|
ตามที่ได้เล่าไว้ในที่หลายแห่งข้างต้นแล้วว่า
หลวงพ่อท่านสอน ให้มุ่งพระนิพพานเข้าไว้ตลอดเวลาแล้วนั้น ขอนำตัวอย่างการอบรม
ก่อนเริ่มปฏิบัติพระกรรมฐาน ซึ่งหลวงพ่อ ทำการอบรม ในคืนวันที่ 19
มกราคม 2521 คือ ในวันที่พระราชทานเพลิงศพคุณอ๋อย ดังต่อไปนี้
คุณอ๋อย คุยอยู่กับเรา 2 - 3 วันนี้เองนะ วันนี้เราไปเผาแกเสียแล้ว
แสดงว่า มีจิตใจโหดร้ายมากจริงไหม นี่ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า โลกนี้เป็นอนิจจัง
ความจริง โลกเขาเที่ยง แต่อารมณ์เรามันไม่เที่ยง ไม่ยอมรับความเที่ยงของโลก
คือ มันเปลี่ยนแปลงแล้วก็พัง เราไม่รับเร ก็เลยทุกข์ มีแต่พระอรหันต์
ท่านไม่ทุกข์ กายของท่านทุกข์ แต่ใจของท่านไม่ทุกข์ ท่านจึงให้เราพิจารณาใจของเราไว้เสมอ
อย่างที่ท่านว่า
| อัตตนา โจทยัตตานัง |
เราจงเตือนตนของตนเองไว้เสมอ |
| อัตตาหิ อัตโน นาโถ |
ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งของตน |
| โกหิ นาโถ ปโรสิยา |
บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
|
| อัตตาหิ สุทันเตนะ |
เมื่อเราฝึกตนดีแล้ว |
| นาถัง ลภติ ทุลภัง |
เราจะได้ที่พึ่งอันบุคคลอื่น หาได้ด้วยยากก็คือ
พระนิพพาน |
ตัวอย่างของพวกเราก็คือ คุณอ๋อย คุณอ๋อยนี่เวลานี้เขาบอกว่า
ตายไปแล้ว แต่ถ้าเราจะไปเทียบกับเรื่อง ๆ หนึ่งในพระธรรมบท ที่ตอนเช้าพระไปบิณฑบาต
ได้ข่าวบุคคล 2 ประเภทตาย นั่นก็คือ เรื่องของ พระนางสามาวดี พร้อมไปด้วยบริวาร
500 ถูกพระนางมาคันทิยา ให้อาไปเผาปราสาท ตายหมดทั้ง 500 คน แล้วต่อมา
พระเจ้าอุเทน พระราชสวามี จับได้ว่า พระนางคันทิยาทรยศ ฆ่าพระนางสามาวดี
จึงแต่งตั้งให้เป็น อัครมเหสี มียศสูงขึ้น แล้วเล่าว่า นางสามาวดี
ก็ดี นางสนม 500 ก็ดี ย่อมเป็นภัย กับเราอยู่เสมอ ตายเสียก็ดี คนที่ฆ่า
ต้องเป็นคนที่เรารัก มีความหวังดีกับเรา พระนางมาคันทิยาเสียท่ารับว่า
เป็นตัวการ พระเจ้าอุเทนก็ว่า ดีแล้ว ญาติพวกพ้องร่วมกันมีกี่คน เอามารับความดี
ความชอบให้หมด ได้ตัวมาแล้วจับฝังดิน เชือดเนื้อ พระนางมาคันทิยา ทอดให้กินทีละชิ้น
ๆ จนตาย
พระภิกษุได้ทราบ ก็กลับไปทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า
บุคคลทั้งสองนี้มีคติไม่เหมือนกัน สำหรับ พระนางสามาวดีกับคณะ ตายไปแล้ว
ก็เหมือนกับ คนที่ไม่ตาย สำหรับ พระนางมาคันทิยานั้น มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับคนตายแล้ว
แปลกไหม เพราะว่า คณะของพระนางมาสาวดีทั้งหมด ก่อนที่จะถูกไฟเผาเป็นพระโสดาบัน
ในขณะ ถูกไฟเผา พระนางสามาวดี สอนบรรดา คนทั้งหลาย ของตนว่า จงอย่าโกรธ
มาคันทิยาพราหมณ์ และ พระนางมาคันทิยา ทุกคนจงอย่าประมาท ดังนั้นทุกคน
จึงพากัน พิจาณาขันธ์ 5 บางคน ก็เลื่อน จากพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี
บางท่าน ก็เลื่อนเป็น พระอนาคามี ตายแล้ว ท่านก็ไปเกิด บนสวรรค์ มีนิพพานเป็นไปในเบื้องหน้า
สำหรับพระนางมาคันทิยาตายแล้ว พากันไปอเวจีมหานรกหมด
นี่พูดกันเรื่องเผาก็เลยว่า เรื่องนี้ให้ฟัง อย่างที่คุณอ๋อยนี่
หลวงน้า ท่านปรารภว่า วันนี้เหตุที่ปรากฏเป็นอัศจรรย์ คนเป็นโรคอย่างนี้
มีทุกขเวทนามาก แต่ไม่ครวญ ไม่คราง ไม่ร้อง เป็นเรื่องอัศจรรย์ ท่านบอกว่า
พบเป็นรายที่ 2 รายแรกก็คือ เจ้าคุณนร ฯ ทั้งนี้ เพราะท่านมีสังขารุเบกขาญาณ
มีอารมณ์วางเฉยในขันธ์ 5 อาการอย่างนี้ ถ้าหากเรา จะฝึกกัน โดยวิธีใช้อารมณ์
นั่งหลับตา เป็นสมาธิ เป็นปกติแล้ว ใจเราก็จะดีแค่สมาธิ อันนี้ใช้ไม่ได้
ยังไกลต่อความเป็นจริง เวลาเราหลับตา ฝึกสมาธินั่น เราฝึกให้อารมณ์
ทรงอยู่ อารมณ์ที่ทรงนี้ เราต้องให้มั่น หลังจากเลิกสมาธิแล้วด้วย
ให้อารมณ์มันชิน คือ ชินในกุศล ชินในความดี มุ่งจุดอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือ
พระนิพพาน คนที่จะมีอารมณ์ อย่างนี้ได้ จะต้องมี อารมณ์รักพระนิพพาน
จับในอารมณ์รักพระนิพพานนี่ ต้องสิงอยู่ในใจ ถ้าอารมณ์รักพระนิพพาน
ไม่เข้าถึงที่สุด มันจะทนไม่ไหว ทนไม่ไหว เพราะ สังขารุเบกขาญาณ มีกำลังไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์
ถ้ามีกำลังพอก็จะคิดว่า ทุกขเวทนาของขันธ์ 5 มันจะมีอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
ถ้ามันพังเมื่อไร เราก็จะไปพระนิพพาน มีความสุข ใจมันไปจับที่ความสุข
จุดโน้นนะ ความทุรนทุรายจึงไม่มี
ต่อไปต้องพิจารณาอีกนิดหนึ่ง อย่างคุณอ๋อยนี่ นอนอยู่ในห้องก็ฟังเทปธรรมะบ้าง
เสียงสวดมนต์บ้าง แกเคยบอกว่า เขาฝึกมโนมยิทธิกัน จะไปดูสวรรค์ ดูนั่นดูนี่
แกไม่ต้องการ แกต้องการไปพระนิพพาน อย่างง่ายๆ แบบสุกขวิปัสสโก แบบนี้พูดมาหลายปี
จำได้ว่า 3 ปีกว่าเกือบ 4 ปี นี่ถึงแม้เราจะคิดไว้วันละน้อย ๆ แต่คิดบ่อย
