คุณอ๋อยกับความเจ็บป่วย


เมื่อประมาณปี 2516 คุณอ๋อยบังเอิญคลำพบก้อนเนื้อเป็นไตแข็ง ที่อกข้างขวา ดังนั้นจึงไปตรวจอาการ แล้วให้หมอทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ คุณหมอบุญเกตุ ผ่าออกมา แล้วส่งไปตวรจ เดี๋ยวนั้น ปรากฏว่า มีเชื้อมะเร็ง เลยตัดออกหมดทั้งข้าง ตามวิธีการของหมอ ตัดแล้วให้เข้ารับการรักษาด้วยรังสี ครบตามขนาด กินเวลาประมาณ 1 เดือน ต่อจากนั้นหมอสั่งให้หมั่นไปตรวจอาการเสมอๆ

ต่อมาไม่นานนัก เมื่อเห็นว่า อาการของมะเร็ง ปรากฏให้เห็นเช่นนี้แล้ว จะปล่อยมดลูก รังไข่ ซึ่งมีอาการไม่ดี คือ มีโลหิดออก ในบางคราว เอาไว้คงจะไม่น่าไว้ใจ ดังนั้น จึงเข้าโรงพยาบาลเดิม ผ่าตัดเอาออกไปเสียอีก คราวนี้สามารถกลับบ้านได้ในเวลา 3 วัน

หลังจากผ่าตัด อาการอื่นๆ ก็เป็นปกติ เว้นแต่ แขนขวา ซึ่งมักจะบวมเป่ง เนื่องจาก ท่อทางถูกตัดไปของเหลวต่างๆ ไม่มีทางหมุนเวียน คงจะคั่งตัวกัน นอกจากนี้แล้ว อาการอื่นๆก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากว่า ถ้าใช้แขนขวาแล้วมักจะเจ็บชายโครง

เวลาผ่านไปประมาณ 4 ปี พวกที่เข้าผ่าตัดมะเร็ง ในระยะใกล้เคียงกันต่างไปหมด แต่คุณอ๋อยไม่เป็นไร ทำให้ใครๆคิดว่า พ้นเขตอันตรายเขตอันตราย เขาว่ากันว่า ถ้า 5 ปีไม่เป็นไรก็แปลว่า ปลอดภัย

พอเริ่มวางใจ คุณอ๋อยเกิดมีอาการ เจ็บปวดแสบปวดร้อนภายในอก แล้วก็มีตุ่มใสๆ ที่ผิวหนังอกหน้าเดิม ที่ตัดออกไป คุณอ๋อยคลำไปคลำมา พบก้อนเนื้อแข็ง ในร่องกระดูก ไหปลาร้า การเจ็บปวดแสบปวดร้อน จากภายในเหมือนเอาไฟไปเผานี้ ภายหลังจากออกมาเป็นตุ่มแล้วคล้ายกับว่า ทุเลาลง เหมือนกับเอาพิษ มาทิ้งข้างนอก แต่ความเจ็บเพิ่มขึ้นทุกที จนแทบทนไม่ได้

คุณเสริม แอบถาม ท่านผู้มีฌาน ขอให้ติดต่อลุงพุฒิดูว่า หมดอายุขัยหรือว่า อุปฆาตกรรม ถ้าเป็นอุปฆาตกรรมจะผ่อนกรรมอย่างไร คือเจ้ากรรมเขาต้องการอะไร ท่านตอบว่า เป็นอุปฆาตกรรม หากผ่านคราวนี้ ไปได้จะมีอายุต่อไปได้อีก 40 ปี ความจริง เรื่องการเป็นการตายนี้ ลุงพุฒิบางที ท่านก็บอกผิดๆมาให้ คือ บอกมาว่า ไม่ตายแต่ตายเสียก็มี สำหรับคราวนี้สั่งให้ถวายสังฆทาน แล้วเผาหุ่นกระดาษ ชื่อคุณอ๋อย ( ซึ่งหลวงพ่อเคยล้อว่า หลอกเทวดา ) คราวนี้พอไปที่วัด เรียนหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า พระท่านมาสั่ง ให้ทำพิธีบังสกุลตาย บังสกุลเป็นด้วย เป็นอันว่า ทำพิธีกันเสร็จไป หลวงพ่อบอกว่า ต่อไปนี้เทวดาชื่อ มณีรัตน์ ท่านขอยืมร่างใช้หน่อยนะ จะทำอะไรให้บอกท่านด้วย

