|
แต่เดิมคุณอ๋อย กับคุณเสริม ก็ไม่ได้สนใจธรรมะเท่าใดนัก
โดยปกติมักจะไม่ไปหาพระหาเจ้า ด้วยความสมัครใจของตนเอง ต่อเมื่อ มีคนชวนไปหาพระหมอดูบ้าง
ไปรดน้ำมนต์บ้าง ก็ไปกับเขา หวังจะได้เห็นความขลังของพระ เช่นเดียวกับคนทั่วๆ
ไป
ต่อมา เมื่อคุณเสริม ต้องไปเข้าโรงเรียนสนาธิการทหารอากาศ
ที่สหรัฐอเมริกา ในขณะที่ดำรงยศนาวาอากาศเอก ก็มีความวิตกอยู่ว่า เป็นนายทหารผู้ใหญ่ไป
น่ากลัวจะต้องโดนถาม โดนให้พูดเรื่องอะไรต่าง ๆ ถ้าเผื่อถูกถามเรื่อง
พระพุทธศาสนา คงจบเห่ เพราะเมื่อไปคราวก่อน ครั้งที่มียศเป็นเรืออากาศเอก
เคยโดนถาม มาทีหนึ่งแล้วว่า พระพุทธศาสนา สอนว่ายังไง ได้ตอบเขาไปอย่าผึ่งผาย
ตามแบบฉบับว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ฝรั่งช่างซักคนนั้น ก็ถามต่อไปว่า
เอ ศาสนาไหนบ้างล่ะ ที่ไม่สอนยังงั้น เสร็จ !
ไปเที่ยวนี้ ค้นไปก่อน เท่าที่เวลา อำนวย พล.อ.ต.
สุกิจ เสมาเงิน แนะว่า คำสอน ่านเจ้าคณบาลีคุณูปมาจารย์ วัดบรมนิวาส
ซีดี ผมเคยอ่านตอนบวช ก็เลยไปซื้อมา คุณอ๋อยก็อ่านไปด้วย
ศึกษาหนักเข้าก็ชักจะรู้ พอชักจะรู้ ก็ค้นต่อ ให้คนไปยืมพระไตรปิฎก
จากกรมยุทธศึกษาทหารอากาศมาดู ว่า ต้นตอท่านพูดไว้ว่ายังไง พอว่างงาน
ก็หยิบอ่านดู เฉพาะปัญหา ที่สงสัย เอ ไม่เข้าที ต้องใช้เวลามาก พอดีกรมการศาสนา
จัดพิมพ์ พระไตรปิฎก ฉบับแปลขึ้นใหม่อีก ก็เลยไปจองไว้ชุดหนึ่ง ราคาสองพันบาทเศษ
เพราะปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยขี้เกียจยืมเขา มีไว้ค้นเองที่บ้านดีกว่า
คุณเสริม ไม่ได้มีความมุ่งหมายจะปฏิบัติธรรมะ ในตอนนั้น
แต่เป็นคนชอบสงสัย คือ สงสัยว่า พระพุทธ เจ้าท่านสอนไว้ยังไงกันแน่
พระก็ดี ฆราวาสก็ดี ถึงได้เอามาเถียงกัน เป็นวรรคเป็นเวร คนหนึ่งว่า
สวรรค์ นรกมีจริง อีกคนหนึ่งว่า ไม่มี ท่านพูดเปรียบเทียบไว้เท่านั้น
สวรรค์ก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ นั่นเอง เทวดา พรหมที่ไหนมี ก็พ่อแม่
นั่นแหละเป็นเทวดา เป็นพรหมของลูก ชาตินี้ชาติหน้า ก็เช่นกัน ชาติก่อน
ก็หมายถึง การกระทำในสมัยเด็กๆ หรือ ก่อน ๆ นั่นเอง นิพพาน บางคนก็ว่า
สูญ บางคนก็ว่า ไม่สูญ คุณเสริมก็เลยตกลงใจว่า สติปัญญาของเราก็ไม่ควรจะโง่เกินไป
จนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องหรอกน่ะ เห็นจะต้องดูจากต้นตอให้รู้ไปเสียทีว่า
ท่านตรัสไว้ว่ายังไง
เรื่องนี้คุณอ๋อย ก็ชอบใจ เพราะเป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือ
เนื่องจากภารกิจมีมาก ใช้วิธีเอาเปรียบให้คุณเสริมอ่านแล้วตัวคอยถามเอาดีกว่า
เรื่องแรก ที่คุณเสริมพบ ก็พบท่านพูดว่า คนที่ทำดีนั้น
"แตกกายตายไป" แล้วจึงไปสู่สุคติ คือ บอกไว้ชัดว่า ตายแล้วจึงไป ไม่ใช่สวรรค์ในอกนี่
ถ้าอย่างนั้น พระบางองค์ก็เทศน์โกหกน่ะซี ! คุณอ๋อยก็ค้านว่า มันมี
อยู่อีกนัยหนึ่ง คือ เขาว่ากันว่า พระไตรปิฎก นี่น่ะ เชื่อถือไม่ได้
เขียนไว้หลอกคนโง่ ๆ สมัยนั้น แล้วมีการ แต่งเติมเข้าไปอีกมาก
คุณเสริมมาคิดว่า พระพุทธศาสนาของเรานี้ ก็มีพระไตรปิฎก
เป็นหลักฐานอยู่อย่างเดียว ถ้าหากหลักฐานนี้ ง่อนแง่นแล้ว จะใช้อะไรเป็นหลักได้
? ความจริงคนเราในสมัยนี้ จะรู้คำสอนของพระพุทธศาสนาก็รู้จากพระไตรปิฎก
นี่แหละ เสร็จแล้วก็มาหาว่า พระไตรปิฎกคลาดเคลื่อน ไม่รู้ว่า เอาหลักฐานมาจากไหน
ความจริงถ้าเชื่อ ตามพระไตรปิฎกเสียแล้ว ปัญหาที่ถามกันทุกวันนี้ ก็ไม่ต้องถาม
เช่น เรื่องการแสดงอิทธิฤทธิ์ ท่านก็บอกว่า ทำได้ตั้งสามพัน กว่าวิธี
จะเหาะเหิน เดินอากาศ ก็ได้ เทวดามี พรหมมี ตายแล้ว เกิดอีก ฯ ลฯ เพราะฉะนั้นถ้าจะกำจัดปัญหา
เรื่องนี้ ทางที่ดี ก็ต้องพิจาณาดู พระไตรปิฎกก่อนว่า มีลักษณะยังไงกันแน่
จะคลาดเคลื่อนแต่งเติม อะไรหรือเปล่า
ต่อไปนี้เป็นผลการค้นคว้า ของคุณเสริม ที่ถ่ายทอดต่อคุณอ๋อย
( ซึ่งคุณเสริมออกตัวว่า เป็นการค้นของผู้เริ่มต้นอาจพลาดได้ )
ประวัติพระไตรปิฎก
ปรากฏว่า พอพระพุทธเจ้าเสด็จสู่ปรินิพพาน พระเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์จำนวน
500 องค์ ก็ทำสังคายนากัน วิธีสังคายนาก็คือ ผู้หนึ่งตั้งคำถาม อีกผู้หนึ่งตอบ
เมื่อรับรองกัน เห็นพ้องกันแล้ว ก็จดไว้ต่อไป เช่นจาก เล่ม 7 หน้า
312 (พระไตรปิฎกฉบับหลวงของกรมการศาสนา)
ในด้านพระวินัย ท่านพระกัสสปถาม ท่านพระอุบาลีตอบ
ก. ปฐมปาราชิก ทรงบัญญัติที่ไหน
อ. เมืองเวสาลี
ก. ทรงปรารภใคร
อ. พระสุทินนกลันทบุตร
ก. เรื่องอะไร
อ. เรื่องเมถุนธรรม
แล้วถาม วัตถุ, นิพพาน, บุคคล บัญญัติ, อนุบัญญัติ,
อาบัติ, อนาบัติ, ฯลฯ ในด้านพระสูตร ท่านพระกัสสปถาม ท่านพระอานน์ตอบ
ก. พรหมชาลสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสที่ไหน
อ. ในพระตำหนักในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ในระหว่างกรุงราชคฤห์ และเมืองนาลันทาต่อกัน
