตัดอ้อยหาคนตัดยาก บางทีคนงานภาคอื่นมา
ขอเงินล่วงหน้าได้เงินแล้วหนีไปเลยก็มี ฉะนั้น เจ้าของไร่ มักต้องตระเวน
ไปหาครอบครัวที่จน ๆ แต่ดี ๆ มาเลี้ยงไว้ แล้วอุปการะ โดยให้เซ็นของกินไปก่อนได้
พอได้ค่าจ้าง จากการตัดอ้อย ก็ค่อยมาเฉ่งกัน ลูกเด็กเล็กแดง อะไรพอทำงานได้
ก็ช่วยกัน ตัดอ้อยบรรทุกรถ ดูเหมือนจะให้ค่าตัดร้อยละสิบบาท เวลาไม่ได้ตัดอ้อยพวกเด็กๆ
ก็ไปปักแร้วดักนก (ซึ่งคณะ ฯ สะดุดหลุดไปเสียหลายอัน) พี่น้องเขารักใคร่กลมเกลียวกันดี
แต่เรื่องความสะอาดแล้ว ไม่ต้องพูด กันละมอมแมมทีเดียว คุณชอต้องบอกให้ถอดเสื้อมาแล้วซักให้เขา
บางคนก็ไม่อาบน้ำ ไล่เลียงไปมาเขา หายไปพักหนึ่ง แล้วมายิ้มกะเรียกะราด
ให้ดูเป็นเชิงว่า นี่ไง อาบแล้ว
นี่นิสัยไทยแท้สู้ไม่ถอย ไม่บ่น กำลังใจดีเสมอ เป็นนิสัยที่ดี
แต่พวกปลุกระดมกำลังจะทำลายให้เลิกสู้ ให้เอาแต่ร้องแรกแหกกะเฌอ
ไม่ทำงานแต่จะเอา ๆ หรือ พอมีกินก็ร้องเอามากกว่านี่ ๆ เอาให้นายจ้างพังจนได้
เศรษฐกิจจะได้ล่ม ถ้าไทยเราอยู่อย่างไทย ๆ เราก็ไปรอดแน่นอน
เอ้า เมื่อขุดไม่ได้ ก็กลับมาบ้าน มาต่อว่าเทวดากันใหม่ว่า
หลอกกันอีกแล้ว ท่านก็บอกว่า เอ็งขุดเลยไปนี่หว่า มันควรจะขุดชอนตรงนั้นดันขุดเลยไปเสียได้
พอดีหลวงปู่ธรรมไชย มาที่บ้าน เลยขอให้ท่านช่วยดูให้ หลวงปู่องค์นี้เมตตาไม่สิ้นสุด
ขอให้ทำอะไรไม่เคยขัด เวลาจะทำพิธีอะไรก็ยืดยาว ต้องครบเครื่อง ไปไหนกับหลวงพ่อไม่ค่อยได้
เพราะหลวงพ่อใจร้อนรักษาเวลา บางทีถึงเวลาไป อ้าว หลวงปู่ยังทำพิธีให้เขาไม่เสร็จ
หลวงพ่อก็เร่งใหญ่ หลวงปู่ท่านพูดอ่อยๆ อย่างน่าสงสารว่า " หลวงปู่ทำอะไรเร็ว
ๆ ไม่เป็น " สงสาร ท่านว่า คนกวนมากมาย โดยเฉพาะคนไข้ บางทีท่านเข้านอนตี
2 ตี 3 สงเคราะห์คนไข้ ตี 5 คนไข้มานั่ง รออีกแล้ว เรื่องที่จะปฏิเสธใครนั้นหลวงปู่ทำไม่เป็นเลย
คราวนี้ก็เช่นกัน หลวงปู่ท่าน ก็ดูให้ ดูแล้วท่านก็บอกอย่างเกรงใจ
ๆ ว่า "เอ หลวงปู่ว่า ไม่มีนะทรัพย์น่ะ" คณะ ฯ ก็ไม่เชื่อท่านตามเคย
กลับไปขุดอีก
ไปคราวนี้ เรือยางที่ยืมมาเอาไปคืนเขาเสียแล้ว ประกอบกับพายทวนน้ำไม่ขึ้น