ๆ อารมณ์ก็เกิดความชิน คำว่า ชินตัวนี้ก็คือ ฌาน จิตมันตั้งตรง จิตมุ่งเฉพาะพระนิพพาน
คิดว่า ถ้าตายเมื่อไรเราจะไปพระนิพพาน ถ้าคิดอย่างนี้ ตายก็ไปนิพพาน
คิดไว้แบบไหนก่อนตาย จิตมันจะไปตามนั้น ดูตัวอย่างท่าน โฆษกเทพบุตร
ตอนท่านเป็นคน ตอนท่านจะตาย เห็นท่านมหาเศรษฐี มีสุนัขท่านกินข้าวมธุปายาส
ท่านก็แบ่ง ให้มันกินบ้าง หมาตัวเมีย ก่อนที่แกจะตาย แกก็มองดูเจ้าสุนัขตัวนั้นว่า
มันเป็นหมายังดีกว่าเรา ตั้งแต่เกิดมา ข้าวมธุปายาส ไม่เคยกินเลย จิตใจไปจับในสุนัข
ในที่สุดก็จะตาย จิตก็เข้าไปสู่ครรภ์ของสุนัข เลยเกิดมาเป็น ลูกหมา
แต่อาศัยที่เพิ่งตายจากคนไป จึงมีความรู้สึกอย่างคน รู้ภาษาคนทุกอย่าง
นี่สังเกตให้ดีนา สุนัขที่เรา เลี้ยงแมวที่เราเลี้ยง ถ้าเราพูดรู้ภาษาง่าย
ๆ เจ้าพวกนี้จะมาจากที่ 2 สถาน คือ ถ้าไม่มาจากคน ก็มาจากเทวดา
พระพุทธเจ้าบอกว่า เทวดาก็ดี พรหมก็ดี เมื่อหมดบุญวาสนาบารมี
จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ หรือเป็นพรหมใหม่ นี่แสนยากหายาก จะมาเกิดค้างอยู่แค่มนุษย์
ก็แสนยากเหมือนกัน ส่วนมากลงอบายภูมิ เพราะว่า คนเราที่ไปเกิดเป็นเทวดา
ด้วยอาศัยบุญเบื้องหลัง เกิดมาย่อมทำบาป ด้วยกันทุกคน แต่หาก ก่อนตาย
เราสร้างความดี เราก็ไปเป็นเทวดาก่อน เป็นพรหมก่อน พอหมดจากวาสนาบารมี
ก็ต้องไปใช้หนี้กรรม คือ อกุศล ต้องลงอบายภูมิ ใช่ไหมล่ะ ทีนี้ถ้าจะไปกัน
ก็อย่าไปมันเลย แค่เทวดากับพรหมน่ะ ดีไม่ดีมันป๋อม ตกแค่ท้องหมามันยังดีนะ
มีข้าวกินนะ ถ้าลงนรกนี่มันแย่ กว่าจะมาใหม่ สำหรับ ท่านโกฏอริยกะ
เกิดเป็นหมาก็มีความรู้ภาษาคนดี ต่อมา เจ้านายมีความเคารพ ในพระปัจเจกพุทธเจ้า
อาศัยเธอเป็นสุนัขแสนรู้ เวลาที่ท่านเจ้า ของไม่มีโอกาส ที่จะไปรับ
พระปัจเจกพุทธเจ้า ตอนเช้า มาฉันที่บ้าน ก็ใช้สุนัข ตัวนี้ ไปนิมนต์
แกไปถึงหน้าสำนัก ก็เห่าบ้าง หอนบ้างเป็น สัญญาณว่า มารับ แล้วก็เดินนำมา
บางคราว พระปัจเจกพุทธเจ้า แกล้งทำเลยไป ไม่เลี้ยวเข้าบ้าน แกก็ไปขวางหน้า
ท่านก็แกล้งไปหยุด แกก็เอาปากดึงสบง ฉลาดเสียด้วยนา อาศัยที่จิตใจของเธอ
มีความรักในพระ ตายไปเธอก็ได้เกิด เป็นเทวดา นี่เป็นอันว่า จิต ใจ
ของเรามีความสำคัญ ก่อนตาย จิตใจของเราจับจุดไหน อย่านึกว่า ความดีของเราไม่มี
เราจะไปจับพระนิพพานได้ยังไง นิพพานนี่ไปไม่ยาก ไม่ต้องเสียสตางค์
ไปนรกซี ต้องลงทุนมากกว่า ต้องลงทุนโกหกเขา
ทำร้ายเขาสารพัด
ไปสวรรค์ ไปนิพพาน นอนในมุ้งเรา ก็ไปได้ นอนนึกถึง
คุณของพ่อ ของแม่ นอนนึกว่า ไอ้คนนั้น ไม่มีข้าวจะกิน พรุ่งนี้ จะเอาข้าวไปให้มัน
สักก้อน 2 ก้อน บ้านนั้นมันไม่มี สตางค์ใช้ เออ มีสตางค์อยู่ 2 บาทพรุ่ง
นี้เอาไป แบ่งให้สักสลึง ยังไม่ทันจะให้ ถ้าตายเวลานั้น ไปสวรรค์เลย
เพราะจิตเป็นกุศล
ถ้าเราอยาก จะเป็นพรหม นอนภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ
จับลมภาวนา นึกถึงทาน นึกถึงศีล อะไรก็ช่าง จิตมันทรงอารมณ์ มึความชุ่มชื่น
เบิกบาน อิ่มเอิบ นึกถึงความดีว่า ภาวนาพุทโธ ถึงพระพุทธเจ้าท่านก็ดี
ธัมโมพระธรรมก็ดี สังโฆพระสงฆ์ท่านก็ดี นึกถึงทาน การบริจาค เป็นจาคานุสติกรรมฐานว่า
เออ วันนี้ เราเห็นคนเขาหิวข้าว เห็นสัตว์ตัวผอม เดินกระย่องกระแย่ง
เราให้ข้าวไปก้อนหนึ่ง เรามีความปรารถนาอย่างไร สัตว์ก็มีความปรารถนาอย่างนั้น
จิตใจเราอยู่แบบนี้เพลินสบาย เสียงวิทยุในบ้าน ดังอ้าว ๆ เด็กในบ้านทะเลาะกัน
เราก็ไม่รำคาญ เราคิดเพลิน อย่างนี้อารมณ์ เป็นปฐมฌาน คืนนั้น ถ้าตาย
ก็ไปเกิดเป็นพรหม ง่ายนิดเดียว
ถ้าเราอยาก จะไปนิพพาน ก็คิดดูว่า ตั้งแต่เช้ามาจนนอนนี่
โอ้โฮ มันมีอะไร กันบ้างนี่ ในวันนี้ เช้าตื่นขึ้นมา อุ๊ ไม่ไหวแล้ว
ขี้ปาก เลอะเทอะ ต้องไปแปรงฟัน ต้องไปล้างหน้า ต้องหุงข้าว หุงปลา
อาหาร ก็จะกิน เดี๋ยวก็ถ่ายอุจจาระ เดี๋ยวก็ถ่ายปัสสาวะ ยุ่งกันไปหมด
เฮ้ย ไอ้เกิดมาเป็นคนนี่ หาความสุขอะไรไม่ได้ จะดูคนไหน
ๆ ก็วุ่น วายไปด้วยการงาน ทำงานเกือบตาย เมื่อต่างคนต่างตาย ทรัพย์สินที่เราหามาได้
มันก็ไม่เป็นของเรา ชาวบ้าน เอาไปหมด แม้ร่างกายของเราก็เอาไปไม่ได้
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ร่างกายไม่ใช่ เราไม่ใช่ของเรา
นี่เป็นของจริง แล้วทำไมเราจึงเกิด เราเกิดเพราะว่า เราหลง
หลงอยู่ในโลภะ ความโลภ ความโกรธ ความจริงคนทุกคนเกิดมาแล้ว มันก็ทุกข์
เกิดมาแล้วมันก็ตาย คนทุกคนก็มีความปรารถนาดี ที่ทำอะไรไปก็เพราะ มีความปรารถนาดี
เขาถึงทำอย่างนั้น แต่เราไม่ชอบใจ เราก็ไม่โกรธเขา ประการสุดท้าย เราก็เมาในชีวิต
ชาวบ้านเขาตาย เราก็เห็นแต่เพียงว่า เขาตาย ไม่ได้คิดว่าเราจะตายบ้าง
เป็นอันว่า เกิดมาเพราะ อาศัยความชั่วที่ในจิต คือ