ก. ทรงปรารภใคร
อ. สุปนิยปริพาชก และพรหมทุตตมานพ
ต่อไปนี้จึงได้ถามถึงนิทานและบุคคล
การสังคายนาครั้งนี้คงจะสมบูรณ์ที่สุดเพราะตัวบุคคลยังอยู่เป็นส่วนมาก
การสังคายนาครั้งที่ 2 ทำหลังจากพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว
100 ปีเป็นการตัดสินว่า ภิกษุลัชชีบุตรละเมิด พระวินัย 10 ข้อนั้นถูกหรือผิด
เรียกว่าแจง 700 เพราะมีพระอรหันต์ร่วม 700 องค์
ขุนวิจิตรมาตรา ค้นไว้ใน หนังสือ "หลักไทย" หน้า
251 ถึง 263 ว่าการสังคายนาครั้งที่ 3 ทำในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แล้วส่งสมณทูต
คือ พระโสณะกับพระอุตตระ มาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ที่เมืองนครปฐม นครหลวงของแคว้นทวารราวดีของละว้าในสมัยนั้น
ส่วนการบันทึก เป็นตัวอักษร ทำเมื่อ พ.ศ. 433 ในการสังคายนาครั้งที่
5 ที่ลังกา ซึ่งหลังจากนี้ มีพระพุทธโฆษาจารย์ ไปแปลมาเป็นภาษามคธ
พระองค์นี้ กล่าวกันว่า เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ (พ.ศ. 956)
การสังคายนา ครั้งหลัง ๆ นี้ไม่มีตัวบุคคล ยืนยันว่า
อะไรผิดอะไรถูก จริงหรือไม่จริง ดังนั้น จึงเข้าใจว่าไม่มีใคร กล้าแตะของเดิม
จะแตะก็เป็นการตัดออก คือ ตัดที่เห็นว่า ไม่ใช่ คำสอนออก เพราะได้ความว่า
ทางศาสนาพราหมณ์ แต่งปลอมแปลงเข้ามา เพื่อทำลายพระพุทธศานา แต่การตัดนี้
ก็คงจะไม่ตัดกันส่งเดช จะสังคายนาทีไรก็ตัดทุกที เพราะฉะนั้น พระไตรปิฎกน่าจะมีแต่ขาดไม่มีเกิน
การตัดก็ไม่ใช่ตัดกันส่งเดชท่านมีหลักให้ไว้ใน เล่ม
21 หน้า 195 ว่า "ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะ เหล่านั้นให้ดี แล้วเทียบเคียง
ในพระสูตร สอบสวนในพระวินัย ถ้าเมื่อเทียบเคียงในพระสูตร สอบสวนในพระวินัยบท
และพยัญชนะเหล่านั้น เทียบเคียงกันได้ ในพระสูตรสอบสวนกันได้ พระวินัยในข้อนี้
พึงลงสันนิษฐานได้ว่า นี่เป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ
เจ้าแน่แท้"
ประวัติของพระไตรปิฎก มีมาเช่นนี้ แต่จะใช้ยืนยันถูกต้องทันทียังไม่ได้
ควรต้องดูจากลักษณะอื่นอีก
วิธีเขียนพระไตรปิฎก
คนเป็นอันมาก ที่กล่าวโทษ พระไตรปิฎกว่า คลาดเคลื่อน
แต่งเติม ฯลฯ นั้นปรากฏว่า เป็นคนที่ไม่เคยอ่าน พระไตรปิฎกเลย บางคนเหมาเอาว่า
พระไตรปิฎกมีแต่นิทานชาดก มีสัตว์พูดได้ ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น
คนประเภทนี้ถ้าพูดกันตามตรรกวิทยาของพระพุทธเจ้าแล้ว หมดสิทธิ ไม่มีสิทธิ์
ที่จะพูดเรื่องพระไตรปิฎกทีเดียว เพราะท่านจะถามดังนี้
เคยเห็นพระไตรปิฎกหรือ
?
เคยอ่านพระไตรปิฎกหรือ ?
อ่านพระไตรปิฎกแล้วเข้าใจหรือ ?
ถ้าหากท่านตอบว่า "ไม่" คำเดียว ท่านก็จะสำทับทีเดียว
ว่า ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าพูด โดยเฉพาะในเรื่อง การแต่งเติมนี้จะต้องถูกถาม
อย่างแน่นอนว่า "ท่านรู้ว่า เป็นความจริง ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ ท่านไม่ได้คิดเอา
ตามความเห็นหรือ ตรึกตรองตามอาการหรือ ?" เสร็จ !
สำหรับผู้ไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก สมควรจะทราบไว้ในที่นี้ว่า
พระไตรปิฎกบันทึกเรื่อง แบบประวัติศาสตร์ แต่ละเอียดกว่า
กล่าวคือ อ้างสถานที่ อ้างบุคคล ที่เกี่ยวข้อง และอ้างคำพูดว่า
ใครพูดว่าอะไร คือ เป็นคำพูด ของคนนั้น ๆ ไม่ใช่ อ้างใจความเป็นร้อยแก้วทำความกว้าง
ๆ แต่อ้างไว้เป็นคำพูดที่บุคคลนั้น ๆ พูดจริง ๆ ทีเดียว เช่น
"สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล้วภิกษุรูปหนึ่ง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส
แสดงพระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์สดับแล้ว เป็นผู้เดียว
หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคง อยู่เถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคล ยังยึดมั่น
ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่น จึงหลุดพ้น จากมาร ฯ
ดังนี้เป็นต้น
ส่วนชาดกนั้น เป็นเรื่อง ที่ทรงเล่าประกอบ เวลาแสดงธรรม
โดยมักจะเริ่มต้นว่า "เรื่องเคยมีมาแล้ว..." แล้วท่าน ก็เล่าไป
คำถามเกี่ยวกับพระไตรปิฎก
คำถาม พระไตรปิฎกมีการแต่งเติม
คำตอบ นั่นเป็นเรื่อง ที่คนรุ่นหลังสันนิษฐานเอาเอง
ไม่ใช่ว่ารู้มาจริง ๆ ว่าเป็นเช่นนั้น
ถ้ารู้จริง จะต้องตอบได้ว่า ตรงไหนแต่งใหม่
ใครเป็นคนแต่ง แต่งตั้งแต่เมื่อใด เช่นนี้ เป็นต้น
พระพุทธศานา ในเมืองไทย เป็นลัทธิเถรวาท หรือหีนยาน
ยึดมั่นตามคำสั่งสอนดั้งเดิม ของพระพุทธเจ้า ลัทธิอื่น ถือเอาตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ว่า
บัญญัติ (ศีล) ที่เล็กน้อยล้มเลิกเสียก็ได้ ลัทธิมหายาน ล้มเลิกไปเสียบ้าง
ลัทธิอื่นล้มเลิกไปเสียบ้าง ผลที่สุดภิกษุในญี่ปุ่นมีเมียได้ ในเมื่อทรงบัญญัติว่า
