|
เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว คุณอ๋อยกับคุณเสริมทราบข่าวว่า
เขามีการเดินถ้วยแก้วกัน ที่บ้านข้าราชการผู้หนึ่ง ก็เลยชวนกันไปดู
ตามประสาคนชอบสนุก และตื่นเต้น ที่ไปดูก็เพราะ เขาเล่าว่า องค์ที่มาเดินกระดานนั้น
คือ หลวงปู่ภู ท่านเป็นศิษย์ใกล้ชิดสมเด็จโต และได้มรณภาพไปเมื่ออายุ
103 ที่ท่านมาเดินกระดาน หรือ ที่ทั่วไป เรียกกันว่า ผีถ้วยแก้ว และที่ในขณะนี้
ขอเรียกว่า "ทรงกระดาน" นี้ก็เพื่อสงเคราะห์คน เป็นการสร้างบารมีของตัวท่านเอง
ส่วนมากเกี่ยวกับช่วยรักษาโรค และช่วยขจัดปัดเป่า ให้คนที่มีเคราะห์
เจ้าของบ้านไม่ได้มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับตัวเองเลย มีแต่ทางเสียสตางค์
ซื้อขนม เลี้ยงแขกอย่างเดียว ตัวอย่างความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน มีมากมาย
แต่ที่จำได้จากคนที่ได้รับผลจริง ๆ ก็คือ พี่หนู
เรื่องมีว่า พี่หนูแต่เดิม ก็ไม่ได้รู้จักหลวงปู่ภู
ที่ท่านเดินกระดาน พี่หนูเป็นโรคอาเจียนเป็นเลือด รักษาไม่หาย ได้ข่าวว่า
หลวงปู่ภูท่านรักษาโรค ก็เลยไปลองดูๆ เขา วันหนึ่ง ๆ ที่มีการทรงกระดาน
จะมีคนไปมากด้วยกัน พี่หนูไม่รู้จักใคร ก็เลยต้องนั่งอยู่วงนอก ไม่ทันได้พูดกับใคร
สักประเดี๋ยวหลวงปู่ ก็เดินกระดานบอกว่า คนที่รากเลือด น่ะเข้ามาซิ
พี่หนูก็เลยเข้าไปท่าน ก็บอกยาให้นำไปเสก แล้วก็เลยหายจากโรคนั้น นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อยู่
การเล่นผีถ้วยแก้วนี้ รู้สึกว่าใคร ๆ ก็จะลองเล่น
กันเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ เวลาเล่น ก็มักจะต้องแตะถ้วยเบา ๆ ช่วยกันแตะสัก
3 คน แล้วถ้วย (ตะไล) จะค่อยๆ เลื่อนไป คนก็ต้องเลื่อนมือตาม เลยกลายเป็นแรงช่วยดันถ้วย
และเวลาจะผสมเป็นตัวหนังสือ พอให้อ่านได้ความ ใจของผู้เดิน ก็มักจะเอาใจช่วย
ให้ถ้วยเคลื่อนที่ ไปยังอักษรตัวนั้น ๆ ที่เล่น ๆ กัน ก็อ่านได้ความบ้าง
ไม่ได้ความบ้าง ตามเรื่อง แต่ผลที่สุด ก็มาลงความเห็นกันว่า ความจริงคนไถกันไปเองมากกว่า
จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใคร ถือเป็นเรื่องจริงจัง ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์
มีชื่อเสียงหน่อย ก็หาว่า เหลวไหลงมงาย
แต่ที่สำนักหลวงปู่ภูนี้ การเดินกระดาน ไม่เหมือนกับที่เคยเล่น
ๆ กัน มีข้อกำหนดอยู่ว่า คุณ จ. จะต้องเป็นผู้แตะถ้วยอยู่คนหนึ่ง ส่วนคนอื่น
จะเป็นใคร ก็ได้ ถ้าคุณ จ. ไม่แตะถ้วย เอาคนอื่นมาแตะแทน ถ้วยก็ไม่เดิน
หรือถ้าช่วยกันเข็นจริง ๆ ก็คงจะเดิน แต่เดินไม่เป็นเรื่องอ่านไม่ออก