พอกลับบ้าน ก็รู้สึกว่า มีอาการขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวไข้ร้อนสูงจัด เดี๋ยวก็หาย ลองปรึกษาหลวงตาแสงดู ท่านบอกให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว อาจเป็นการทำเคล็ดก็ได้ เลยย้ายไปอาศัยอยู่บ้าน คุณอำไพ พวงทอง ที่อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกับ คุณปิ่น พวงทอง มารดา มีหมอยุวดีอยู่ด้วยคนหนึ่ง อยู่บ้านนี้ดีเหลือหลาย อยู่ก็ฟรี กินก็ฟรี มีหมอประจำ บางทีคุณปิ่นก็ซื้อรังนกมาช่วยบำรุงเสียอีกด้วย

คุณอ๋อย ปรารภว่า บ้านนี้มีบุญคุณท่านเท่าชีวิตทีเดียว อยู่มาได้ 2 เดือนกว่า โดยคุณอำไพ ช่วยดูแล ในเรื่อง การรักษาทางพลังจิตด้วย อาการก็ยังทรงๆทรุดๆ เห็นว่า ถ้าขืน อยู่นานเกินไป จะไม่เป็นการสมควร ก็เลยย้ายกลับมาอยู่บ้านเดิม คราวนี้ตุ่มต่างๆมีมากขึ้น แต่ที่ทำความปวดจริงๆที่แขน ที่บวมเป่งกับความเจ็บที่ท้องด้านซ้ายบ้างขวาบ้าง พอประมาณ ซึ่งทำให้หาท่านอนที่ถนัดได้ยาก ความเจ็บที่แขนนั้น ในบางคราวมีมากจนขนาดที่ว่า คุณอ๋อยสั่งฝากไปถึงหลวงพ่อ ขออนุญาต ให้หมอฉีดยาให้ตายไปเสีย หลวงพ่อ ตอบว่าไม่ได้ ยังไม่จบกิจ ห้ามหนี แม้พระอรหันต์ จบกิจพระศาสนา สามารถหนีได้ ท่านก็ยังไม่หนี อย่างนี้ เสียชื่ออาจารย์หมด ให้เอาความเจ็บนั่นแหละ เป็นวิปัสสนา พิจารณาความทุกข์ของขันธ์ 5 ไป

แผลที่หน้าอก ในตอนหลังตุ่มต่างๆ ก็เป็นสะเก็ด แล้วลามถึงกันหมดขนาดเท่าฝ่ามือเห็นจะได้ เมื่อหลวงปู่ธรรมไชยามาเยี่ยม ท่านก็พ่นหมากให้ และทำแผลทาขี้ผึ้งให้ รู้สึกว่า อาการ เจ็บภายในคลายตัวลงไป ถามหลวงพ่อ หลวงปู่ท่านก็บอกว่า หายไม่เป็นไร หลวงพ่อบอกว่า ตายไม่ได้จะเอาไว้ใช้งาน เหล่านี้พวกศิษย์ ก็ทราบว่า เป็นคำ ปลอบใจ เพราะ เมื่อคราวจ่าพัวที่เป็นมะเร็ง เหมือนกัน ท่านก็ตอบว่า หายไม่เป็นไร แล้วก็ตาย (คุณอ๋อยเองก็ออกปากในเรื่องนี้) แต่ถึงอย่างไร ก็เป็นการช่วยกำลังใจบ้าง ไม่ ให้ใจเสีย เหมือนคำตอบว่า ตายแน่ๆ อย่างนี้ท่านไม่ถือว่าเป็น มุสาวาท เพราะมุสาวาท ต้องมีส่วนที่จะเอาประโยชน์ทางลาภผลหรือตัดประโยชน์ทางลาภ ของผู้อื่น เป็นจุดสำคัญ