การเสพกามทำให้ภิกษุ เป็นปาราชิก ลัทธิหีนยาน ของเราเห็นว่า เมื่อพระอานนท์
ไม่ได้ทูลถาม ไว้ว่า ข้อไหนเล็กน้อย ข้อไหนไม่เล็กน้อย ถ้าแก้ไปก็อาจจะผิดจึงไม่แก้
ถือตามเดิมทุกประการ
การแก้พระบัญญัติ หมายถึง ล้มเลิกไป ไม่ใช่บัญญัติ
ขึ้นใหม่ การบัญญัติขึ้นใหม่ หรือ การแต่งขึ้นใหม่นี้ ค้านกับ "วิญญาณ"
ของลัทธิหีนยาน นอกจากนั้น ยังเป็นการผิดที่เรียกว่า "กล่าวตู่พระพุทธเจ้า"
ด้วย
การกล่าวตู่นี้ย่อมร่วมไปถึง อธรรมวาที ซึ่งจะยกเฉพาะที่สำคัญมากล่าว
คือ
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้
นำมากล่าวว่า ตรัสไว้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นำมากล่าวว่า ไม่ได้ตรัสไว้
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ นำมากล่าวว่า ไม่ได้บัญญัติไว้
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ นำมากล่าวว่า ทรงบัญญัติไว้
กรรมนี้ ใครทำเข้า ในพระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 5
หน้า 312 บ่งว่า เป็นฝ่ายอธรรมวาที เล่ม 6 หน้า 371 กล่าวว่า เป็นเหตุ
แห่งการวิวาท และเป็นรากแห่งอกุศล เล่ม 7 หน้า 171 กล่าวว่า เป็นเหตุแห่ง
สังฆเภท (โทษของการสังฆเภท คือ ปาราชิก)
เล่ม 12 หน้า 216 "เธอกล่าวตู่เรา ขุดตนเอง และประสบบาป
มิใช่บุญ เป็นอันมากด้วย ทิฐิอันลามก อันตนถือเอาชั่ว แล้วกรรมนั้นแล
จักมีแก่เธอ เพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน" พูดง่าย ๆ
คือ ตกนรก
คำว่า "นรก" คนธรรมดา มีความรู้สึก เหมือนติดคุก
ซึ่งคงจ มีความสบายบ้างพอสมควร บางคนถึงกับอยากจะลองว่า นรกเป็นยังไง
อยากลองดูสักที แต่สำหรับภิกษุผู้มีการศึกษาก็ทราบว่า นรกมีไฟเผาตลอด
เวลาและ 1 วัน 1 คืน ของอายุนรก ขุมต้น ก็เท่ากับ 9 ล้านปี ของมนุษย์แล้ว
ไม่ใช่ของที่ควรล้อเล่น พระ พุทธเจ้าเอง ทรงตรัสว่า ท่านไม่ทรงเห็นว่าอะไร
จะเป็นศัตรูของพระนิพพาน เท่ากับนรกเลย
คนที่ไปเกิด ในอบายภูมิ หรือตกนรกนั้นจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากนักหนา
ท่านเปรียบเทียบไว้ในพระไตรปิฎกว่า โอกาสของผู้ตกในอบายภูมิ ที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น
ให้เปรียบว่า เราเอาห่วงลอยไปในมหาสมุทร ใน 500 ปีให้เต่าตาบอดตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำครึ่งหนึ่ง
ถ้าโผล่ตรงกลางห่วงได้เมื่อไรนั่นแหละ คือ โอกาสที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์
พระที่ท่านบวช ตลอดชีวิต ด้วยความเลื่อมใส (ในสมัยโบราณ)
ท่านหวังพระนิพพาน ท่านย่อมไม่อยากตกนรกแน่นอน โดยเฉพาะ ในลัทธิหีนยานด้วย
พูดตาม ภาษาปัจจุบันแล้ว การที่พระภิกษุเหล่านี้ จะมีเจตนาดัดแปลงแต่งเติมพระไตรปิฎกนั้นไม่มีทาง
(นอกจากเราจะคิดลงโทษท่านไปเอง)
เรื่องหญ้าปากคอก ที่น่าจะมองเห็นเพิ่มเติม จากที่กล่าวมาแล้ว
ก็คือ การตกแต่ง ดัดแปลง พระไตรปิฎก นั้นคือ การพูดโกหกผิดศีลข้อ 5
(มุสาวาทาเวรมณี) อย่างตรงเป๋ง
ลองคิดดูต่อไป การแก้พระไตรปิฎกนั้น ไม่ใช่ใครอยากจะแก้
ก็แก้เอาตามใจ แต่ต้องแก้ในการทำสังคายนา ซึ่งมีพระภิกษุชั้นเยี่ยม
นับร้อยรูปประชุมกัน ทำและเห็น พ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ เมื่อเป็นเช่นนี้
เราก็จะเห็นได้ชัดว่า การที่พระชั้นดี มาย่อมร่วมกัน ทำผิดศีล มุสาวาท
โดยไม่มีองค์ไหนค้านเลย แม้แต่องค์เดียวนั้น เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อทีเดียว
เหตุผลประการที่สำคัญที่เรามักจะหาว่า พวกพระแก้ไขดัดแปลง
พระไตรปิฎก ก็คงจะมีว่า แก้เพื่อผลประโยชน์ ของพวกพระเอง ซึ่งศัพท์ทางพระ
ท่านเรียกว่า "เพื่อลาภสักการะ" นั่นเอง ข้อนี้ก็เป็นความเห็นที่ เอาโทษไปใส่ให้ท่าน
อีกเช่นกัน เพราะพระชั้นสูง (ขนาดที่ได้รับนิมนต์ ไปทำสังคายนา) นั้นย่อมมี
ความรู้ว่า พระบัญญัติบทปาราชิก (ขาดจากความเป็นพระ) สองข้อ (ใน 4
ข้อ ) คือ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีอยู่จริง และการลักขโมย นั้นมีฐานมาจากการกระทำ
เพื่อเหตุแห่งท้องทั้งสิ้น ทรงสรัสว่า
เหตุใดพวกเธอจึง... เพื่อสาเหตุแห่งท้องเล่า
และ ทรงประณามว่า การกระทำ เพื่อสาเหตุ แห่งท้องนั้น
มีค่าเท่ากับ เป็นมหาโจรปล้นชาวบ้าน การที่พระชั้นสูง จำนวนเป็นร้อย
ๆ รูป ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ จะทำการแก้ไข แต่งเติม พระไตรปิฎก เพื่อเห็นแก่
ลาภสักการะ (สาเหตุ ที่ทรงบัญญัติให้เป็นปราชิก) โดยพร้อมเพรียงกันนั้น
เราย่อมทราบอยู่เองว่า น่าจะเป็นไปได้ หรือน่าจะเป็นไปไม่ได้
คำถาม ถึงไม่มีการแก้ไขดัดแปลง โดยเจตนา ความคลาดเคลื่อน
โดยธรรมชาติ ก็ควรจะมีอยู่ เพราะมนุษย์ ย่อมไม่สามารถจำได้ถี่ถ้วนเช่นนั้น
คำตอบ ยอมรับว่า ความคลาดเคลื่อน ย่อมมีอยู่บ้างแต่ไม่ควรจะคลาดเคลื่อนในใจความหรือหลักสำคัญ
ข้อสันนิษฐาน อย่างหนึ่งที่ว่า ต้องสืบต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