ถ้าคุณ จ. แตะถ้วยแล้ว พูดง่าย ๆ ว่า ถ้วยจะ "วิ่งปรู๊ด" ทีเดียว เมื่อพูดว่า
"วิ่ง" แล้วขอให้เข้าใจว่า วิ่งจริง ๆ ไม่ใช่ค่อยๆ เดินช้าๆ คนอ่าน
จะต้องอ่านเก่งจริง ๆ จึง จะดูได้ทัน ความเร็วในการเดินของถ้วยนั้น
เปรียบเทียบได้ว่า เร็วจนจดลงสมุดเกือบไม่ทัน บางคราวคน อ่านก็อ่านไม่ทัน
ต้องขอซ้ำใหม่ ส่วนคุณ จ. คนสำคัญนั้น บางทีก็ไม่ได้มองกระดาน มือแตะอยู่ที่ถ้วย
แต่ตัวหันไปคุย โต้ตอบกับคนอื่นก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทฤษฎีที่ว่า
ถ้วยเดินไป เพราะแรงคนดันก็ใช้ไม่ได้เอาเลยทีเดียว ถ้าใครไม่เชื่อ
ก็ควรจะทดลอง พิสูจน์ดูด้วยตนเอง คือ หาคนไม่เชื่อมาสัก 3 คน ทำกระดานเข้าแล้วก็ทดลองไถถ้วย
ดูสมมติว่า ให้สอนเรื่อง "ศีล 8 มีอานิสงส์อย่างไร" ก็แล้วกัน ดูซิว่า
สามคนจะช่วยกันดันถ้วย ให้ออกมาเป็นคำสอน สักหน้ากระดานหนึ่งได้หรือไม่
การพิสูจน์นี้ ทำได้ง่าย ๆ วิสัยนักวิทยาศาสตร์หากไม่เชื่อ ก็ควรจะทดลองดู
ไม่ใช่สันนิษฐานเอาเฉย ๆ
ต่อมา ก็มีวงทรงกระดานอีกวงหนึ่ง เรียกว่า คณะพรสวรรค์
ลักษณะการเดินกระดาน ก็เหมือนวงหลวงปู่ภู แต่วงนี้อยู่ใกล้บ้านมาก
คุณอ๋อยก็เลยห่างเหินวงหลวงปู่ภูไป จะว่าไป คุณอ๋อยก็ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใจอะไร
ที่จะไปกวนท่านอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งด้วย
สำหรับวง "พรสวรรค์" นี้ มักจะมีแต่เรื่องเทศน์ เกี่ยวกับธรรมะ
ในบางเรื่องการเทศน์ก็ลึกซึ้ง และไม่เคย เห็นมีใครเทศน์ที่ไหนมาก่อนเลย
เช่น พรหมวิหาร 4 ตามตำรา ก็มีเพียงเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
แต่ท่านมา ซอยละเอียด ในการทรงกระดาน ลงไป ถึง เมตตาในเมตตา เมตตาในกรุณา
เมตตาในมุทิตา เมตตาใน อุเบกขา กรุณา ใน เมตตา กรุณาใน กรุณา ฯลฯ อย่างนี้ไม่เคยพบ
คนสำคัญของการเดินกระดาน ชื่อ ม. ก็เป็นหนุ่มเด็ก ๆ ธรรมะไม่แตกฉานอะไรเลย
จะว่า แกไถถ้วย ก็ไม่เป็นเหตุผลที่ ถูกเพราะ การเทศน์ อย่างนี้ อย่าว่า
แต่ไถถ้วยเลย แม้พูดปากเปล่า ก็พูดไม่ได้เสียแล้ว หรือเอาแค่ให้คนอื่น
พูดให้ฟัง แล้วให้เราว่า ตาม (หรือ อธิบายใจความ) ก็ยังทำไม่ได้
ท่านผู้มาสงเคราะห์ ส่วนมากจะเป็นพระ บางทีท่านก็เทศน์
บางที ก็ตั้งคำถามให้ตอบ บางทีก็เอ็ดเอา และบางทีท่านก็มีอารมณ์ขัน
เนื่องจากคุณอ๋อยกับพวก ขยันทำบุญ ขยันฟังธรรม แทนที่จะเรียก
ชื่อจริง บางทีท่านก็เรียก คนนั้น คนนี้ เป็นบุญ นั่นบุญนี่ เช่น เรียกคุณอ๋อยว่า
แม่บุญช่วย เป็นต้น คณะพรรคที่มาร่วมในวงนี้ ต่างได้รับความพออกพอใจกันเป็นส่วนมาก