1. ติดอยู่ในโลภ
2. ติดอยู่ในความโกรธ
3. ติดอยู่ในความหลง
ทีนี้เราไม่เอาละ เลิกเกิดมันเสียดีกว่า มีหน้าที่หากินโดยสุจริต
ก็ทำไปตามหน้าที่ จะมีรายได้มากเท่าไหร่ไม่สำคัญ
แต่เราไม่ทุจริต คิดว่าเมื่อชีวิตยังมีอยู่ คนในปกครองยังมีอยู่ ต้องทำมาหากิน
ยังชีพให้ทรงตัว เพื่อให้คนในปกครองมีความสุขด้วยอามิส คือ ทรัพย์สินที่หามาได้
แต่ก็มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า
ทรัพย์สินที่หามาได้นี้ช่างมัน ตายแล้วจะอยู่กับใครก็ช่าง
เราไม่สนใจ กับมันอีก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย สำหรับชีวิตเรา
ถ้าใครจะสร้างความโกรธความพยาบาทให้เกิดกับเรา เราก็ถือว่า
นั่นเป็นความบ้าของเขา เราไม่อยากจะโกรธ ไม่อยากพยาบาท ถ้าเราไม่ดี
เราไป พูดกับเขา เขาก็แสดง อาการโหดร้าย สร้างความ สะเทือนใจให้เกิด
เราก็ใช้อุเบกขาเสีย วางเฉยเสีย ไม่ใช่เราโกรธ
แต่เมื่อพูดแล้วเขาดีด้วยไม่ได้ เราก็ไม่พูด ทำใจให้สบาย
ไม่ติดใจในเรื่องของความโกรธ ความพยาบาท แต่ถ้าเราคิดดูว่า ถ้าจะฆ่าคนนี้
ก็น่านึกว่าคนที่เราจะฆ่านะ จะอยู่อีกสักกี่ปี ถ้าเราไม่ฆ่าเขาจะอยู่สัก
500 ปีได้ไหม ก็อยู่ไม่ได้ เราไม่ต้องฆ่าหรอก ความจริงไอ้คนจะตายน่ะนะ
มันของไม่ยาก คนเกิดมาเท่าไหร่ มันก็ต้องตายหมด เท่านั้นอยู่แล้ว นี่เป็นอันว่า
ถ้าจิตใจของเราไม่ผูกพันในขันธ์ 5 คำว่า ไม่ผูกพันนี่ค่อยๆ คิด ค่อย
ๆ ปลง จิตตั้งอารมณ์ไว้เพียงน้อย ๆ ว่า หน้าที่ของเรามีเท่าไร เราจะทำตามหน้าที่
ที่เราเกิดมาแล้ว แต่ทว่าชีวิตนี้หรือชีวิตไหนก็ตาม ไม่ว่าจะมีกี่ชาติก็ต้องอยู่ในสภาพไม่เที่ยง
เป็นทุกข์และสลายตัวในที่สุด เหมือนชาตินี้ เป็นอันว่า คิดไว้เสมอว่า
ชาตินี้เป็น ชาติสุดท้าย สำหรับเรา ต่อไปชาติหน้า คำว่า เป็นมนุษย์ก็ดี
คำว่า เป็นเทวดาก็ดี คำว่า เป็นพรหมก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เราต้องการอย่างเดียว
คือ พระนิพพาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจะให้ไกลไปกว่านั้นนะ
ใช้ อุปสมานุสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์
ท่านเรียกว่า นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์
ทำเท่านี้และทำไปเถอะ ไม่ต้องไป ใช้เวลามันหนักหรอก
อารมณ์มันจะชินเข้าไปทุกที ๆ ขณะที่เรายังไม่ป่วยไข้ ไม่สบายนี่ ยังไม่รู้สึกว่า
อารมณ์นี้ มันดีขนาดไหน พอป่วยไข้หนัก ขึ้นมาเมื่อไร จะรู้สึกตัว นี่ทุกคน
อาตมาเคยสังเกต พอป่วยหนักขึ้นมาจิตก็จับพั้บว่า เราต้องการพระนิพพาน
พอเริ่มป่วยน้อยๆ นะก็ตั้งจิต คิดว่า คราวนี้เราคงจะตาย มันตายหรือไม่ตายก็ช่างมัน
ก็คิดว่า ทรัพย์สินทั้งหลายของเรามันไม่มี ญาติพี่น้องที่จะตายร่วมกับเราไม่มี
ชีวิตนี้ เราอาจจะตาย ตายก็ช่าง เราต้องการไปนิพพาน คิดบ้างลืมไปบ้าง
อะไรก็ตาม นี่สำหรับป่วยน้อยๆ แต่พออาการเริ่มเครียดเข้ามา จิตมันจะจับเป็นอารมณ์จับเป็นเอกัคตารมณ์
อาตมาลองมาแล้วนา
นอกจากนั้น ในเวลาปกติ เราอย่าไปยุ่งกับชาวบ้านเขา
เรามันจะแย่ เราควรจะยุ่งกับใจเราเอง เป็นสำคัญ ตื่นขึ้นมาแต่เช้าก็ดูว่า
จิตของเราประกอบไปด้วยราคะไหม หลงใหลใฝ่ฝันในรูปโฉมโนมพรรณหรือเปล่า
จิตเราหนักไปด้วยโลภะหรือเปล่า ถ้าอยากร่ำรวยธรรมดา นั่นไม่เป็นไร
เป็นสัมมาอาชีวะ รับราชการเงิน เดือน 10 บาท อยากจะได้เงินเดือนพันบาท
ก็ทำความดีเรื่อยไป จนได้เงินเดือนพันบาท อย่างนี้ไม่ใช่โลภ เป็นสัมมาอาชีวะ
ไอ้โลภนี่ อยากจะแย่งเขา อยากจะโกงเขานะ ดูว่า จิตของเรา มันข้องในเหตุนี้
บ้างหรือเปล่า แล้วโทสะพยาบาทจองล้างจองผลาญน่ะ คิดจะประทุษร้ายคนนั้น
อยากจะแกล้งคนนี้ อยากจะทำร้าย คนโน้น มันมีในใจหรือเปล่า แล้วชีวิตของเรา
เกิดมาในเบื้องต้น แล้วก็แก่ แล้วก็ต้องตายนะ คิดบ้างหรือเปล่าว่า
เราจะต้องตาย ไอ้ความตายมันไม่มีนิมิตเครื่องหมาย จะตายเมื่อไหร่ก็ได้
บอกกาล บอกเวลา กันไม่ได้
เราคิดหรือเปล่า ว่าเราอาจจะตายเดี๋ยวนี้ นี่เราชำระจิตของเราอย่างนี้ดีกว่า
ทะเลาะกับใจ เราเองดีกว่า
เป็นอันว่า ถ้าใจของเราเป็นสุข ร้อนก็เป็นสุข หนาวก็เป็นสุข
ร่างกายมันร้อนมันหนาว แต่ใจเราไม่หนาวด้วย ร้อนด้วย ใจมันสุข มันจะหิวกระหาย
ทำใจเป็นสุข ร่างกายไม่สุขก็ช่างมัน ป่วยไข้ไม่สบายใจก็สุข ทุกขเวทนา
จะหนักมากเพียงไร ใจก็สุข เท่านี้ใช้ได้ ถ้าจิตเป็นสุขได้ อย่างนี้เขาเรียกว่า
สังขารุเบกขาญาณ และ ประกอบด้วยมี อริยสัจ
ประจำใจคิดว่า ร่างกายที่มันทุกข์อยู่แล้ว ที่ทุกข์จะมีได้ อาศัยตัณหา
ความทะยานอยาก ถ้าอยากเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีแล้ว อยากเป็นเทวดา เราก็ไม่มี
อยากเป็นพรหมก็ไม่มี พอเราตัด 3 อย่างนี้ได้เป็นพอจิตใจรัก พระนิพพานเป็นอารมณ์