ด้วยการทรงจำก็คือ "สมัยนั้น ยังไม่มีตัวหนังสือใช้"
ข้อสันนิษฐานนี้ เป็นไปได้อย่างมาก ในความคิดของนักปราชญ์สมัยนี้
แต่ก็เป็นข้อสันนิษฐานที่ผิด เพราะความจริงในสมัยนั้น มีตัวหนังสือใช้อยู่แล้ว
เล่ม 9 หน้า 95 " สมัยนั้นแล อัมพัฏฐมานพศิษย์ของพราหมณ์
โปกขรสาติ เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ
คัมภีร์เกตุภะ พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ 5"
เล่ม 3 หน้า 247 "เรียนหนังสือ 1 เรียนวิชาท่องจำ
1 เรียนวิชา เพื่อประสงค์คุ้มครองตัว 1 ไม่ต้องอาบัติ"
ดังนั้น จึงควรสรุปได้ว่า สมัยนั้น คนท่องจำได้เก่งกว่าสมัยนี้มาก
ซึ่งตรงกับหลายแห่ง ในพระไตรปิฎก ซึ่ง พระพุทธเจ้าทรงกำชับ ให้จำพระธรรมไว้เสมอ
และทรงสรรเสริญ ผู้สามารถทรงจำพระธรรมด้วย
เล่ม 11 หน้า 328 "เธอได้สดับแล้วมาก ทรงไว้แล้วคล่องปาก
ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดดี ด้วยความเห็น"
เล่ม 13 หน้า 422 "จงทรงจำธรรมเจดีย์ไว้" เช่นนี้มีอยู่ตลอดทาง
เล่ม 7 หน้า 245
"ดูกรอุบาลี อนึ่ง ภิกษุผู้เป็นโจทก์ ปรารถนาจะโจษผู้อื่น
พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราเป็นพหูสูต ทรงสุตะเป็นที่ สั่งสมสุตะหรือหนอธรรมเหล่าใดนั้น
ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น
เป็นธรรมอันเราสดับมาก ทรงไว้ คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่"
พยานบุคคล ในเรื่องความจำนี้ คือ ท่านพระอานนท์ จำได้หมด
84,000 พระธรรมขันธ์ (และองค์อื่นที่ไม่ได้บ่งไว้ ก็คงจะจำได้เป็นธรรมดา)
เล่ม 5 หน้า 30 กล่าวถึงพระโสณะสวดพระสูตรทั้งหลาย
อันมีอยู่ในอัฏฐวรรค จนหมดสิ้นในคืนเดียวพระพุทธ เจ้าตรัสถามว่า บวชมาได้กี่พรรษา
ทูลตอบว่า บวชพระมาพรรษาเดียว ดังนี้เป็นต้น
เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว ก็ควรจะนึกออก ถึงความจริง
ที่เห็นได้ชัดแจ้งข้อหนึ่งว่า พระสูตรที่ท่องจำกันนี้ ไม่ใช่มารวบรวมจารึกลงใหม่ในภายหลัง
อันนั้นเป็นผลจากการค้นคว้าสอบสวน หากแต่ได้มีอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า
ยังทรงพระชนม์อยู่
เล่ม 19 หน้า 461 "ดูกรธรรมทินนะ เพราะฉะนั้นแหละ
ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พระสูตรเหล่าใด ที่พระตถาคต ตรัสไว้
แล้วอันลึกซึ้ง มีเนื้อความอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยความว่าง
เราจักเข้าถึง พระสูตร เหล่านั้นตลอดกาลเป็นนิตย์อยู่"
เล่ม 21 หน้า 53 "เราได้กล่าวแล้วใน ปุณณกปัญหาปรายนวรรค"
ข้อนี้ ทำให้ตีความ ได้ต่อไปว่า เมื่อพระพุทธเจ้า
ทรงแสดงธรรมแล้ว ก็จะมีผู้ทำหน้าที่ ร้อยกรองขึ้น เป็นพระสูตรร้อยกรองเสร็จแล้ว
จึงบรรยาย ถวายต่อพระพุทธเจ้า (เพื่อทรงตรวจสอบ ? ) ซึ่ง เมื่อทรงฟังแล้ว
ก็อาจทรงเปล่ง พระอุทาน คือ พระคาถาสรุปอีกทีหนึ่ง เช่นตัวอย่าง
เล่ม 25 หน้า 171 ตอนจบของอุปาทานสูตร (เช่นเดียวกับในอีกหลายพระสูตร)
" ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว
ทรงเปล่งอุทานในขณะนั้นว่า......"
นอกจากนั้นยังมีการตั้งชื่อด้วย
เล่ม 14 หน้า 153 พระอานนท์ทูลถามว่า ธรรมบรรยายนี้ชื่อไรพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า "เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำธรรมบรรยาย
นี้ไว้ว่าชื่อ พหุธาตุกบ้าง จตุปริวัฏฏบ้าง ว่าชื่อ ธรรมทาสบ้าง ว่าชื่อ
อมตทุนทุภีบ้าง ว่าชื่อ อนุตตรสังคามวิชัยบ้าง"
เมื่อนำมาแสดงถึงเพียงนี้ ก็สรุปได้ว่า พระในสมัยนั้น
ท่องจำพระสูตร ที่มีการรจนา และตรวจทานถูกต้องแล้ว เหมือนกันหมดทุกองค์
ดังนั้นการสอบทาน ในภายหลัง จึงทำได้ง่าย และการท่องจำซึ่งสมัยนี้เรียกว่า
"อาขยาน" นั้น เมื่อท่องขึ้นใจว่าเสียครั้งหนึ่งแล้ว ก็มักจะไม่ลืม
การจารึกลง เป็นตัวอักษร ในสมัยหลังนั้น มีนิทาน
(เรื่อง) เล่าว่า พระอรหันต์ในสมัยนั้นเห็นว่า ต่อไปจะมี คนทรงจำได้น้อยแล้ว
จึงควรจารึกเป็นอักษรไว้
ดังนั้น จึงได้ตอบไว้ในตอนต้นว่า ถ้าพระไตรปิฎก จะคลาดเคลื่อน
ก็คงจะเป็นส่วนน้อย แต่ใจความหลัก ๆ ที่ สำคัญน่าจะไม่ผิด
คำถาม เขากล่าวว่า พระไตรปิฎก ไม่ใช่พุทธวัจนะทั้งหมด
คำตอบ ข้อนี้เป็นความจริง เพราะเขียนไว้เป็นทำนองบันทึกเหตุการณ์
เทวดาพูดก็มี พราหมณ์พูดก็มี พระเจ้าแผ่นดินพูดก็มี จะว่า ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัสทั้งหมดก็ถูก
แต่เป็นการพูดชนิดเล่นคำ คือ จงใจพูดเช่นนั้นเพื่อให้
เกิดความรู้สึกว่า ธรรมะที่เราเรียนกันนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสอน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง
ความจริง ในพระไตรปิฎกบ่งชัดว่า คำพูดอันไหน ใครเป็นคนพูด
สำหรับด้านพระธรรมแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเอง ทั้งหมด