ใครมีข้อพิศวงสงสัย ปลีกย่อยอะไร ที่เห็นว่า หากนำไปถามหลวงพ่อ คงจะโดนเอ็ดเพราะ
เป็นปัญหาไม่เป็นเรื่อง หรือไม่ก็เป็นการเสียเวลาคนอื่นเขา อย่างนี้ก็ตีกลองปุโหละมาถามกันที่วงพรสวรรค์นี้
บางที ใครมีเคราะห์อะไร ท่านก็มาเตือนมาเร่ง โดยไม่บอกว่า อะไรเป็นอะไร
อย่างรายคุณอ๋อย ท่านก็มาเตือนหลายครั้งว่า ปฏิบัติธรรมได้ช้ากว่าคนอื่นมาก
ให้ละวางการปฏิบัติลงเสียบ้าง ให้เด็ก ๆ เขาทำไปบ้าง เตือนมาได้เกือบปี
คุณอ๋อยก็ถึงแก่กรรมดังนี้ เป็นต้น เห็นได้ว่า ท่านรู้แล้วว่า จะอยู่ได้ไม่นาน
จึงควรต้องเร่งมือในการปฏิบัติ
คุณอ๋อยจากไปเสียคนหนึ่ง พรรคพวกในวงพรสวรรค์ชักจะเหงา
เช่นอย่างคุณบุญพริ้งเป็นต้น หรืออีกท่าน หนึ่งไม่ลงนามมา เลยตั้งชื่อ
ให้เสียเองว่า คุณบุญเพ็ญ ทั้งสองนี้ เขียนมาเป็นพิเศษ ในทำนองไว้อาลัย
แต่รู้สึกว่า ท่วงทำนองออกจะแปลกออกไปจากธรรมดา จงขอนำมาลงไว้ในตอนนี้
ดังต่อไปนี้
เขียนที่ บุญนิเวสน์
ถึง น้องบุญช่วย ที่รัก
พี่คิดถึงน้องมาก เพราะขาดคนที่จะยั่วเย้าพี่ให้หัวเราะได้อย่างเคย
น้องไปเป็นสุขแล้ว ทิ้งให้พี่ผจญอยู่ในโลก ที่แสนจะน่าเบื่อ พี่ยังจำได้ว่า
น้องเป็นคน เปิดเผย มีนิสัยร่าเริง ไม่เป็นพิษ เป็นภัยกับใครเลย มีแต่
มุทิตาจิตชอบ แต่ช่วยเหลือคน และตักเตือน ให้คนทำแต่ความดี
ความดีที่น้อง ได้ทำไว้กับพี่ ก็มีมาก และพี่ก็ระลึกอยู่เสมอ
สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด เมื่อตอนที่ลูกของพี่ ต้องไปอยู่ที่ บ้านน้องเป็นระยะเวลา
2 ปี น้องก็ได้ดูแลอบรมสั่งสอน เหมือนกับลูกของน้องเอง ซึ่งพี่คิดว่า
บุญคุณอันนี้ คงจะหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาชดเชยมิได้
ความดีทั้งหลายที่น้องได้กระทำไว้นั้น คงจะส่งผลให้น้องบรรลุถึง
ณ ที่ปรารถนา
จากพี่
บุญพริ้ง
ข้าพเจ้าจำได้ว่า... ข้าพเจ้าจำได้ว่า... เมื่อ 17
ปี ที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รู้จักกับ "คุณอ๋อย" และครอบครัว ที่ชะอำ เมื่อเราได้ร่วมกัน
ไปทำพิธีบูชา ท่านมเหสักขา ในนามคณะศิษย์หลวงปู่ภู "คุณอ๋อย" ที่ข้าพเจ้ารู้จักในครั้งนั้น
เป็นหญิงร่างสูงโปร่ง ผมตัดแค่ต้นคอ ชอบคาดผมเสมอ และแต่งตัวตามสบาย
อยู่เป็นนิจ เธอเป็นคนร่าเริง เปิดเผย ไม่ถือตัว ช่างคุยช่างเล่าอะไรต่าง
ๆ ให้พวกเราฟังอย่างสนุกสนาน เธอจะขึ้นต้น เล่าอย่างตื่นเต้น เมื่อมีผู้สนใจฟัง
เธอจะหยุดเล่าชั่วขณะ พลางหันมาถาม คนฟัง รอบข้างว่า "ทายซิมันเป็นยังไง"
หรือไม่ก็ "อ๋อยไม่บอก คิดเอาเอง" ทำให้ผู้ฟังอยากรู้ยิ่งขึ้น แล้วเธอก็จะอมยิ้มนิด
ๆ แล้วจึงเล่าต่อไป ในตอนนั้นลูกทั้ง 5 คนของเธอ ยังเด็กอยู่ข้าพเจ้าจำ