ไม่ช้าจิตมันก็เป็นสุข ท่านบอกว่า
นิพพานัง ปรมัง สุขัง ถ้าชาตินี้มันไม่เป็นสุข
ตายไปแล้วจะไปพบสุข อันนั้นไม่ได้ ต้องจิตเป็นสุขก่อน
ถูกด่าก็เป็นสุข อยากด่า ก็ปล่อยให้มันด่าสบาย เดี๋ยวมันก็แพ้เรา
เอ้า เวลาล่วงเลย ไปมากแล้ว ถึงเวลาปฏิบัติพระกรรมฐาน
กันเสียที ขอสรุปว่า ขอให้ท่านรักษาอารมณ์ที่ ประพฤติปฏิบัติมา และทรงอยู่
อารมณ์นั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททุกคน ต่างทำร่วมกันมาทุกอย่าง จึงขอบรรดาท่านทั้งหลายพยายามทบทวนกำลังใจของท่านว่า
| 1. |
ทานบารมี เราทำครบถ้วนแล้ว |
| 2. |
ศีลบารมี เราฝึกฝนไว้ดีแล้ว |
| 3. |
ภาวนาปฏิบัติ เราทำไว้ครบถ้วน |
ฉะนั้น จงรักษากำลังใจของท่านไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ โดยตั้งจิตคิดไว้เสมอว่า
ความเป็นมนุษย์ จะไม่มีสำหรับเราอีก จะมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ความเป็นเทวดา
หรือ พรหม ก็จะไม่มีสำหรับเรา สิ่งที่เราต้องการก็คือ พระนิพพาน เมื่อคิดไว้ดังนี้แล้ว
ก็พยายามชำระกำลังใจ ของทุกท่าน ทุกวันว่า อย่าให้ใจ ไปเมาอยู่ในอำนาจ
ของความโลภ ถือว่า ทรัพย์สิน ทั้งหลายที่เกิดมา มีทรงได้ก็สลายตัวได้
ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่เมื่อทรงอยู่ก็ต้องมี ความขยันหมั่นเพียร
เพื่อความสุขตามอัตภาพ
ประการที่สอง ทำจิตให้อภัยแก่คนที่ทำความผิดอยู่เสมอ
เว้นไว้ แต่ว่า ถ้าผิดระเบียบวินัยต้องลงโทษ การลงโทษก็ลงโทษ เพื่อความหวังดีต่อบุคคลนั้น
จะได้ไม่ทำความผิดต่อไป ถ้ามีคนเขาด่านินทาว่าร้ายเรา ให้อภัยแก่เขา
ถือว่า เขาเป็นผู้หลงผิด
ประการที่สาม คิดอยู่ว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ร่างกายนี้ มันเป็นโทษ มันเป็นภัย ที่เราเกิด มาได้ ก็เพราะ อาศัยตัณหา
ดึงเรามา เวลานี้เราพบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ขึ้นชื่อว่าความ
ต้องการ คือ ความอยาก อันเป็นตัณหา อยากจะมีร่างกาย อย่างนี้ไม่มีสำหรับเรา
อยากจะเป็นเทวดา หรือ พรหมไม่มีสำหรับเรา เรามีความต้องการอย่างเดียวคือ
ธรรมะฉันทะ ความพอใจในธรรม ได้แก่พระนิพพาน
สำหรับการฝึกจิตของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน การทรงจิตมีความสำคัญควรฝึกไว้เสมอ
ๆ เพื่อเป็น การทรงอารมณ์ เพราะบรรดาท่านทั้งหลาย ก็ทราบอยู่แล้วว่า
ความดีที่ท่านทำไว้ สามารถจะเข้า พระนิพพานได้ในชาตินี้ หากว่า ท่านไม่ประมาท
ต่อจากนี้ไปขอให้ท่านทุกคนตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น
รักษากำลังใจตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
เมื่อคุณอ๋อยศิษย์คนสำคัญ ของหลวงพ่อ ตายลงไป บรรดาศิษย์ที่เหลือทั้งหลาย
ต่างก็อยากจะทราบว่า คติของคุณอ๋อยเป็นอย่างไร จะได้ผลแค่ไหน ซึ่งก็เป็นธรรมดา
ที่จะต้องรู้สึก เช่นนั้น โดยเฉพาะ คุณเสริมมีความเป็นห่วงอยู่ว่า
ในขณะที่ตายนั้น คุณอ๋อยไม่มีสติ คือ ไม่รู้สึกตัว เหมือนคนนอนหลับ
แล้วตายในขณะหลับ คงจะตั้งจิตไม่ได้ดีกระมัง ไม่เหมือนเมื่อวันอาทิตย์
ซึ่งลาพระเรียบร้อยแล้วโดยยังมีสติดี จึงต้องคอย ถามจากที่พึ่งคือ
หลวงพ่อ
คืนวันที่ 12 มกราคม 2521 คืนวันที่คุณอ๋อยตาย และเป็นวันที่ตั้งศพ
สวดพระอภิธรรม คืนแรกนั้น หลวง ่อ มาถึงตอนเกือบ 2 ทุ่ม พอถึง ใคร
ๆ ก็เข้าไปรุมถาม หลวงพ่อ ให้คำตอบว่า พระท่านสั่งมาว่า ถ้าใคร ถามเรื่องนี้ให้
ตอบว่า "กายใสเป็นแก้ว จิตเป็นประกายพฤกษ์" คุณเสริม ได้ยินคำนี้ รู้ว่า
คุณอ๋อยไปดี ไม่ตกต่ำ หน้าบานเป็น กะโล่ หุบยิ้มไม่ลง จนเจ้าตัวออกจะสงสัยว่า
ใคร ๆ คงนึกว่า หมอคนนี้ดีใจที่เมียตาย บรรดาศิษย์อื่น ๆ ก็ยิ้มย่องผ่องใสโดยทั่วกัน
ทำให้งานศพนี้ผิดกับศพอื่น คือ ไม่มีใครร้องไห้เลย มัวแต่ดีใจกันหมด
บรรดาแขกคงจะแปลกใจตาม ๆ กัน
แต่อาจารย์ เป็นอย่างไร ศิษย์ก็มักเป็นอย่างนั้น
คือ หลวงพ่อ ท่านชอบ ทดลอง ชอบพิสูจน์ ลูกศิษย์ ก็เอาอย่าง กล่าวคือ
ได้ยินคำตอบนี้แล้ว ยังต้องอุตส่าห์ไปสอบจากทางอื่น อีกหลายทางจนได้
ทางแรกพิจารณา เอาจากดินฟ้าอากาศ ในขณะที่ พระราชทานเพลิง ซึ่งแต่เดิมมีแดดจ้า
แต่พอแขกมาเป็นส่วนใหญ่ ฟ้าก็ครึ้ม มีฝนโปรย เป็นละอองละเอียด อาการของดินฟ้าเช่นนี้
ตรงกับที่จำได้ว่า หลวงพ่อบอกไว้เมื่อ คราวไปทำพิธีบวงสรวงพระเจ้าจอมกิตติที่เชียงแสนว่า
ไปคราวนั้นฝนจะตก เพราะเป็นพิธีใหญ่ ที่พระเสด็จมามาก เมื่อใดที่พระองค์ใหญ่
ๆ เสด็จ เทวดาจะมาชุมนุมมาก ฝนจะต้องตก ในคราวนี้ก็เช่นกัน จะเป็นสภาพอากาศเป็นไปโดยธรรมชาติ
หรืออย่างไร ก็เหลือที่จะเดา ถือเอาว่า เป็นนิมิตดี ก็แล้วกัน
ทางที่สอง คุณรัชนี เจนรถา คน "ตาดี" ของพวกเราบอกเพื่อนฝูงที่งานพระราชทานเพลิงว่า