ยกเว้นบางกรณี ทรงสั่งให้ ท่านพระสารีบุตรบ้าง ท่านมหากัจจายนะบ้าง
เป็นผู้แสดงธรรม หรือในบางสูตร พระสาวก เป็นผู้แสดงธรรม ให้ภิกษุอื่นฟังก็มี
(ซึ่งจะเอาไปพูดว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงเองก็พูดไม่ผิด
แต่เรียกว่า พูดอย่างโกง ๆ )
ธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่พระสาวกคิดขึ้นเอง แต่เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้า
ทรงบรรยายมาก่อน แล้วพระสาวกเอามาบรรยายซ้ำทั้งสิ้น
ต้องจำไว้ว่า คนที่เอาคำเชิงค้านนี้ มาพูดจะมีเจตนาอย่างเดียว
คือ
ก่อให้เกิดความสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอน ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎก
คำถาม เขามักจะมีปัญหาว่า ทำไมพระพุทธศาสนาจึงต้องอ้างเทวดา
คำตอบ คำถาม อันนี้ ถามผิดความจริง
พระพุทธศานา ไม่ได้อ้างว่า ถ้าไม่มีเทวดาแล้ว พระธรรมคำสั่งสอน จะไม่เป็นความจริง
ในการพิจารณา เราต้องยึดหลักให้ดี ถ้าจะว่ากัน ถึงคำสอน
สำหรับไปสู่จุดหมายปลายทาง ของศาสนา คือ พระนิพพานแล้ว ทุกคนก็รู้ว่า
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนอริยสัจ 4 เป็นหลักอันใหญ่ ซึ่งในข้อ 4 คือ หนทางปฏิบัติ
เพื่อให้ถึงพระนิพพาน (อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8)
ก็ไม่เห็นมีข้อไหนที่จะกล่าวถึงเทวดาหรือให้พึ่งทวดา
ให้อ้อนวอนเทวดาไว้เลย
ดังนั้น ที่เอามาถามว่า ทำไมพระพุทธศานา จึงต้องอ้างเทวดานั้น
จึงเป็นคำถามที่ถามผิด และแสดงว่า ผู้ถามนั้น ๆ ไม่มีความเข้าใจ ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเลย
(แล้วมักจะมีความเข้าใจว่า ตนเองแตกฉาน)
เท่าที่จำได้พระไตรปิฎกจะกล่าวถึงเทวดาไว้เป็น 4
สถาน คือ
1. เล่าว่า มีเทวดามาถามปัญหา หรือมาแสดงอะไรต่าง
ๆ ข้อนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน
2. ทรงตรัสว่า ถ้าบูชาเทวดา เทวดาจะบูชาตอบ (มงคล
38)
3. ทรงตรัสถึง เทวตานุสสติกรรมฐาน ว่า เป็นการปฏิบัติทางจิตอย่างหนึ่ง
(ในหลายอย่าง) คือ คิดตรึกตรองดู
4. ว่าธรรมที่คนทำแล้วเป็นเทวดานั้น เราก็มีอยู่
อย่างไรก็ดี ท่านตรัสสอนให้ไปนิพพานอย่างเดียว ไม่ใช่ให้ติดแหง็กอยู่แค่เทวดา
และไม่ใช่ให้อ้อนวอนเทวดา อย่างงมงาย
เล่ม 23 หน้า 56 " ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะ
หรือพราหมณ์ บางคนในโลกนี้.... ตั้งปรารถนา เพื่อเป็นเทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งว่า
เราจักได้ เป็นเทพเจ้า หรือ เทพองค์ใดองค์หนึ่ง..... แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า
ขาดทะลุ ด่างพร้อยแห่งพรหมจรรย์....ไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ได้"
เล่ม 22 หน้า 47 "ธรรม 5 ประการ ( คือ อายุ วรรณะ
สุขะ ยศ สวรรค์ ) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ เรามิได้กล่าวว่า จะพึงได้เพราะเหตุแห่งอ้อนวอน
หรือ เพราะเหตุแห่งความปรารถนา"
คำถามข้อนี้ จึงควรถามว่า "ที่พระพุทธเจ้า ท่านกล่าวถึงเทวดานั้น
เทวดามีอยู่จริงหรือ ?
ข้อนี้ ก็เช่นกัน ผู้ถามนั้น หากมีความเลื่อมใส เชื่อมั่น
ในพระพุทธเจ้า ก็ควรระลึก ถึงว่า พระพุทธเจ้านั้น หากไม่เป็นความจริง
หากไม่ทรงเห็น ทรงทราบเองแล้ว ท่านจะไม่ตรัสเลย
อีกข้อหนึ่ง ที่ควรระลึก ก็คือ ธรรมของพระพุทธเจ้านั้น
พิสูจน์ได้ ข้อพิสูจน์ว่า เทวดามีอยู่นั้น คืออะไร ?
เล่ม 9 หน้า 370 " เธอได้เข้าสมาธิจิตชนิดที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว
ทางไปสู่เทวโลกปรากฏได้ "
หน้า 371 "ภิกษุเข้าสมาธิชนิดที่จิตตั้งมั่นแล้ว
ทางไปสู่พรหมโลกปรากฏได้"
เล่ม 10 หน้า 229 "ญาณเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์"
เล่ม 20 หน้า 189 "ผู้ใดรู้บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เห็นสวรรค์ เห็นอบาย"
เล่ม 13 หน้า 303 "ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละทุกข์ ละสุข และดับโทมนัส
ก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ยืนด้วยกัน เจรจากัน
สนทนากันกับเทวดาทั้งหลาย ผู้เข้าถึงโลกที่มีความสุขโดยส่วนเดียวเหล่านั้นได้"
เล่ม 26 หน้า 390 "ภิกษุใด รู้แจ้ง มนุษย์โลก เทวโลก
พร้อมทั้ง พรหมโลก อันมีประเภทตั้งพันได้ ในเวลาครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ
คือ อิทธิฤทธิ์ และในจุติ และอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลาย
ได้ตามความประสงค์"
สรุปแล้ว ให้เข้าฌาน 4 แล้ว น้อมจิตไปใน บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
หรือ จุตูปปาตญาณ ก็จะเห็น และพูดคุยกับ เทวดาหรือพรหม ได้ตามความประสงค์
ใครอยากจะพิสูจน์ ก็อย่าพิสูจน์ ด้วยตาเนื้อ ให้ฝึกสมาธิจนได้ฌาน