ระยะต่อมา อาการหายใจ รู้สึกว่า ไม่สะดวก หายใจไม่เข้าไม่ออก คือ หายใจตื้นมาก หมอกระซิบ บอกว่า อย่างนี้ เป็นสัญญาณว่า ไปถึงปอดแล้ว จะขึ้นสมองในเร็ววัน แล้วก็จะเป็นวาระสุดท้าย ในตอนนี้ มีแขกมาเยี่ยมมากขึ้น เพราะ ข่าวการเจ็บป่วย ค่อย ๆ กระจายออกไปทุกที วันหนึ่ง เมื่อช่วยกันหาม คุณอ๋อยลงมาข้างล่าง เพื่อให้ชมห้องฟังธรรม ที่เพิ่งปูพรมอัดสีแดงเสร็จ ไหน ๆ ลงมาแล้ว หน่า (ลูกสาว) ก็เลยจัดห้อง ให้นอนเสียข้างล่าง เรื่องห้องน้ำก็ใช้วิธีต่อที่นั่งส้วมเข้าสะดวกสบายดี หนุ่ยกับหน่า ช่วนกันชะแผลเช้าเย็น ตอนกลางคืน โหน่งกับหน่า ผลัดกันนอน ทำหน้าที่พยาบาล นับว่า ดีกว่าอยู่โรงพยาบาล ซึ่งคงไม่มีทางทำอะไรดีกว่านี้

ใครต่อใครที่ทราบข่าว ก็ช่วยกันเป็นการใหญ่ คุณละม่อม คุณอรรณพ ช่วยพยาบาลด้วยพลังจิต คุณชวาล ใช้วิธีกระตุ้นประสาท ได้ผลดีเหมือนกัน คุณหมอวีรวรรณ คุณหมอยุวดี คุณหมอแวววิทย์ ช่วยกันจัดน้ำเกลือบ้าง วิตามิน และอาหารที่ให้ทางเส้นเลือดบ้าง มาจัดการให้ด้วยตนเอง บางคนก็บอกยาไทย ที่รักษาโรคมะเร็งได้เด็ดขาด มีพยานทุกรายว่า หมอปัจจุบันบอกว่า หมดหวังแล้วทั้งนั้น แต่กลับหายได้ แต่คุณอ๋อย รักษาด้วยยาของหลวงปู่ธรรมไชยอยู่ จึงได้แต่ขอบคุณ ความหวังดี ของท่านเหล่านั้น คุณหญิงเยาวมาลย์ บุนนาค สามีของท่านคือ ดร. เดือน บุนนาค ป่วยเดินไม่ได้จะไปไหนต้องให้นั่งรถเข็น อุตส่าห์จัดการเอารถนั่งเข็นมาให้ สำหรับไปนั่งสูดอากาศบริสุทธิ์หน้าบ้าน นับว่าเป็นความกรุณาอย่างที่สุด

เมื่ออาการหายใจสั้นเข้า ๆ คราวนี้ก็นับว่า ถึงวาระที่จะต้องใช้อ็อกซิเจนช่วย คุณหมอยุวดีจัดแจงหอบมา จากโรงพยาบาลพร้อมมิตรเสร็จสรรพ ถ้าหมด ก็เปลี่ยนมาจากโรงพยาบาลนี้ และในเมื่อต้องฝ่าจราจร เป็นการเสียเวลามาก พล.อ.ต. เทอญ สุขขะเนนย์ รองเจ้ากรมแพทย์ ทอ. ก็กรุณาให้ยืมมาครั้งเดียว 7 ท่อ นับเป็น ความกรุณาอย่างบอกไม่ถูก

คราวใด ที่เข้าที่คับขัน คือ อาการหนัก หลวงปู่ธรรมไชย หลวงปู่คำแสน หลวงปู่วงศ์ จากชียงใหม่ ลำพูน ไม่ทราบท่าน ไปมายังไง มาถึงในเวลาไล่ ๆ กัน ท่านก็มา ช่วยไล่โรคบ้าง เป่าคาถาบ้าง ผูกสายสิญจน์บ้าง ให้ทำพิธี บูชาธาตุบ้าง ทางสายหลวงพ่อ ท่านก็ขอยาจาก ท่านหินกอง มาช่วยสมทบ นับว่า ยานี้เน่าแล้วก็หาย