เห็นคุณอ๋อย ลอยวนเวียน อยู่รอบเมรุ แต่งกายสวยงามมาก
ทางที่สาม ผู้มีตาดีผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งเล่าว่า
"คุณอ๋อยนี่ถ้าหากว่า เราสามารถ จะเห็นได้นะ ความจริง
เขามาทุกคืน ฉันว่า เขาอยู่นี่ ตลอดแหละในช่วงที่เรา ทำบุญนี่ ดีไม่ดี
เวลานี้ เขาอาจจะมายืนยิ้ม ๆ อยู่ก็ได้ เขามีภาพ สวยสดงดงาม รัศมีสว่างจ้า
ที่เขามีสภาพแบบนี้ เป็นเพราะ อาศัยอะไร เป็นสำคัญ สมบัติของคุณอ๋อย
ที่ได้แบบนี้ พวกเราทั้งหมดก็ทำร่วมกันมาใช่ไหม พอเขาบอกว่า จะทำบุญอะไร
ใครบ่นรำคาญมีบ้างไหม มีแต่ ต่างคนต่างควัก ถ้ายอดเงินมันขาด ต่างก็แย่งกันเติมเสีย
จนเกินแล้วเกินอีก ไอ้ทรัพย์ที่ออกมานี่ มากหรือน้อย ไม่สำคัญ สำคัญที่
กำลังใจ คนมีสตางค์น้อยให้น้อย แต่ว่ากำลังใจมันเท่ากัน ให้เท่าที่จะให้ได้
เป็นอันว่า กำลังใจของคนทุกคน น่ะสม่ำเสมอกับคุณอ๋อย เวลานี้คุณอ๋อย
เขาตายไปแล้ว ขนาดเทวดาชั้นดาวดึงส์ก็ดี พรหมก็ดีสวยสู้เขาไม่ได้ แต่เขาอยู่ไหนฉันไม่รู้นะ
ไม่รู้ที่เขาหรอก เห็นเขามานี่ ฉันไม่ได้ ไปดูบ้านเขา เห็นไหม เขาสวยขนาด
นั้นได้ พวกเราก็สวยขนาดนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ ถ้าใครจะถือเป็นเรื่อง
ของอากาศก็ตามใจ งานศพ คุณอ๋อยวันนี้รู้สึกว่า อากาศมันครึ้มนะ ครึ้มนี่จะว่า
พยับเมฆ หรือ พยับหนาว มันจะมาก็ตามใจญาติโยม แต่ความจริงฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร
มันอยากจะครึ้มก็ครึ้ม มันอยากจะแจ๋ก็แจ๋ ตามเรื่องตามราว เราก็นั่งคุยกันผ่อนคลายความเหนื่อย
แต่สักประเดี๋ยวหนึ่งได้ยิน เสียงกระชาก ๆ ข้างหลังว่า นี่ นั่งมุดหัวคุย
อยู่นั่น แหละ ดูเสียบ้างอะไรมาข้างหน้าข้างหลัง เหลียวหลัง ชำเลือง
ๆ ดูใครพูดหว่า เสียงว่า มาอีกว่า มันจะเห็นอะไร ดูข้างบนนี่ แหงนขึ้นไปดูอะไร
เสียงบ้างซี ดูก็เห็น แพรงพราว อยู่ในอากาศ เต็มไปหมด สวยบอกไม่ถูก
เสียงมาอีกว่า นี่ อย่าเสือกดูข้างบน เขาให้ดูข้างล่างแล้วกัน นึกว่า
ให้ดูข้างบน ท่านบอก ดูคนที่มันมา วันนี้ทั้งหมดน่ะ ไอ้พวกที่มาจริง
ๆ แล้ว เอาจริงนี่นะ คนพวกนี้ 80 เปอร์เซ็นต์มันไปอย่างอ๋อยทั้งนั้นแหละ
ท่านว่า ยังงั้นแหละ บอกให้ดูตรงนี้ ไอ้เราไปดูข้างบน เห็นพราวแพรว
สวยไปหมดอากาศ หาที่ว่างไม่ได้เลย"
ต่อไป เป็นเรื่องของ โยมพวง โยมพวงเป็นอุบาสิกา อยู่ที่วัดท่าซุง
กลางคืน แกหาบของ มาที่วัด ทำกรรมฐานแล้วนอนค้าง เช้ามืด แกก็รีบกลับ
โยมพวงเป็นคน "ตาดี" คนหนึ่ง แต่เดิมแกเห็น พระนิพพานไม่ได้ หลวงพ่อ
ให้แกทำวิปัสสนามาก ๆ แกทำไปทำไป แกก็มองเห็นได้ แต่แกไม่เคยฟัง เกร็ดความรู้ต่าง
ๆ หลักกรรมฐานของหลวงพ่อ พอเลิกกรรมฐาน แกก็กราบลาไปนอน คราวหนึ่ง
แกสงสัย ก็ถามหลวงพ่อว่า บนนิพพานน่ะผู้หญิงอยู่ได้ ด้วยหรือ หลวงพ่อตอบว่า
ทำไมจะไม่ได้ ถามทำไมล่ะ โยมพวงตอบว่า เห็นคุณ อ๋อย อยู่บนนั้น นี่ก็เป็นเรื่องของ
โยมพวงแกเห็นไปเอง
เรื่องประเภทนี้ เคยมีคนเรียนถาม หลวงพ่อว่า
ในนิพพานไม่มีขันธ์ไม่มีรูป ทำไมจึงเห็นเป็นรูปท่านเหล่านั้นได้
หลวงพ่ออธิบายว่า
แล้วแต่ท่านเหล่านั้นจะทำให้เห็น ส่วนมากถ้าท่านให้เห็น
ท่านก็ให้ปรากฏเป็นภาพขณะยังไม่ตายเพื่อจะได้จำได้ เวลาพูดก็ใช้ถ้อยคำเหมือนเดิม
มิฉะนั้นก็จะไม่รู้กัน จะเข้าใจว่า เป็นคนอื่น ถ้าท่านไม่ให้เห็นก็
เห็นไม่ได้
อีกทางหนึ่งที่คณะของคุณอ๋อยเคยใช้กัน คือ การทรงกระดาน
ที่ทั่วไปเรียกว่า ผีถ้วยแก้ว การทรงกระดานนี้ มีขณะบุคคลเรียกชื่อว่า
คณะพรสวรรค์ ดำเนินการอยู่ ถือว่า เป็นการทดลองการศึกษาอย่างหนึ่ง
ปรากฏว่า การทรงกระดานเป็นประโยชน์ในหลายกรณี เช่น สอบถามในปัญหาปลีกย่อย
หรือปัญหาทางโลก ซึ่งไม่ควรถาม จากอาจารย์ของตน จะว่า ตามภาษาฝรั่งว่า
เป็น "ฮ้อบบี้" ก็ได้ ผู้ที่ร่วมอยู่ในวงล้อม มีการศึกษา ทราบอยู่แก่ใจว่า
ในวงการนักวิทยาศาสตร์แล้ว เขาถือว่า เรื่องเช่นนี้ เป็นเรื่องเหลวไหลงมงาย
เพราะฉะนั้นเมื่อได้ความรู้ จากการทรงกระดานแล้ว ก็ไม่ได้เอาไปเป็นเครื่องยืนยัน
กับผู้อื่นว่า เป็นจริง อย่างนั้น อย่างนี้ คือ รับฟังไว้ด้วย ความสนใจเท่านั้น
ในกรณีที่มีการตายเกิดขึ้น คณะของคุณอ๋อยไปหาความรู้จาก
การทรงกระดาน ซึ่งปรากฏผลดังนี้ คือ
16 กุมภาพันธ์ 2520 วันสิ้นชีพิตักษัย ของเสด็จพระองค์หญิงวิภาวดี
รังสิต นิมนต์หลวงตาแสงมาถาม
ถ. (ถาม) หลวงตาคงทราบเรื่องท่านหญิง
ส. (หลวงตาแสง) สบายไปแล้ว
ถ. ขอให้หลวงตาเล่า
ส. เขาทำพิธีรับ พึ่งเสร็จ รีบ ๆ ทำกันไว ๆ หมั่นสำรวจทุกข์ ที่มีต่อกายต่อใจ
ที่กระทบ ฉะนั้น เรื่องนี้เป็นข้อพิสูจน์
1. ว่ายึดมั่น เชื่อในพุทธานุภาพ
2. เชื่อและรู้ ในสัจธรรมของมวลมายา
3. รู้ในภาวะตนเองของจิต เมื่อกระทบกับความเป็นจริง
4. รู้ทุกอย่างว่า อนัตตา