ได้แต่ชื่อลูกสาว โดยเฉพาะคนโตชื่อ "เอื้อมสุขย์" ชื่อนี้ หลวงปู่ได้ให้เติม
"ย์" ที่ท้ายชื่อเดิม เพื่อแปลว่า สุขที่เอื้อมถึงแล้ว ส่วนลูกสาวคนรองนั้น
จำได้แต่ชื่อเล่น ว่า น้อยโหน่ง และน้อยหน่า ตอนนั้นเด็กทั้งคู่ตัวเล็ก
ผอมดำ แต่ตากลมโต ข้าพเจ้าชอบดูเวลาแกเล่นซน และก็เถียงกัน แต่ก็รักใคร่กันดี
เวลาพ่อแม่นั่งอยู่ที่ใด พวกลูก ๆ จะล้อมหน้าล้อมหลัง นั่งนอนเล่นใกล้
ๆ เหมือนกับลูกแมวฉะนั้น
ข้าพเจ้าจำได้ว่า..ข้าพเจ้าได้พบคุณอ๋อยอีกเป็นบางครั้ง
ที่บ้านอุรุพงศ์ และในปีต่อมา เมื่อคณะศิษย์หลวงปู่ ได้ทำพิธีประจำปีอีก
ที่พัทยาแทนการไปชะอำ เพราะระยะทาง สั้นกว่า และสะดวกกับผู้ที่ค้างคืนไม่ได้
ในครั้งนั้น คอบครัวเราสนิทกันมากขึ้น ข้าพเจ้าเรียกคุณอ๋อยว่า "คุณอา"
ซึ่งเป็นสรรพนามที่ข้าพเจ้าเรียกผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าคุณพ่อ
"คุณอา" ยังเป็นคนร่าเริงเหมือนเดิม ชอบทำอะไร ตามสบาย มีความเป็นกันเองกับทุกคน
ส่วนน้อง ๆ ก็โตขึ้นมากแล้ว แต่ข้าพเจ้า คุ้นเคยกับ "หนุ่ย" มากกว่าน้องคนอื่น
เพราะอายุเธอห่าง จากข้าพเจ้าเพียง 5 ปี
ข้าพเจ้าจำได้ว่า...ข้าพเจ้าไม่ได้พบกับ "คุณอา"
อีกหลายปี เพราะข้าพเจ้ามัวแต่สนใจกับการเรียน สอบแล้วก็ทำงานสอน แล้วก็กลับมาเรียน
และสอบอีก หลังจาก กลับมาจากต่างประเทศ ข้าพเจ้าได้มีโอกาส พบ "คุณอา"
อีกครั้ง เมื่อวันแต่งงาน ของข้าพเจ้า ใน พ.ศ. 2513 คุณอาได้ให้ของขวัญ
เป็นนาฬิกาตั้ง โต๊ะประดับด้วยพลอยสีเหลือง สวยงามมาก คุณอาเป็นคนช่างสังเกต
ช่างจดช่างจำว่า ใครชอบอะไร และคุณอาจะหาของ ให้ถูกใจคนรับเสมอ
ข้าพเจ้าจำได้ว่า..คืนนั้นที่บ้านถนนตก "คุณอา" ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยง
จึงเลยไปบ้านถนนตกทั้งชุดราตรี เป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้าเห็นคุณอา
(ญ) ในชุดราตรียาว ผ้าชีฟอง ลายสายรุ้งจีบฟู และมีสายคาดยาว เป็นเม็ดเล็ก
ๆ ดูแปลกไปกว่า คุณอาคนเดิม คุณอา บอกว่าใคร ๆ ว่า "ชุดนี้เสริมซื้อมาให้จากเมืองนอก"
วันนี้ คุณอา (ช) ถือหนังสือไป 5 เล่ม และวางตรงหน้า ไม่ไกลจากข้าพเจ้านัก
พลางกล่าวเชิญชวน ผู้ที่นั่งอยู่ว่า "ถ้าต้องการหนังสือ ก็เชิญนะครับ"
ข้าพเจ้ารีบขออนุญาต เป็นกรรมสิทธิ์ สักเล่มหนึ่ง เพราะข้าพเจ้าเห็นชื่อหนังสือว่า
"ประวัติหลวงพ่อปาน" ข้าพเจ้า รับหนังสือนั้นมาด้วยความดีใจ อย่างบอกไม่ถูก
ข้าพเจ้าเคยท่องคาถา พระปัจเจกพุทธเจ้า มานานแล้ว แต่ไม่เคยทราบเรื่องราว
หรือประวัติของหลวงพ่อปาน เลย แต่ข้าพเจ้า ก็เหมือนไก่ได้พลอย ได้หนังสือมาแล้ว