แต่พิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องชี้ผลไปในทางไม่ดีเลย เช่น ท่านหินกอง ส่งผู้แทนลงมาบอกวิธีรักษา หน่ากำลังใช้ปากกาแดงอยู่ ก็จดด้วยปากกาแดง ปรากฏว่า ท่านเสี่ยงทายไว้ว่า สีเขียวรอด สีแดงตาย พิธีบูชาธาตุ ที่ขอให้หลวงปู่ธรรมไชย ทำให้ตามหลวงปู่คำแสน แนะนำ เทียนอายุ ทางด้านที่คุณอ๋อยนั่งไหม้ลงถึงโคนโดยเร็ว ในขณะที่ด้านอื่นไหม้ ไม่ถึงครึ่ง มิหนำซ้ำธงจำนวนเท่าอายุ ที่ปักในถาด ยังไหม้ไฟเสียอีกด้วย

เดือนธันวาคม คุณอ๋อย หายใจลำบากมาก ก็เลยต้องสูบน้ำออก ตามกรรมวิธีของแพทย์ ในระยะ 1 เดือน ต่อมา คือ เดือนธันวาคม อาการดีขึ้นบ้าง สามารถถอดอ็อกซิเจนได้ประมาณ 2 อาทิตย์ และ พูดประโยคยาว ๆ ได้ หายใจได้ลึก คุณเสริม เตือนบอกว่า หลวงตาแสง บอกไว้ว่า จะทรุดลงอีก ในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้น ในตอนที่สบายอยู่นี้ ก็ควรรีบพิจารณาตัดไปเสีย ให้จบกิจพระศาสนา เพราะถ้าตัดได้ แล้วก็ตายในวันเที่ยวอย่างที่หลวงพ่อบอก จะสบายดีกว่า หากต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว ประเดี๋ยวจะคุมสติไม่ได้ ความจริงเรื่องความเจ็บป่วยนี้ ถามหลวงตาแสงท่านดูแล้ว ท่านบอกว่า ถ้าพ้นเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว จะอยู่ได้ แต่ท่านติงว่า เรือมันผุแล้วจะเอาไว้อีกหรือ ทรมานมากนะ

ต้นเดือนธันวาคม หลวงตาแสง ให้ย้ายไปห้องหน้าบ้าน ที่เพิ่งต่อเสร็จ เพราะอากาศบริสุทธิ์กว่า คุณหมอ วีรวรรณ กรุณาให้ยืมเตียงคนไข้ที่เหลือใช้มา 1 เตียง ในตอนนี้คุณอ๋อย ยังดูเขาจัดปีใหม่เล็ก ๆ ภายในครอบครัวได้

6 มกราคม เข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎ ฯ สูบน้ำ ออกจากปอด ครั้งที่ 2 คราวนี้ ต้องใช้ยาระงับหลายเข็ม ต่อจากนั้นมีอาการ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ต้องพยุงนั่งพยุงนอน ตามคำขอตลอดเวลา เพราะหาท่านอนที่สบายไม่ได้ โหน่งหน่ารับไม่หยุด ต้องจ้างพยาบาลพิเศษ เพื่อผ่อนแรง

เช้าวันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม หมอวีรวรรณ มาเยี่ยมตอนเช้า เห็นมีอาการกระตุก บอกว่า จวนแล้ว ยังไม่เคยเห็น คนไข้ฟื้นจากอาการนี้ ดังนั้นพี่น้องทั้งหลาย และลูกหลาน ก็มารวมกันจัดดอกไม้ธูปเทียนยกพระพุทธรูปมาตั้ง เปิดเทปตอนสวดมนต์ไหว้พระให้ฟัง (ความจริงเทปคำสอนหลวงพ่อ ได้เปิดให้ฟังอยู่ตลอด เวลาที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว) คุณอ๋อยที่ดูว่า ไม่มีสติ กลับสามารถสวดตามได้ โดยเห็นริมฝีปาก เคลื่อนที่ตาม แต่ไม่มีเสียง ลูกหลานส่วนมากทำใจได้ และมักจะวางใจเป็นปกติ เพราะรู้ว่า ไม่รอดแน่ ถูกภาพนี้ เข้าก็ ตื้นตันน้ำตาเตรียมจะไหลอยู่แล้ว พอดีดาวหลานสาวคนโต เข้ามาเยี่ยม มาร้องไห้น้ำตาไหล คนอื่นเลยสกัดน้ำตาไม่อยู่ คุณอ๋อยกลับได้สติ พูดว่า "ดาว ยายยังไม่ตายหรอก" (อันนี้ดูเหมือนจะเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้ความดี) แล้วปรากฏว่า ยังไม่ตายจริง ๆ อาการยังอยู่เช่นนั้น อาการหายใจกระตุกมีน้อยลง