ถ. ก่อนจะสิ้นท่านรู้ตัวหรือเปล่า
ส. รู้
ถ. รู้ก่อนสัก 7 วันได้หรือไม่
ส. เขารู้ รู้ในภาวะของจิต มิใช่รู้อย่างรู้หนังสือ
ถ. ก่อนสิ้นท่านเป็นพระอริยะอยู่ก่อนหรือเปล่า
ส. เป็น
ถ. ระดับไหน
ส. สอง
ถ. คนดี ๆ ทำไมไม่อยู่เพื่อประเทศชาติ
ส. คนดี ๆ เขาก็หนีไปเสวยวิมุติสุข
ต่อไปเสด็จพระองค์หญิง (ว.) ก็เสด็จ
ว. ว่าไงจ๊ะ พี่โย่ง ตามหญิงนะทุก ๆ คน หญิงเป็นสุขที่สุด
ไม่มีอะไรสุขมากเท่านี้อีกแล้ว
ถ. จะพยายามเพคะ
ว. ต้องไปให้ได้นะพี่ ทุก ๆ คนด้วยนะจ๊ะ หญิงคอย
ถ. หลวงพ่อช่วยยังไงเพคะ
ว. ตั้งอารมณ์ให้หญิง
ถ. ทรงมีทุกขเวทนามากหรือ
ว. ก่อนโดนมันยิงก็รู้สึก หวิว ๆ แล้ว เมื่อโดนยิง รู้สึกชาไปทั้งตัว
แล้วระลึกถึงหลวงปู่ พอเริ่มหน้ามืด ก็รีบจับลมภาวนา เพราะรู้ตัวว่า
คงไปไม่รอดแน่ ทุกครั้งที่หญิง มาทำงานแทนในหลวง ก็จุดธูปก่อนทุกทีแล้ว
รู้สึกตัวให้เหมือนว่า เราทำงานทุกครั้ง ต้องมีภัยแน่ ๆ โธ่ ไปทำงานก็ต้องเตรียมไว้
ไปทำในแดน ผกค. ก็ ต้องเตรียมแล้ว หญิงสังหรณ์ตั้งแต่ทำบุญสุโขทัยแล้วว่า
แม่ต้องมารับ
ถ. ที่ท่านแม่ย่ามากอด ?
ว. ใช่ รีบ ๆ กันซีพี่โย่ง
ถ. จะสำเร็จแค่ไหน
ว. ยึดหลวงพ่อและหลวงปู่ให้มั่น ๆ
ถ. เมื่อกี้ทำพิธีอะไร
ว. บวช
ถ. ท่านอยู่ในภาวะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง
ว. จิต บวชนี่ไม่ใช่บวชมีนาคอะไรนะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัส
"เอหิภิกขุ"
ถ. คนเวลาไปนิพพานต้องบวชทุกคนหรือ ?
ว. ถวายตัว
ถ. พวกเราดีใจที่ท่านหญิงเป็นองค์นำหน้า
ว. เราชนะแล้วนะ
ถ. เป็นไปได้ยังไง รวดเร็วมาก
ว. ธรรมดาพี่ เอาแน่อะไรไม่ได้
ถ. มีอะไรจะให้พวกเรารับใช้ก็ได้
ว. ดูหลวงปู่ หลวงพ่อ เพราะเป็นหลักใหญ่ที่ทุกคนจะไปสู่นิพพานได้
ถ. ที่หลวงพ่อเคี่ยวเรื่อง นิพพาน ตั้ง 3 คืน ท่านบอกว่า
ไม่ใช่ท่าน เคี่ยวเอง ที่เคี่ยว เพราะมีคนจะได้ นั่นหมายถึง ท่านหญิงหรือเปล่า
ว. นั่นแหละ เธอก็ได้ธรรมะ โธ่ สำคัญอารมณ์ตอนตายนิดเดียวเท่านั้น
จริงๆ นะ
ถ. หลวงพ่อนำไปหรือ
ว. ท่านตั้งอารมณ์ให้เท่านั้น นอกนั้นอยู่ที่เรา
ถ. ภาวนา พุทโธ หรือว่า นิพพานัง
ว. พุทโธ
ถ. ท่านทรงเห็นพระนิพพานก่อนจะสิ้นหรือ ?
ว. พระท่านมา
ถ. ที่รับสั่งว่า "สว่าง" ?
ว. จ๊ะ
ถ. ท่านไม่ห่วงข้างล่างหรือ
ว. ไม่รู้จะห่วงทำไม ช่วยได้ แต่อย่าห่วง หญิงรู้ก่อนแล้ว เขียนพินัยกรรมก่อนแล้ว
ถ. ที่หลวงปู่บอกว่าท่าน "หมดกรรม" ทรงจำได้ ?
ว. ได้ ถึงได้เตรียม หญิงไม่นึกเลยว่าจะตายอย่างมีเกียรติ นึกว่าคงหง่อมตาย
ขอบใจมาก ๆ นะทุก ๆ คน สิ่งใดที่หญิงเคยล่วงเกินด้วย
กาย วาจา ใจ ขออโหสิกรรมด้วย ทุก ๆ คนจะได้ ไปสบาย ๆ หมั่นอโหสิกรรมกันนะ
จะได้ไม่มีการจองเวร
ต่อจากนายสิบตำรวจพัว ชระเอม ตายด้วยโรคมะเร็ง จ่าฯ
คนนี้มีจิตศรัทธาในหลวงพ่อมาก เคยถวายทาน ใหญ่ ๆ หลายหน หลวงพ่อโทรศัพท์ทางไกล
มาแจ้งว่า เจ้าตัวเขาขอให้เชิญทรงกระดาน จ่า ฯ ผู้นี้ จะพูด ว่า ไม่เคยพบหน้ากันกับกลุ่มคุณอ๋อยก็ว่าได้
เมื่อ 10 มีนาคม 20 ขณะที่ทรงกระดานกันอยู่ ก็มีผู้เดินกระดานว่า "คนเฝ้าเยอะนะ
ผมหมายถึงเทพ"
ถ. ท่านพัวหรือ
พ. ใช่ครับ
ถ. อยากให้ช่วยเล่า เพราะ เป็นคนที่ 2
พ. พระท่านมารับฮะ
ถ. เห็นว่าจะไปไหว้พระที่จุฬามุนีสัก 3 วันก่อน แล้วไปหรือเปล่า
พ. ไป สวยมาก
ถ. ตอนอยู่จุฬามุนีเห็นพระนิพพานไหม
พ. พระท่านบอก
ถ. ตอนป่วยจิตใจเป็นอย่างไร
พ. ตอนจะไปรู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยคล่อง มีเจ็บบ้างก็พยายามจับ "พุทโธ"
คิดว่าไม่เอาอีกแล้ว ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น มันรู้สึกเบื่อขึ้นมา
ในขณะนั้น ก็รู้สึกสบาย แปลก ๆ รู้ตอนหลัง พระท่านบอกว่า อารมณ์ ตอนสบายนั้นอยู่ในภาวะฌาน
เบื่อฮะ ที่ต้องนอนต้องกินยาอะไรจุกจิก จิตใจไปจับพุทโธเข้า แล้วเพ่งที่เบื่อเป็น
อารมณ์ เลยไปๆ มาๆ ก็เป็นเอกัคตา คิดทวนไปทวนมาก็คิดว่า ไม่เกิดตามหลวงพ่อสอนดีกว่าเหมือนกับ
เราตกลงใจ อะไรสักอย่างที่แน่นอน นั่นแหละครับ ถึงอยากให้ท่าน ๆ ทั้งหลาย
ได้เอามา เป็นแนว นิด ๆ หน่อย ๆ บ้าง
ถ. ตอนใกล้ ๆ มีการทุรนทุรายไหม
พ. ตอนนั้นผมไม่รู้ เพลินไป รู้แต่ว่า พอคิดได้ พระท่านก็มาเรียกไป
ถ. เรียกยังไง
พ. ท่านก็ว่า "ลูกสบายแล้ว ลูกตัดสินใจถูกแล้ว มาหาซิ ลูกจะไม่มีทุกข์แล้ว"
ถ. เห็นฉันพรรณรังสีไหม
พ. สว่างมากครับ
ถ. มองเห็นตัวเองไหม
พ. เห็นฮะ
ถ. ลักษณะยังไง
พ. ก็ศพธรรมดา เห็นศพตัวเองสังเวชใจ ยิ่งเห็นคนร้องไห้ก็สงสาร สงสารที่เขารักตัวปลอม
ถ. บวชวันนี้หรือ
พ. ฮะ ที่พระจุฬามุนี พอออกไปพระท่านก็เรียก "เอหิภิกขุ"
ถ. สภาพร่างบนนิพพานเป็นอย่างไร
พ. เป็นพระฮะ ตามไปนะฮะ
ถ. จะพอประทานรสชาติบนพระนิพพานได้ไหม ?