วันรุ่งขึ้น ก็รีบเอาไปให้เพื่อน ที่เขาสนใจ ธรรมะอ่านก่อน จนเวลาล่วงเลยมาหลายเดือน
จึงหยิบมาอ่าน แต่ก็อ่านไม่จบเล่มสักที ได้แต่ชี้ชวน ให้คนนั้นคนนี้
ยืมไปอ่านก่อน
ข้าพเจ้าจำได้ว่า...ในราวกลางปี พ.ศ. 2516 เมื่อเพื่อนข้าพเจ้า
ที่อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน คนแรกนั้น แจ้งความจำนง กับข้าพเจ้าว่า
เขาอยากจะพิมพ์เรื่อง มหาสติปัฏฐาน 4 ของท่าน พระมหาวีระ ถาวโร เป็นอนุสรณ์
ในงานฌาปนกิจศพ มารดาเขา ข้าพเจ้า พอจะช่วยพาเขาไปหา " ท่านเจ้ากรม
ฯ " เพื่อพบ "หลวงพ่อ" องค์นั้นได้หรือไม่ ข้าพเจ้ารับปาก ที่จะช่วยติดต่อให้
ดังนั้น เมื่อทราบข่าวว่า "หลวงพ่อ" ลงมากรุงเทพ ฯ และพักที่บ้านซอยสายลม
ข้าพเจ้าจึงชักชวน เพื่อน และน้า ของข้าพเจ้า ไปกราบท่าน ข้าพเจ้าเพียงแต่คิดว่า
ข้าพเจ้า จะไปกราบพระองค์หนึ่ง กับไปพบคุณอาและครอบครัวเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงที่นั่น
ข้าพเจ้ากลับรู้สึกประหม่า เมื่อก้มลงกราบหลวงพ่อ น้ำตาก็พลอยจะไหลออกมา
ด้วยความปีติอย่างบอกไม่ถูก เสียงท่านถามน้าข้าพเจ้าว่า "เป็นไงโยม"
น้าข้าพเจ้ายิ้ม และตอบท่านว่า " เคยเห็นแต่รูปท่านใน หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน
ก็อยากจะมาดูว่าองค์จริงเป็นไง" ท่านหัวเราะ และถามว่า "เห็นแล้วผิดหวังไหมโยม"
เท่านั้น น้าข้าพเจ้า ก็เริ่มจะร้องไห้อีก คนหนึ่งแล้ว หลวงพ่อท่าน
ทักทายพอสมควร แล้วท่านก็ เทศน์ธรรมะสั้น ๆ เกี่ยวกับ เรื่องขันธ์
5 ข้าพเจ้าฟังท่าน แล้วก้มมองดูตัวเองพลางคิดว่า ถ้าข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระองค์นี้
เทศน์ก่อนหน้านี้แล้ว ข้าพเจ้า จะอยู่ในสภาวะนี้หรือไม่ (ในขณะนั้น
ข้าพเจ้าตั้งครรภ์บุตรคนเล็กได้ 7 เดือนแล้ว) หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ได้
ทราบเกียรติคุณของหลวงพ่อองค์นี้ อีกหลายอย่างจากคุณอา และในวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปานจบบริบูรณ์
ข้าพเจ้าจำได้ว่า... ในปลายปี พ.ศ. 2516 เมื่อบิดามารดาของข้าพเจ้า
ได้ร่วมกันสร้างพระทอง หน้าตัก กว้าง 55 นิ้ว ขึ้นเป็นพุทธบูชา ท่านมิอาจตกลงใจได้ว่า
สมควรจะประดิษฐาน ณ ที่ใด ท่านอยากจะให้ตั้งบูชา ณ วัดที่ยังขาดพระประธาน
และเป็นวัดที่อยู่ในย่านที่เดินทางไปมาสะดวก ในที่สุดท่านหลวงปู่ ได้แนะนำว่า
ควรจะไปไว้ วัดท่าซุงที่อุทัยธานี ทำให้ข้าพเจ้านึกถึง "หลวงพ่อ" และ
"คุณอา" ทั้งสอง ข้าพเจ้าได้กราบเรียนให้บิดา มารดาทราบ ถึงเกียรติคุณของหลวงพ่อ