4 เสียก่อน เมื่อใช้ญาณทั้งสองแล้ว ยังไม่เห็นเทวดา จึงค่อยมาคัดค้าน
ในบางครั้ง ถ้าเทวดาสงเคราะห์ ท่านก็อาจจะมาให้เห็นเองโดยผู้เห็นไม่ต้องมีฌาน
เล่ม 26 หน้า 219 " ถ้าพระองค์ จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
มีความตระหนี่ มีจิตไม่เลื่อมใส พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์"
ผู้ที่มักจะท้าว่า "ถ้ามีเทวดาก็มาให้เห็นหน่อยเถอะน่า"
นั้นแสดงว่า เป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้มีจิตไม่เลื่อม ใส
แล้วธุระอะไรเทวดาจะมาสงเคราะห์ เทวดาไม่ได้ขี้เห่อ
และเทวดาไม่ใช่คนใช้ของมนุษย์
จะได้คอยมาเอาอก เอาใจมนุษย์ ถ้าท่านจะมาสงเคราะห์
ก็เพื่อให้เกิดความมั่นใจปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้ แต่เมื่อไม่มีศรัทธาแล้ว
ก็เรียกว่า ขาดรากฐาน มนุษย์เช่นนี้ สงเคราะห์ไป ก็ไม่เกิดประโยชน์
การมีเทวดา เป็นความจริงข้อหนึ่งของโลก พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึง
หากเราจะลองคิดดูว่า พระพุทธเจ้า ท่านสอนว่า ไปเข้านิพพาน จึงจะพ้นจากวัฏฏสงสาร
คราวนี้ ก็ควรจะลองคิด ถามดูว่า ถ้ายังไม่นิพพานตาย แล้วจะไปไหน คำตอบก็มีอยู่ว่า
ไปเกิดตามกรรมของตน ในภพต่าง ๆ คือ เป็นสัตว์นรกบ้าง, สัตว์เดียรรัจฉานบ้าง,
มนุษย์ (ตามเดิม) บ้าง, เทวดาบ้าง, เปรตบ้าง, เวียนกันไปมา จนกว่าจะนิพพาน
คือ ไม่เกิด นี่ก็เช่นเดียวกับที่มนุษย์เรามีชาติ ผิวเหลืองบ้าง ผิวขาวบ้าง
ผิวดำบ้าง ซึ่งมีอยู่เป็นธรรมดา
ถ้ามาถามว่า ทำไมจึงอ้างว่า มีมนุษย์ผิวขาว อย่างนี้ก็เรียกว่า
ถามไม่ถูก เพราะเป็นสิ่งมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
คำถามข้อนี้ โยงไปถึงเรื่องสวรรค์ และนรกว่า มีจริงหรือไม่ด้วย
คำตอบ ก็เป็นอย่างเดียวกัน เพราะมีเทวดา ก็มีสวรรค์
ฯลฯ
คำอธิบายที่ว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" นั้นเป็นคำอธิบายของผู้ไม่รู้แก่ผู้ไม่รู้
คือ ไม่มีฌานที่จะเห็นได้ในมิติพิเศษ ที่เป็นทิพย์นั้น ทำให้เกิดความพอใจ
คือ เป็นที่ยุติไม่ได้
ความจริง คำอธิบายนี้ แย้งได้ เพราะ คนโกงที่หากินอยู่ในขอบเขตของกฏหมาย
รู้ตัวแน่ว่ากฏหมายไม่มี ทางทำอะไรตนได้ ถึงทำชั่ว ก็มีความสุข กลับโกง
มากขึ้นอีก มนุษย์กินคน สามารถกินคนได้ ในถิ่นของเขาโดยมีความสุข นักล่าสัตว์
ที่ยิงสัตว์ (โดยกฏหมายเสียด้วย) ก็มีทั้งความสุข และความสนุกคนกินเหล้า
(ศีลข้อ 5) ก็มีความสุข มีสตางค์พอเสียอย่าง ทุกข์ก็ไม่เกิด
ในเมื่อคำอธิบายนี้ แย้งได้ ก็ไม่ควรจะเป็นคำอธิบายที่ถูก
ไม่เหมือน คำของพระพุทธเจ้า ที่พิสูจน์ได้
แย้งไม่ได้ และ เป็นจริงในทุกเวลาทุกสถานที่
อันที่จริงในพระไตรปิฎกท่านพูดไว้ชัด ไม่มีความกำกวมเลยในเรื่องของนรกสวรรค์
เล่ม 1 หน้า 6 หัวข้อจุตูปปาญาณ (ตอนพระพุทธเจ้ากำลังตรัสรู้)
"เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส
อ่อนควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้ว ได้น้อมจิตไป เพื่อญาณ
เครื่องรู้จุติ และอุปบัติ ของสัตว์ทั้งหลาย เรานั้น ย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์
ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทรามได้ดี
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า หมู่สัตว์ ผู้เกิด เป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกาย
ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำ
ด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่เหล่านั้นเบื้องหน้า แต่แตกกายตายไป
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์....."
เห็นได้ชัดว่า นรก หรือ สวรรค์นั้น ตายแล้วจึงไป
ไม่ใช่ว่า ไปทั้งเป็นๆ อย่างที่พูดว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ ต้องขอสะกิดไว้นิดหนึ่งว่า
พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่ว่า "มีความเชื่อ" ว่า ทำชั่วตกนรก ทำดีขึ้นสวรรค์
แต่ท่านบอกว่า
ท่านเห็นด้วยตาทิพย์ทีเดียวว่า ผู้ทำชั่วตกนรก
ผู้ทำดีขึ้นสวรรค์
ฉะนั้น ถ้าใครจะค้านท่าน ก็ต้องเห็นเอง เสียก่อน
จึงค่อยค้าน ไม่ใช่ว่า ไม่เห็นอะไรเลย แล้วค้านตะบันไป คนชนิดนั้นท่านจัดไว้เป็นพวก
"ปทปรมะ" อาจรู้สารพัดอย่าง แต่พูดไม่รู้เรื่องกันเลย
หมายเหตุ :- หลวงพ่อฝึกมโนมยิทธิ
มีคนไปชมสวรรค์ได้ด้วยตนเองหลายพันคนแล้ว ใน พ.ศ.2522
คำถาม นี่ก็เลยโยงไปถึงคำถามว่า คนตายแล้วเกิดอีกจริงหรือ
ที่ถามกันไม่รู้จักหยุด
คำตอบ ความจริงเรื่อง คนตายแล้ว เกิดนี้ ไม่น่าจะสงสัย
เพราะพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า ให้ไปอมตนิพพาน เพื่อพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย
(วัฏสงสาร) แสดงว่า ตายแล้วเกิดใหม่อยู่แล้ว
แต่ในความหมาย ที่ถามกันนั้น ตั้งใจจะถามว่า คนตายแล้วจะมาเกิดเป็นคนใหม่หรือ
?