พ. อย่าไปติด บรรยายเลย เพราะ ความสวย เอาไปไม่ได้ฮะ ฟังแล้ว ก็แค่ชื่นใจ
ประเดี๋ยวเดียว สู้หมั่นฝึก หมั่นละดีกว่า
ถึงคราวคุณอ๋อยตายบ้าง พรรคพวกก็เชิญมาคุยกัน ตามธรรมเนียม
(คุณอ๋อย สิ้นเมื่อ 12 มกราคม2521 วันที่ 14 มกราคม 2521 เป็นวันนัดทรงกระดาน
)
อ๋อยขอบคุณมากนะจ๊ะทำใจได้ไหมจ๊ะ อ๋อยสบายดีมากเลย
ได้พบทุก ๆ องค์ไปไหนก็สบาย
ถ. ที่รัชนีเห็นภาพสมเด็จ ฯ ประทานม้วนอะไรให้
อ. ให้ตัดเรื่องห่วงวัด ท่านทรงให้ดูพยากรณ์ของวัดและหลวงพ่อ
ถ. อารมณ์ที่ทำจิตได้นั้นตอนไหน
อ. ก่อนตาย ถ้าทำได้ก็ไม่พ้นวัน
ถ. มีความรู้สึกยังไง
อ. ทุกข์เกิด เป็นห่วงหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อท่านมา ท่านสอนไม่ให้ติดในตัวบุคคล
อยากให้ทุกคนรีบขึ้นไปจัง อิสระจริง ๆ ไปไหนหรือหาใครก็สะดวก ได้ไปกราบพระจนชุ่มใจจริง
ๆ
ถ. ตอนเสวยวิมุติสุข เป็นยังไง
อ. เบา อิ่มใจ สบาย เบาใจ สดชื่น เสียดายว่า เราโง่ตั้งนาน พวกเราไปได้ทุกคนเลย
มีความสุขจริง ๆ
ถ. ตอนไป ไปในฌาน 4 หรือ
อ. ฌาน 4
ถ. คนไม่ได้ฌาน 4 ทำไง
อ. ถึง แต่ไม่รู้
ถ. ถึงในขณะพิจารณาหรือว่าเวลาทำสมาธิ
อ. ถึงทั้งเวลาพิจารณาและอยู่เฉย ๆ ตอนยังไม่ตายเคยได้อะไรที่ไหน
ถ. อยากถามเรื่องฌาน
อ. อย่าเพิ่งถามเลย ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองไปได้ยังไง ขอศึกษาก่อนนะ
ถ.พระรูปของสมเด็จ ฯ องค์ปฐม ท่านเสกให้หรือเปล่า
อ.เดี๋ยวนี้ท่านก็เสด็จ
ถ. ตอนก่อนตายคงจะมารับกันมากกระมัง
อ. มากันมาก เห็นแล้วตกตะลึง
ถ. มารับก่อนสิ้นใจหรือ
อ. ใช่ สวยมาก ๆ สมเด็จ ฯ ทรงฉันพรรณรังสีสวยที่สุด
ถ. หลวงตาบอกว่า จะอาการหนักเดือนกุมภาพันธ์ ทำไมจึงไปเสียก่อนได้
อ. ขืนอยู่ก็ต้องครึ่งหลับครึ่งตื่นอย่างนั้น ต่อมาเมื่อ 25 มกราคม
2521 (พระราชทานเพลิงเมื่อ 19 มกรา คม 2521)
ถ. ขอทราบชื่อข้างบน
อ. มี 2 ชื่อ ที่เรียกทั่วไปชื่อหนึ่ง เฉพาะชื่อหนึ่ง เอาชื่อไหน
ถ. เอาทั้ง 2 ชื่อ
อ. ทั่วไปเรียก "แม่อ๋อย" ชื่อเฉพาะเรียก "ธรรมภิกขุ" ท่านเห็นว่า
อ๋อยเลี้ยงพระมาก รู้หรือเปล่าว่าอ๋อยไป เพราะเลี้ยงพระนะ
ถ. จิตตอนใกล้จะดับเป็นยังไง
อ. ตอนนั้นพิจารณาความทุกข์ของร่างกายว่ามันเลว ใจเลยสบาย คือ เราอย่าไปคิดเจ็บตามไปกับร่างกาย
อารมณ์เหมือนคนเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งรู้สึก นั่นแหละ จะรู้สึกเบาขึ้น
ๆ เรื่อย ๆ จนใจเรา จับอยู่ที่พระจะเห็น พระท่านใสขึ้น นั่นแหละที่ตัวเราแยกออกโดยแท้เลย
ที่จริงอ๋อยหลุดไปเกือบวันหนึ่งแล้วนะ อ๋อยถึงได้เห็นร่างและได้พิจารณาร่าง
เรามีพระชั้นเยี่ยม ๆ นะ จับท่านไว้ให้ดี
ถ. ตอนเผาที่มีฝนปรอยน่ะ พี่อ๋อยทำหรือ
อ. พระย่ะ
ถ. เริ่มตัดเมื่อไหร่ ?