ด้วยคุณเสริม หัวหน้าคณะ หาทางออกใหม่ ไปซื้อเรือพายขนาดนั่ง 3 คนมาลำหนึ่ง
แล้วขอยืม เครื่องตัดหญ้าเล็ก ๆ ชนิด มีใบพัด อย่างเรือหางยาวมา ทำใบพัดเปลี่ยนเสียใหม่
เอาไปติดเรือพายกลายเป็นเรือหางยาว ทดลองแล่นในสระ ใช้การได้ดีเหมือนกัน
เอาบรรทุกบนหลังคารถแลนด์ฯ ไปเที่ยวนี้เปลี่ยนสมาชิก เหม่ไปไม่ได้
ต้อมไปไม่ ได้ เอาหน่อย (ลูกคุณ เสริม) กับ อู๊ด (รังสิต วัสนชิน)
ไปแทน เรือหางยาวนี้ ไม่เคยมีใครหัดขับ แต่เห็นว่า มันไม่น่าจะยากอะไรนี่
ข้ามน้ำเที่ยวแรก แดงขับ พอบ่ายหัวออกสู่กระแส หัวเรือก็ล่องตามน้ำทันที
ร้องเฮ้ยๆ กัน เป็นการใหญ่ แต่เรือก็หมุนมาเข้าที่เดิมได้ อย่างทุลักทุเล
เปลี่ยนใหม่ ให้หน่อยนักบินมือดี ลองขับดูบ้าง ออกได้หัวเรือ ก็ตำพรวดเข้า
ไปในกอไม้ ริมตลิ่งโน้น ทำไงล่ะ อู๊ดก็แล้วกัน อู๊ดได้ไหม ? "ได้"
ก็บรรทุกของ แล้วนั่งกัน สามคนพอเบนหัว เรือออก ก็หมุนคว้างตามกระแสน้ำมาอีกแล้ว
กลับมาเข้าที่เดิม ผู้โดยสารเฮ้ยๆ กันจน เรือโคลง โคลงไปโคลง มาน้ำเข้าหนักเข้า
เลยจมบุ๋มลงไปเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่เรือไม่ได้พลิก คราวนี้เอาแล้ว เกิดกลียุค
ขนมเปี๊ยะบวงสรวง เอย ส้มสูกลูกไม้เอย ลอบกันฟ่องทีเดียว นายท้ายอู๊ดมือหนึ่งถือเครื่องเรือชู
อีกมือหนึ่งพุ้ยน้ำ กว่าจะเข้าฝั่งได้ ก็เหนื่อย ขึ้นฝั่งแล้วหัวเราะกันแทบตาย
ลงท้ายพายข้ามไปง่ายกว่าตั้งเยอะ ส่วนคุณเสริม เห็นว่า ต้องข้ามหลายเที่ยว
เลยลองพุ้ยน้ำดู เอ๊ะ พอไปได้ไหน ๆ ก็เปียกแล้ว ว่าย ข้ามไปอย่างกระดืบ
ๆ คงพอไหว ปรากฏว่า พอออกห่างฝั่ง น้ำพัดพรวดไปจนเกือบถึงแก่ง กว่าจะหยั่งถึง
ดินได้เลือดตาแทบกระเด็น น้ำเชี่ยวจริง ๆ แต่มองไม่ออก เชี่ยวขนาดยืนในน้ำแค่เข่ายังยืนไม่ติด
ผลของการข้ามน้ำ ปรากฏว่า มีการสูญเสีย หลายอย่าง
คือ เครื่องเซ่น เครื่องบวงสรวง กลายเป็นเซ่นแม่พระคงคาไป แว่นตาราคาแพงของคุณเสริมหลุดหาย
ในขณะว่ายน้ำ คุณเสริมบอกว่า ถ้าจะไล่คว้ากันจริงๆ ก็คงทัน แต่ก็คงจะจมน้ำตายด้วย