ที่ฟังมาจากคุณอา และชี้ชวนให้ท่าน อ่านหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน
ท่านทั้งสอง เกิดศรัทธา อย่างแรงกล้า เมื่อได้นัดหมายกัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จึงทำพิธี อัญเชิญพระ "พระพุทธพรมงคล" ไปประดิษฐาน ณ วัดจันทาราม (ท่าซุง)
ในปลายปีนั้นเอง พระพุทธรูปองค์นี้ มารดาข้าพเจ้าได้กล่าว สัจจะอธิษฐาน
ไว้ต่อหน้า พระรัตนตรัยว่า "เมื่อผู้ใด ได้มาบูชาพระองค์นี้ ขอให้ท่านประทานพร
ตามแต่วาสนาบารมีที่เขาจะพึงมีพึงได้"
ข้าพเจ้าจำได้ว่า... หลังจากได้ไปทำบุญ และ ถวายพระพุทธรูป
ที่วัดท่าซุงแล้ว ครอบครัวข้าพเจ้า ก็ได้ไปมาหาสู่ กับบ้านซอยสายลม
เป็นประจำ และได้ร่วมทำบุญ เรียนธรรมะกับหลวงพ่อ ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
ความสนิทความคุ้นเคย ความผูกพันซึ่งมีมาแต่อดีต ทำให้ข้าพเจ้าขอเปลี่ยนสรรพนาม
เรียกคุณอาใหม่ เป็น "น้าอ๋อย" และ "น้าเสริม" แทน เพราะข้าพเจ้า มีความรู้สึกว่า
น้าอ๋อย เป็นน้าของข้าพเจ้าจริง ๆ ใน เวลาต่อมา เราได้มีโอกาสติดตาม
หลวงพ่อ และบรรดาศรัทธาทั้งหลาย ไปแสวงธรรมะ และกราบนมัสการ พระสุปฏิปันโน
ยังทิศต่าง ๆ เราได้ไปทำบุญร่วมกัน กินนอนด้วยกัน ถึงแม้ว่า น้าอ๋อย
จะเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิต แบบง่าย ๆ อะไรก็ได้ แต่เธอก็พิถีพิถันมาก
ในเรื่อง การทำเครื่องบูชา และการปฏิบัติพระ จะเห็นได้จากเวลาพวกเราทำเครื่องบวงสรวง
ทำฉัตร ปิดทองพระ และจัดงานต่าง ๆ ของวัดเป็นต้น น้า อ๋อย จะเอาใจใส่
ในเรื่องนี้ เป็นพิเศษ ติและชม ถ้าเธอว่าง เธอจะลงมือทำเอง หรือถ้าลูก
ๆ หลาน ๆ ช่วย กันทำ เธอก็จะมานั่งดูใกล้ ๆ ให้กำลังใจ โดยมิได้เหน็ดเหนื่อย
พวกเราจึงได้ เรียนรู้งาน และทำเป็นกันหลายอย่าง ตั้งแต่ พับดอกบัว
ร้อยมาลัย เย็บบายศรี จนกระทั่งถึง ร้อยฉัตร 9 ชั้น และลงรักปิดทององค์พระ
ทั้งนี้ ผลงานที่ออกมาสวยงามไม่แพ้ ช่างฝีมืออาชีพเลย
ข้าพเจ้าจำได้ว่า... ในช่วงระยะเวลา 5 ปีหลังนี้
น้าอ๋อย ได้ทุ่มเทกำลังทั้งหมด ให้กับงานของหลวงพ่อ น้าอ๋อย และ น้าเสริม
เป็นกำลังสำคัญ และเป็นสื่อกลาง ประสานงาน ระหว่างสงฆ์ กับฆราวาส และบรรดาศรัทธาทั้งหลาย
นอกจากงานของหลวงพ่อแล้ว น้าอ๋อยยังรับงาน ช่วยจัดหาทุนบูรณะวัด ให้กับหลวงปู่
อีกหลายองค์ จนถึงวาระสุดท้าย แห่งชีวิต น้าอ๋อยจึงได้จากพวกเราไป
น้าอ๋อยจากไปแต่เพียงขันธ์เท่านั้น ซึ่งแปรสภาพกลับคืนเป็นธาตุ 4 ดังเดิม
แต่ในความทรงจำของพวกเราทั้งหลาย ยังมีคำว่า "พี่อ๋อย" "น้าอ๋อย" "แม่อ๋อย"
"ป้าอ๋อย" และ "ยายอ๋อย" อยู่เสมอ
บุญเพ็ญ
|