อ. วันที่ 11 นะจ๊ะ ตอน 3 ทุ่ม รู้สึกปวดมาก จะเหมือนวันอาทิตย์ ทนแทบแย่
ใจฉันก็นึกถึง หลวงพ่อ ท่านอยู่ว่า ท่านจะให้อยู่ ก็ต้องขอไม่ทรมาน
แล้วอารมณ์ก็ชัก เคลิ้ม ๆ พิจารณาว่า ร่างเรานี่ มันทรมานจริง ๆ แค่นั้นเอง
หลวงพ่อท่านก็ปรากฏขึ้น ใจคิดนะ แต่ไม่เหมือนหลวงพ่อตอนนี้หรอก สวยมาก
ใจเลยจับที่ท่านกับสมเด็จองค์ปฐม
พอดีตอน 4 ทุ่มกว่า ๆ หลวงปู่ (ธรรมไชย) ท่านก็มาทำพิธี
ตอนนั้นจิตยัง กึ่งห่วง กึ่งยังไม่ห่วงอยู่ ใจยังได้ ยินเสียงหลวงปู่
ชัดมาก เลยได้ฟังท่าน สวดอะไร จนเคลิ้มอีกครั้ง คราวนี้ ก็ได้พบพระมากมาย
หลวงพ่อ หลวงปู่ชุ่ม หลวงปู่วงศ์ หลวงปู่คำแสนเล็ก หลวงปู่คำแสนใหญ่ก็มา
ท่านให้กำลังใจมาก โดยเปล่งฉันพรรณรังสี เห็นคราวนี้ติดตา พร้อมกับได้ฟังเทศน์
หลวงปู่ อีกครั้งในเรื่องของ ทุกข์ชาดก จิตเลย พิจารณาตาม ดูตัวเองที่นอนอยู่ดูกาย
(ใหม่) ที่ดีกว่า สังขาร ขันธ์ 5 แล้ว หลวงพ่อท่าน จึงชวนไปดูที่อยู่ใหม่
ตอนนั้น สมเด็จฯ ตรัสว่า ยังติดห่วงงานของวัดของหลวงพ่อ เป็นตัณหาอย่างหยาบๆ
อยู่ เลยต้องพิจารณาทบทวน ท่านทรงพระเมตตา แสดงภาพในอนาคต ให้ปรากฏขึ้น
ฉันเลยสบายใจขึ้น
ตอนตี 3 ต่อตี 4 เมื่อจิตทบทวนไปมา เรื่องภาระต่าง
ๆ เรื่อง วัดหลวงตา เรื่อคุณ และ ลูก ๆ พร้อมทั้ง ดูสังขขารตัวเอง
ว่า จะมีแต่จะทรุดลง ๆ แล้วยัง ทำความลำบาก ให้กับอีกหลายคน ไหน ๆ
ก็จะทิ้งแล้ว ไม่ต้องให้ใครเขามาลำบากกับเราอีก เมื่อจิต เราคิดเพียงเท่านี้
ใจเลยเป็นสุขอิ่ม เหมือนกับเรา ตัดสินใจตกลงใจจะเอาอะไร อย่างหนึ่งแน่นอน
นั่นแหละที่เรียกว่า วิมุติสุข
ถ. ตอนจิตออกไป ไม่รู้ตัวใช่ไหม
อ. จ้ะ เหมือนคนเคลิ้ม ๆ แล้วเลยไป
ถ. อย่างนนี้ก็เป็นฌาน 4 หรือ
อ. จ้ะ
ถ. จิตไม่ได้จับพระนิพพานหรือ
อ. จับซีจ้ะ จับตลอดเวลา นี่เล่าให้ฟังถึงความรู้สึก
ถ. ทิ้งร่างไปตั้งแต่ตอนตี 4 หรือ
อ. ใช่จ้ะ ร่างมันทำงานของมันไปจนกว่าถ่านจะหมด
ถ. แล้วอยู่ตรงนั้นจนกี่โมง ถึงได้ไปข้างบน
อ. เคลื่อนไปอยู่เรื่อย ๆ เพราะท่านพาไปดู
ถ. ไปแล้ว เขามีพิธีอะไรบ้าง
อ. วันนั้นแหละจ้ะ ท่านก็เรียกเป็น เอหิภิกขุ
ถ. กระดูกพระอรหันต์ เขาว่า ต้องเป็นพระธาตุ ?
อ. อยู่ที่อธิษฐานจ้ะ ใครจะไปรู้ว่าจะได้เป็นล่ะจ๊ะ
ถ. บนนิพพานมีเพศหรือเปล่า
อ. ไม่มีจ้ะ
ถ. คุณอ๋อย เป็นภิกษุ หมายถึงเป็นผู้ชายหรือ ?
อ. พระค่ะ เราอย่าไปติดเพศซีคะ
ถ. พวกสุกขวิปัสสโก บางทีมีคนเขาไปเห็นอยู่ข้างบนนั้น
ไปได้ยังไง
อ. กายทิพย์ไงคะ กายบุญ เหมือนเราทำหุ่นไว้นั่นแหละ
นี่ก็เป็นเรื่องของการทรงกระดาน ฟังกันไว้เล่น ๆ
หรือพูดว่าฟังกันไว้สนุก ๆ ดีกว่า สำหรับตัวคุณเสริมเอง นั้นมีความสงสัยไม่หายว่า
เมื่อพระท่านทำพิธีให้อย่างใหญ่โต และ หลวงพ่อบอกว่า หาย แล้วทำไมจึงตายได้
พอดีตอนที่หาหลักฐานต่าง ๆ สั่งให้ผู้เขียนรวบรวมนั้น บังเอิญพบพระดาษกำหนดการพิธี
ซึ่งหลวงพ่อ พิมพ์เองตามคำสั่งของพระท่านปรากฏว่า มีใจความ ดังนี้
กำหนดบำเพ็ญกุศลพิเศษ
(1) เจริญพระกรรมฐานเสร็จ ผู้บำเพ็ญกุศลคลุมตัวด้วยผ้าขาวประคองรูปเปรียบซึ่งมีสายสิญจน์ผูกติดอยู่
ด้วยสายสิญจน์ พระถือไว้ทุกรูป
(2) ในเวลาเดียวกันนั้นพระสวดมาติกา เสร็จแล้วบังสุกุล
(ตาย)
(3) หลังจากนั้น เอารูเปรียบใส่ไว้ในถาดหรือสังกะสี
เริ่มจุดไฟเผารูปเปรียบหรือรูปแทน พระสวดหน้าไฟ (พระอภิธรรม 7 บท)
(4) เมื่อพระสวดเสร็จ ผู้บำเพ็ญกุศลถวายไทยทาน แด่ภิกษุสามเณรทุกรูป
เมื่อถวายเสร็จแล้ว ใช้ผ้าขาวคลุมตัว พระสงฆ์บังสุกุล (เป็น) แล้วให้พร
(5) ขณะที่พระให้พร ขอให้ผู้บำเพ็ญกุศลนึกถึงเจ้ากรรมทั้งหลายที่เคยถูกกระทำมาในกาลก่อนทั้งหมด
คือ ก่อนวันนี้ เรื่อยลงไปถึงในอดีตทั้งหมด ขอให้อโหสิกรรมและอนุโมทนา
(6) พระให้พร (ยถา) แล้วใช้สวด อัตถลัทธา จบแล้วใช้
มงคลจักรวาลน้อย ภวตุสัพ ฯ เป็นเสร็จพิธี ตอนที่ พระให้พร ให้ผู้บำเพ็ญกุศล
และคนอื่น ร่วมกับการรับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์
(7) หลังจากนั้น เรื่องของหมอ หมดภัยในวัฏฏสงสาร
พิธีนี้ทำเมื่อ 16 กรกฎาคม 2520 ก่อนวันตายถึง 6
เดือน ไม่มีใคร เอาใจใส่กับคำว่า "หมดภัยในวัฏฏสงสาร" ไปทึกทักกันเองเอาว่า
หมายความว่า หายจากโรคกันหมด ซึ่งก็เป็นการดี ไปอย่างหนึ่ง คือ ดีแก่กำลังใจของครอบครัว
คติของคุณอ๋อย ที่พวกข้างหลังอยาก จะรู้มีผลเป็นประการใด ก็ได้นำมาแสดงไว้แล้ว
คุณอ๋อยจะไปอยู่ที่ไหน ผู้ที่รู้ เองเห็นเองไม่ได้ ก็ย่อมจะไม่มีความแน่ใจลงไปได้
ที่แน่ใจได้นั้น คือแน่ใจว่า คุณอ๋อย ไปสู่สุคติ แน่นอน เป็นกำลังใจ
แก่เพื่อนในทางธรรม ที่จะตั้งจิตปฏิบัติเพื่อผลสูงสุด อันเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา
ได้ไม่น้อยทีเดียว
บัดนี้ เป็นกาล อันสมควร ที่จะยุติเรื่องคุณอ๋อย
ได้แล้ว ผู้เขียนไม่ตั้งใจ จะยกย่อง ยืนยัน หรือ ช่วยอวดอ้าง สรรพคุณ
ของคณะปฏิบัติธรรมคณะนี้ว่า จะดีกว่า วิเศษกว่าคณะอื่น แต่อย่างใด
เพียงแต่ประสงค์จะให้เป็น เครื่องยืนยัน ในการปฏิบัติธรรม ตามคำสอนขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปฏิบัติตามได้จริง มีผลประเสริฐจริง เท่านั้น
|