เพราะกระแสน้ำแรงจัด ปืนพก 9 มม. ของอู๊ดตกหายไป 1 กระบอกคุณ เสริมตั้งสมญา
ใหม่ว่า "เสือปืนหาย" มารู้กันในภายหลังว่า วิธีขับเรือข้ามน้ำนั้น
เขาให้หัวเรือโต้น้ำเฉียง ๆ ไว้นิดเดียว มันก็จะข้ามไปเอง ถ้าตัดตรงไป
น้ำเชี่ยวอย่างนี้ มันก็ต้องหมุนตามน้ำไปทุกที ได้ความรู้ เมื่อเรือจม
ไปขุดทรัพย์คราวนี้ก็ไม่ได้ความอีกตามเคย เมื่อถอยทัพกลับมา
อย่างมีระเบียบแล้ว ลองเรียนถามหลวงปู่ธรรมไชยดูอีก ท่านบอกว่า เทวดาที่นั่นโกรธมาก
ก็ทรัพย์ไม่มี ๆ ยังไปขุดกันอยู่ได้ เอาปืนมันทิ้งน้ำไป มันก็ยังไม่กลัวอีกแน่ะ
ขืนไปอีกทีจะฆ่าเสียเลย คณะขุดได้ฟังก็หัวเราะ เพราะรู้ว่า เทวดาขู่เล่น
เรือพาย ลำเล็กที่ซื้อมา คุณเสริมก็เลย ถวายวัดท่าซุงไป สำหรับพระ
จะได้พายไปบิณฑบาต ต่อจากนั้นมา ไม่นาน คุณเสริมก็มีอันเป็น คือ แน่นในท้องอยู่
2-3 วัน จนปวดร้าวไปทั้งตัวครอบครัวเลยเข็นเข้า โรงพยาบาลไปจนได้ รักษาตัวอยู่
2-3 วันก็กลับบ้าน หมอสงสัยจะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี แต่ยังตรวจไม่พบ
ขอให้ไปตรวจ หลังจากอาการสงบดีแล้ว ซึ่งคุณเสริมยังเกเรอยู่จนบัดนี้
ในภายหลังเทวดาบอกว่า ถ้าหากไม่ใช้ให้ไปรับเคราะห์เสียอย่างนี้แล้ว
ก็ต้องผ่าท้องแน่ ๆ พูดถึงเทวดาที่ บอกว่า ท่านพูดอย่างนั้นอย่างนี้นั้น
มีวิธีติดต่อสามทาง คือ ถามผ่านทางท่านผู้มีฌาน การเข้าทรง และการเดินกระดาน
(ถ้วยแก้ว) เรื่องเช่นนี้ "ผู้ฉลาด" หลาย ๆ คนกล่าวว่า เป็นการงมงาย
แล้วมักจะมองดูด้วยความดูถูก หรือเหยียดหยาม แต่คุณอ๋อย และพวกไม่ได้ตกลงไปในความงมงายชนิดนั้น
คือไม่ได้เชื่อกัน อย่างหัวทิ่มหัวตำ ไม่ฟังเหตุฟังผล อย่างน้อยก็สงวนไว้ส่วนหนึ่ง
คือ เผื่อไว้เสมอว่า อาจจะไม่ใช่เป็นความจริงเสมอไป สำหรับในเรื่องการไปขุดสมบัตินี้
ถึงแม้ว่า จะเป็นเรื่องเลื่อนลอย แต่ก็ชวนให้ลึกลับตื่นเต้น มีการผจญภัย
จะเป็นเรื่องจริง หรือไม่ก็คาดว่า คงสนุกแน่ ๆ ก็เลยไปกันจะว่าไปเรื่องลายแทง
เรื่องขุดสมบัตินี้ ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าเลือดเข้าเนื้อคนไทยมานานแล้ว
ด้วยกันน่ะแหละ
|