หากถามเช่นนี้ก็ต้อง ตอบว่า ไม่จริง
ได้กล่าวมา ในข้ออื่นแล้วว่า คนตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์นรก
(ตกนรก) ก็มี เป็นสัตว์เดียรัจฉานก็มี เป็นมนุษย์ก็มี เป็นเทวดาก็มี
เป็นเปรตก็มี เล่ม 24 หน้า 280 บ่งว่า มีกุศลกรรมบท 10 จึงได้เกิดเป็นคน
เรื่องตายแล้วเกิด หรือ มีชาตินี้ ชาติหน้านั้น มีหลักฐานพูดไว้ชัดในพระไตรปิฎกเล่ม
20 หน้า 45
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่จุติจากมนุษย์กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย
สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ ไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เกิดปีติวิสัยมากกว่าโดยแท้"
เพราะฉะนั้น จึงตอบได้ว่า ตายแล้วเกิดอีก และชาติหน้ามีจริง
อย่างไรก็ดี ปรากฏว่า พระที่มีชื่อเสียงบางองค์อ้างพระไตรปิฎก
มาแสดงเหมือนกันว่า พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ทรงยืนยันว่า ตายแล้วเกิดอีก
เช่น
เล่ม 13 หน้า 207 " วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม
ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ ว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายไปมีอยู่
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สิ่งนี้ เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น"
ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ท่านพระโคดมทรงเห็นอย่างนี้ว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ ก็มิ ใช่สิ่งนี้
เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้หรือ
ดูกรวัจฉะ เราไม่ได้เห็นอย่างนั้น
เมื่อท่าน ได้ยกพระไตรปิฎกตอนนี้มา แล้วก็ชี้ว่า
นี่ยังไงล่ะ พระพุทธเจ้า ไม่ได้ทรงยืนยันเลยว่า ตายแล้ว เกิดหรือไม่ได้เกิดสักหน่อย
ตรงนี้น่าจะยกพระไตรปิฎกเล่ม 16 หน้า 302 มาแสดง
"พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวถึง พระสูตรที่ตถาคต
กล่าวแล้วอันลึกมีอรรถอันลึกเป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่
จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรม
เหล่านั้น ว่า ควรเล่าเรียนควรศึกษา
แต่ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตร อันนักปราชย์รจนาไว้
อันปราชญ์ร้อยกรองไว้มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก
เป็นสาวกภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับจักเข้าไป
ตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา"
ถ้าเราพิจารณาว่า ปัญหานี้มีคำตอบที่ตอบได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
คือ
ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วไม่เกิดแล้ว
ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าท่าน "ไม่ได้เห็นอย่างนั้น"
ทั้งคู่ เช่นนี้ก็คงจะต้องมีอะไรที่ลึกกว่านี้ซ่อนอยู่
ความจริง ในอีกแห่งหนึ่ง ท่านแปล ทับศัพท์ว่า " ท่าน
พระโคดม มีทิฐิว่า..... หรือ" ซึ่งในสมัยนั้น มีความ เชื่อ หรือ ทิฐิกันต่าง
ๆ 62 อย่าง รวมทั้งอุจเฉททิฐิ และสัตตทิฐิ ที่นิยม ยกมาอ้างกันด้วย
ที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงตอบนั้น นักศึกษามักจะไปสนใจเอาถ้อยคำข้างหลัง
เช่น
มีความเห็นว่า สัตว์ตายแล้ว ยังมีอยู่หรือ ก็จะไปสนใจว่า
ตายแล้วมีอยู่หรือเปล่า
แต่ความจริงแล้ว ท่านทรงตอบ เฉพาะ ตอนหน้า คือ มี
ความเห็นหรือไม่มีความเห็น (คือมีทิฐิว่า.....หรือ) ซึ่งทรง ตอบว่า
ไม่มีความเห็น (ทิฐิ)..... เท่านั้น ใจความข้างหลังไม่มีความสำคัญ
ฉะนั้นถึงจะถามมา 62 คำถาม ท่าน ก็ตอบว่า ไม่มีความเห็น
ทั้งนั้น
อันนี้ ก็คือทรงตอบว่า ไม่ทรงยึดถือในอะไรทั้งนั้นนั่นเอง
ไม่ว่าความเห็นนั้นจะถูกหรือผิด
ในกรณีของวัจฉโคตร นี้ ทรงอธิบายว่า ความเห็นเหล่านั้น
ไม่เป็นไป เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน พูดกันตรงๆ ก็จะทรงสอนว่า ไปติดใจ ในความเห็น
ต่างๆ นั่นทำไม ไม่มีประโยชน์ แก่พระนิพพานเลย ต่างหาก
คำตอบนี้ เลยย้อนมาถึง ผู้ที่ถามปัญหานี้ ในสมัยปัจจุบันด้วยว่า
มัวแต่ไปติดใจปัญหาขี้ผงนี้อยู่ทำไม
ท่านทรงอธิบายไว้ ในที่อื่นว่า การยอมรับว่า มีความตายความเกิดอะไรนั้น
เท่ากับยอมรับว่า มีตัวตนของ ตน พระพุทธเจ้า (และพระอรหันต์ทั้งหลาย)
พ้นแล้ว จากการนับว่า เป็นตัวตน เมื่อไม่มีตัวตนของตน (ซึ่ง ทำให้เกิดทุกข์
) เสียแล้ว การพูดเรื่องตาย เรื่องเกิด ก็ไร้ความหมาย ป่วยการพูด ไม่เกิดประโยชน์
ที่ท่านตอบ วัจฉโคตรเช่นนั้น ก็เป็นการตอบเชิงสอนนั่นเอง
ความลึกของพระธรรมอยู่ที่ตรงนี้ แต่คนสมัย นี้ ไปจับเอา อย่างตื้น
ๆ (อย่างที่ท่าน ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว) ว่า ไม่ทรงยืนยัน ว่า ตายแล้ว
เกิด หรือไม่เกิด (ความจริงน่าจะรู้ว่า พระพุทธเจ้านั้น ทรงมีสัพพัญญุตญาณ
ไม่มีอะไรที่พระพุทธเจ้าไม่รู้)
พระไตรปิฎกอีกตอนหนึ่งที่มักจะยกมาอ้าง คือ เล่ม
19 หน้า 92 ข้อ 107
"ดูกรพราหมณ์ และคฤหบดีทั้งหลาย ในลัทธิของสมณะพราหมณ์เหล่านั้น
บุรุษผู้รู้แจ้งย่อมตระหนักชัดว่า ถ้าโลกหน้าไม่มี เมื่อเป็นอย่างนี้
ท่านบุรุษบุคคลนี้ เมื่อตายไป จักทำตนให้สวัสดีได้ ถ้าโลกหน้ามีเมื่อเป็นเช่นอย่างนี้
ท่านบุรุษบุคคลนี้ เมื่อตายไปจักเข้าถึง อบายทุคติวินิบาตนรก"
เมื่อคัดมา แสดงแล้วก็ชี้ว่า เห็นไหม แม้แต่พระพุทธเจ้า
ก็ยังไม่ยืนยันว่า โลกหน้ามี (ตายแล้วเกิด) แต่ความจริง แล้วในหน้าก่อน
คือ ข้อ 106 มีใจความว่า
"ก็โลกหน้ามีอยู่จริง ความเห็นของผู้นั้นว่า
โลกไม่มี ความเห็นของเขานั้น เป็นมิจฉาทิฐิ.... เขากล่าวว่า โลกหน้าไม่มี
ผู้นี้ ย่อมทำตน เป็นข้าศึก กับพระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งโลกหน้า ฯลฯ "
ผู้คัดกลับไม่คัดมาแสดง
ความจริงเรื่องนี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม แก่คนพวกใหม่
เมื่อเทศน์ไปว่า มีโลกหน้า ผู้ที่ยังไม่นับถือ พระพุทธเจ้าก็ยังมีอยู่
ที่ยังไม่เชื่อคำสอน ก็คงจะมีอยู่ ดังนั้นพระพุทธเจ้า ท่านจึงสรุปท้ายในข้อ
107 ว่า
ถ้าประพฤติชั่วไว้ และโลกหน้าไม่มีก็คงไม่เป็นไร
แต่ถ้าเกิดมีเข้าจริง ๆ ก็ต้องตกนรก
เพราะฉะนั้น ทำดีไว้จึงเป็นการปลอดภัยกว่า
(ธรรมนี้เรียกว่า อปัณณกธรรม) เท่านั้นเอง
ผู้ที่คัดไปเพื่อเป็นการแสดงว่า พระพุทธเจ้า ไม่ยืนยันว่า
โลกหน้ามีนั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นพวกขี้โกง คัดมาสำหรับหลอกลวงผู้ไม่เคยอ่าน
พระไตรปิฎก เพื่อความประสงค์ ที่จะบิดเบือน หรือทำลายพระพุทธศาสนา
นั่นเอง
บางคนทูลถาม พระพุทธเจ้าตรงๆ ว่า คนนั้น ๆ ตายไปแล้วไปเกิดที่ไหน
ท่านก็ทรงตอบ
เล่ม 19 หน้า 406
พระอานนท์ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุชื่อสาฬหะมรณภาพแล้ว
คติของเธอเป็นอย่างไร สัมปรายภพของเธอเป็นอย่างไร ภิกษุณีชื่อ นันทา
มรณภาพแล้ว...ฯลฯ"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุชื่อ
สาฬมรณภาพแล้ว กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลาย สิ้นไปด้วยปัญญา อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
ภิกษุณี ชื่อ นันทา มรณภาพแล้วเป็น อุปปาติกะ จักนิพพานในภพนั้น..."