วันอังคารที่ 10 มกราคม หลวงปู่ธรรมไชย ผ่านมาจำวัดที่บ้าน 2 วัน ท่านช่วยรักษาเต็มที่ตามเคย ของท่าน ช่วยเสกน้ำมนต์ให้กิน ช่วยทำแผล ช่วยป้อนข้าว "แม่ นี่หลวงปู่ กินเสียนะ กินให้หมดนะ" ฯลฯ ท่าน เรียกคุณอ๋อยว่า แม่ และเรียกคุณเสริมว่า พ่อ จะเป็นธรรมเนียมของท่าน หรืออย่างไรไม่มีใครไล่เลียงดู แต่เห็นท่านเรียก อุบาสิกา ที่วัดว่า แม่ เหมือนกัน

คุณอ๋อยยอมกินจนหมดเหมือนกัน แต่เวลาคนอื่นป้อนแล้วไม่กิน (ใช้กาแก้วป้อนอาหารเหลวและน้ำ)

วันพุธ หลวงปู่ไม่อยู่ไปธุระตอนเย็น จึงได้กลับ ท่านกระซิบว่า ตอน 5 ทุ่มคืนนี้ คุณอ๋อยจะรู้ตัว ให้ทำพิธีขมากันเสีย ตอนตี 3 ครึ่ง ตี 5 ห้านาที และ 7 โมงเช้า จึงมีจังหวะที่จะตายได้ทั้งนั้น แต่ถ้ายังไม่ตายยังไง ๆ ก็ไม้พ้นวัน พฤหัสบดีที่ 12 เพราะวันพฤหัสบดีเป็นวันมรณะ ของคนเกิดวันเสาร์

5 ทุ่มก็มาทำพิธีกัน หลวงปู่เป็นผู้นำ ทำพิธีขมาเสร็จ หลวงปู่ก็เทศน์ ใช้เวลาทั้งหมด ชั่วโมงครึ่ง คืนนั้นก็เดิน เข้า ๆ ออก ๆ กันอยู่ ม่ำกับตั้ว จะมาค้างด้วย คุณเสริมบอกว่า อย่าลำบากเลย กลับไปนอนบ้านเถอะ คงยังช่วยงานอะไรไม่ได้หรอก

วันพฤหัสที่ 12 มกราคม 2521 เวลา 10.15 น. หนุ่ยเรียกคุณเสริมบอกว่า ไม่ดีแล้ว มีเสียงครอก และตากลับขึ้น ข้างบน ต่างก็ไปเฝ้าดู อาการกัน หนุ่ยบอกว่า หลังจากตากลับขึ้นข้างบนแล้ว ยังกลับมาจับที่ภาพพระอีกทีหนึ่ง แล้วหลับตาลงสนิท ต่อจากนั้น การหายใจก็ห่างออก ๆ บางคราวเกือบ 1 นาทีจึงหายใจครั้งหนึ่ง ดังนี้สัก 3 ครั้ง ก็หยุดหายใจไปเฉย ๆ โดยอาการสงบ คือ ไม่มีดิ้นทุรนทุรายอะไรเลย

คุณเสริม และ ลูก ๆ บ่นด้วยความหนักใจ และเสียดายว่า ถ้า "ไป" เสียแต่เมื่อวันอาทิตย์ คงจะดีกว่ามาก เพราะวันนั้นมีสติ และจับที่พระตลอดเวลา แต่วันนี้ไป โดยไม่ฟื้นคืนสติเลย น่าจะทำจิตได้ไม่ถึงที่สุดกระมัง แต่อย่างไร ก็ยังคิดว่า หากไม่ถึงที่สุด ก็คงไปต่อข้างบน ประเดี๋ยวเดียวก็จบ ได้แน่

ในตอนนี้ พี่ ๆ น้อง ก็เตรียมกันอยู่แล้ว คือ เรื่องตั้งศพ ก็เตรียมถามไปแต่เช้า ให้พิชิตชัย ไปติดต่อด้วยตัวเองที่ วัดพระศรี ฯ เขาก็มาดำเนินการได้ทัน คุณอำไพ ช่วยเหลือ ในโอกาสสุดท้าย นี้อีกครั้งหนึ่ง โดยกรุณานำเครื่องรดน้ำศพมาให้ใช้ พวกพี่หญิงและคนอื่น ๆ ช่วยกันจัดดอกไม้ พอถึงเวลา ทุ่มครึ่ง ก็สามารถทำพิธีวดพระอภิธรรมที่บ้านได้ โดยเรียบร้อย

พูดถึงความเจ็บป่วย ก็ควรจะพูดถึงคุณหมอวีวรรณ (พ.อ. วีวรรณ คำนวณกิจ) แห่งโรงพยาบาลพระมงกุฎ ฯ ไว้ด้วย คุณหมอ เป็นเพื่อนนักเรียนเตรียม รุ่นเดียวกับคุณอ๋อย คุณอ๋อยเรียกว่า "เบ๊บ" เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดจนคลอดบุตรหรือลูกหลานเจ็บป่วย ก็มักจะได้คุณหมอวีวรรณช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ ในระยะหลังคุณหมอมี ความเลื่อมใสในหลวงพ่อ ก็ไปมาหาสู่ กับที่บ้าน คุณอ๋อย บ่อยขึ้น ถึงคราวเจ็บป่วย ครั้งนี้ ก็ได้เทียวไปเทียวมา ดูแลโดยใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาจนถึงที่สุด

คุณหมอยุวดี อีกท่านหนึ่ง นับได้ว่า เป็นทั้งเพื่อนทั้งหมอ ช่วยรักษาอย่างเข้มแข็ง

ครอบครัวคุณอ๋อยกำชับมาว่า อย่าลืมขอบพระคุณคุณหมอทั้งสองเป็นพิเศษไว้ด้วย

หมายเหตุ:- .ในภายหลังคุณหมอวีวรรณ ได้กรุณาส่งความระลึกถึงคุณอ๋อยมาอีกดังต่อไปนี้

คุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา (หรือ คุณอ๋อย) ได้จากพวกเราไป โดยทิ้งผลของความดี และผลของการ ปฏิบัติ ดีปฏิบัติชอบไว้ให้พวกเราระลึกถึง และจดจำไว้เป็นตัวอย่าง

เนื่องจากข้าพเจ้า เป็นผู้ที่ได้เห็น คุณอ๋อยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เริ่มเจ็บป่วยครั้งแรก จนเริ่มเข้าระยะทรุดหนัก ตราบกระทั่งวันที่จากไป จึงเห็นได้ว่า คุณอ๋อยมีอาการที่สงบที่สุด ไม่มีอาการกระวนกระวายมากนัก ไม่มีความทุกข์ทรมาน กับโรคที่เป็นอยู่เท่าที่ควร อย่างที่คนเป็นโรคนี้พึงเป็น และสามารถที่จะควบคุมสติ ระงับจิตใจได้อย่างดี จนถึงที่สุดของเธอ

ในขณะที่อาการของเธอ กำลังจะทรุดหนักอยู่ เพื่อนฝูง และญาติพี่น้องไปเยี่ยม อดที่จะรู้สึก เศร้าโศกเสียใจมิได้ บางครั้งถึงกับน้ำตาไหล บางครั้งแทนที่ผู้ไปเยี่ยม จะปลอบโยนคนป่วย กลับได้รับคำปลอบจากคนป่วยให้คิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา กับบางทีแนะนำวิธีปฏิบัติจิตใจให้เพื่อนฝูงอีกด้วย

และแม้กระทั่งอีกหนึ่งวันสุดท้าย เธอก็ยังมีแก่ใจจับมือข้าพเจ้าไปกุมไว้ พลางมองด้วยสายตา ที่ข้าพเจ้า ไม่สามารถจะบรรยายได้ ก่อนจะบอกว่า"ขอบใจ" ซึ่งคำนั้น ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตัน จนพูดไม่ออก เพราะขนาด เธอจะจากไปแล้ว เธอยังไม่เว้นที่จะขอบใจคนที่อยู่เบื้องหลัง ด้วยมารยาทอันงามยิ่ง ซึ่งแสดงถึง ความงดงามแห่งน้ำ ใจอย่างยากที่จะหาผู้ใดเทียบได้

จากประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้เห็นมาด้วยตนเอง จึงอยากจะเขียนไว้ในที่นี้ว่า เนื่องจากผลบุญกุศล ที่คุณอ๋อย ได้ทำไว้มาก และผลของการปฏิบัติจากคำสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อ (มหาวีระ) ได้พยายามสอนพวกลูกศิษย์ ได้ให้ผลอย่างชัดเจนแล้ว ด้วยตัวคุณอ๋อยเอง จึงเป็นกำลังใจให้พวกนักปฏิบัติทุก ๆ คนจดจำไว้เป็นตัวอย่าง และพยายาม ที่จะปฏิบัติทำความดี และฝึกฝนตามคำสั่งสอน ของหลวงพ่อกันต่อไป ไม่หยุดยั้ง

ข้าพเจ้าเชื่อว่า อานิสงส์ ที่คุณอ๋อย ได้ทำได้ปฏิบัติมา จะทำให้เธอ มีความสุข ในชาติในภพที่เธอได้ไปถึง ซึ่งความสุขเช่นนั้น ความสงบเช่นนั้น ยากที่จะมีได้ ในชาติในภพนี้ ความตาย จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับ ผู้ปฏิบัติธรรม หากความตายคือทางไปสู่ความสุขสงบ ดังเช่นที่คุณอ๋อยเธอประสบมาแล้ว

แล้วคุณรัชนี เจนรถา ก็เขียนมาอีกคนหนึ่งว่า...

"ในฐานะ ที่ได้เกิดมาพบธรรมะ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากคำสอนของอาจารย์องค์เดียว กับคุณป้าเฉิดศรี คือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสนี้ กล่าวถึง ปฏปทาของท่าน ในสมัยเมื่อมีชีวิตอยู่ ในด้านธรรมปฏิบัติ

ก่อนที่คุณป้าจะล้มเจ็บ ในบั้นปลายชีวิตนั้น ท่านเคยปรารภ ถึงอารมณ์ความเบื่อ ในร่างกาย แล้วพูดกับข้าพเจ้า ถึงผลการไปเห็นมานั้น นำมาคิดพิจารณาได้ชัดเจนขึ้น กว่าเก่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็กล่าวกับท่าน ถึงความรู้สึกที่ได้ จากพระท่านโปรดเมตตาสอนมา พอฟังจบท่านก็น้ำตาคลอด้วยความปีติ จากนั้นมา 3 สัปดาห์ ท่านก็ล้มเจ็บขนาดลุกเดินไม่ได้ ได้ถามท่านว่า อาการเจ็บมันเจ็บอย่างไร ก็จะได้รับคำตอบจากหน้าเฉย ๆ ว่า

"มันเจ็บเสียดบอกไม่ถูก บางทีนอนเอาหลังแตะพื้นไม่ได้เลย"

ข้าพเจ้าฟังดูแล้วคิดว่า นี่ไม่ใช่เจ็บอย่างเบา ๆ เลยนี่นา คงจะเจ็บปวดมาก แต่กิริยาและแววตาของท่าน ไม่บ่งบอกเลยจริง ๆ บ่อยครั้ง ข้าพเจ้าได้ยินท่านหันมาพูดด้วยว่า "ป้าเมื่อมันเต็มทน มันจะเจ็บจะป่วยอย่างไร ก็คิดว่าช่างมันแล้ว ไม่นึกแล้วว่า มันจะหายหรือไม่หาย" และแล้วในที่สุด ร่างกายของท่าน อันมีธาตุทั้ง 4 ก็สลาย มอดไหม้ ไปสิ้น ต่อแต่นี้ไป เราจะนึกถึงท่าน ก็นึกถึงแต่คำพูด และความดีของท่าน ที่ยังคงสภาพอยู่ โดยมิต้องไปค้นหา คุ้ยเขี่ย เอาจากเถ้า ถ่านบนเชิงตะกอนนั้นเลย

จากการเจ็บป่วยและการตายครั้งนี้ของท่าน ทำให้พวกเราหลายคน ได้ข้อคิดมาพิจารณา อย่างเห็นชัดใน พุทธดำรัส แห่งองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์

ชราปิทุกขา ความแก่เป็นทุกข์

มรณัมปิทุกขัง ความตายเป็นทุกข์

โสกปริเวทุกขโทมนัสสุปายาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์

เมื่อเขียนจบ ข้าพเจ้าต้องหันมาถามตัวเองว่า อย่างนี้แล้ว เรายังอยากจะเกิดกันอีกหรือ ?

รัชนี เจนรถา

 

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com