อีตาพราหมณ์วัจฉโคตร ที่เคยได้รับคำตอบ "ไม่ได้คิดอย่างนั้น"
มาแกคอยจับผิดอยู่ แกก็ค่อนแคะ ในทำนองว่า พระพุทธเจ้าก็คุยอวดเหมือนอาจารย์อื่น
ๆ แหละน่าว่า ลูกศิษย์ของตนได้ดี แล้วตบท้ายว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้านั้น มีความเคลือบแคลงสงสัยแท้ว่า
อย่างไร ๆ พระสมณโคดม ก็ต้องทรงรู้ธรรมอันบุคคลพึงรู้ยิ่ง" (เล่ม 18
หน้า 428)
ตอนนี้ถ้าจะให้ดี เราควรสมมติตัวเอง เป็นพระพุทธเจ้า
แล้วคิดว่า โดนเข้าท่านี้จะตอบอย่างไร ปรากฏคำตอบของท่านดังนี้
"ดูกรวัจฉะ จริงทีเดียว ควรที่ท่านจะสงสัยเคลือบแคลงใจ
ความเคลือบแคลงเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน ในฐานะที่ควรสงสัย ดูกรวัจฉะ เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้น
แก่คนที่ยังมี อุปาทานเท่านั้น หาบัญญัติ แก่คนที่หาอุปาทานมิได้ ไม่"
นี่ท่านศอกกลับเอาวัจฉะโคตรว่า เป็นบุคคลประเภทไม่มีอุปาทานเสียอีกด้วย
ซึ่งคงจะทำให้วัจฉโคตรภูมิอกภูมิใจเป็นอันมาก
ในเล่ม 13 หน้า 179 ตรัสว่า "ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
ตถาคตจะพยากรณ์ สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้ว ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า
สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น ดังนี้ เพื่อให้คนพิศวงก็หามิได้
เพื่อเกลี้ยกล่อมคน ก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภสักการะ และความสรรเสริญ
ก็หามิได้ ด้วยความประสงค์ว่า คนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้ ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย
กุลบุตรผู้มีศรัทธามีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มากมีอยู่ กุลบุตรเหล่านั้น
ได้ฟังคำพยากรณ์ นั้นแล้ว จะน้อมจิตเข้าไป เพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง
ข้อนั้นจะมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนาน
ฯ"
จะเห็นได้ว่า คำถามอย่างเดียวกัน จะทรงตอบแก่บุคคลต่าง
ๆ ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ก็ควรระลึกถึงบทพรรณนาพระคุณของพระพุทธเจ้าว่า
ทรงเป็นครูผู้เยี่ยมยอด ทรงตอบให้เหมาะกับที่ จะเกิดประโยชน์ กับบุคคลนั้น
ๆ เป็นหลัก บางทีก็ตอบเพื่อสอนไปในตัว เช่น กรณีวัจฉโคตร เป็นต้น
ความจริง เรื่องตายแล้วเกิดนี้ โดยเฉพาะพระภิกษุแล้วไม่ควรเลยที่จะสงสัย
เพราะควรจะต้องรู้ประวัติการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี เล่ม
1 หน้า 6 บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
"เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว
ได้น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสนุสสติญาณ เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อน ได้เป็นอันมาก
คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง....แสนชาติบ้าง
ตลอดสังวัฏฏกัลป เป็นอันมากบ้าง.... ว่าใน ภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น ครั้นจุติ จากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพโน้นนั้น เราก็ได้ชื่ออย่างนั้น.... วิชชาที่หนึ่งนี้ แลเราได้บรรลุแล้ว
ในปฐมยามแห่งราตรี...."
เห็นได้ชัดว่ามีการตายแล้วเกิดใหม่ และที่บางคนพยายามอธิบายว่า
ชาตินี้ชาติหน้าก็หมายถึงว่า เมื่อเด็ก ๆ (คือ เวลาล่วงมาแล้วในชาตินี้)
คือ ชาติก่อนอนาคต ของชาตินี้ ก็คือ ชาติหน้า นั้นไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้า
ตรัสเล่าไว้เลย
บุคคลประเภทค้านพระพุทธเจ้า หรือ สอนแข่งกับพระพุทธเจ้า
คือ สอนไปเสียคนละทางเช่นนี้ มีอยู่ไม่ใช่น้อย ทำให้ผู้ที่ไม่สนใจค้นหลักฐานในพระไตรปิฎก
(เลยไม่รู้จริง) เป๋ไปเป๋มา ในที่สุดคนไม่รู้ก็เถียงกับคนไม่รู้แล้วเลยเอาเป็นยุติไม่ได้
ซึ่งเป็นสาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสมัยนี้
คำถาม เรื่องฤทธิ์เขาว่า เป็นเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อ
เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน
คำตอบ "เขา" ที่ว่าอย่างนั้นแหละเป็นคนเพ้อเจ้อ
พูดไม่มีหลักมีเกณฑ์คิดเอาเอง ควรจำไว้บ้างว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า
พูดอะไรก็ต้องมีหลักอ้างอิงอยู่เสมออย่าพูดเฉย ๆ
ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านทรงสนับสนุนเรื่องฤทธิ์
และใช้ฤทธิ์อยู่บ่อย ๆ แต่ทรงใช้เมื่อเห็นว่า เกิดประโยชน์เท่านั้น
ไม่ใช่แสดงฤทธิ์ เล่นสนุก ๆ หรือ แสดงตามคำขอร้อง การแสดงฤทธิ์ เป็นเครื่องช่วยให้เกิดความเลื่อมใสเท่านั้น
ไม่ได้เป็นเครื่องตัดอาสวะกิเลสโดยตรง
เล่ม 4 หน้า 30 พระพุทธเจ้าทรง "บันดาลอิทธาภิสังขาร"
มิให้เศรษฐีบิดาของยสกุลบุตรมองเห็น ท่านยสกุลบุตร ซึ่งนั่งอยู่ ณ
ที่นั่น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือ พระยสกุลบุตรได้เป็นพระอรหันต์ ส่วนบิดาเป็นพระโสดาบัน
เล่ม 4 หน้า 44 ถึง 55 ทรงแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ คือ
สู้กับนาคที่แสดงฤทธิ์
ไปบิณฑบาตที่อุตตรกุรุทวีป แล้วนำกลับมาในเวลาอันสั้น
ไปเก็บผลหว้าประจำชมพูทวีป
และ ดอกปาริฉัตรจากดาวดึงส์
บันดาลให้ชฎิลผ่าฟืนไม่ออก
บันดาลให้ก่อไฟไม่ติด
เนรมิตไฟ 500 กองให้พวกชฏิลผิง
บันดาลให้น้ำที่กำลังท่วม ไม่ท่วมตรงที่ประทับ
ประโยชน์คือ เป็นการทรมานอุรุเวรกัสสปชฏิลให้เลื่อมใส
และในที่สุดก็บวชพร้อมด้วยศิษย์ 500
เล่ม 5 หน้า 2
ผู้แทนชาวบ้านแปดหมื่นตำบลไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านพระสาคตะ
แสดงฤทธิ์ดำดินให้เห็น ชาวบ้านก็เลย ไม่แน่ใจว่า องค์ไหนเป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าจึงสั่งให้แสดงฤทธิ์มากกว่า นั้นอีก ท่านสาคตะ คงจะรู้พระทัยว่า
ไม่เป็นการสะดวกแก่พระพุทธเจ้า ที่จะบอกว่า นั่นเป็นเพียงศิษย์ เมื่อแสดงฤทธิ์
พอควรแล้ว ก็มาซบที่พระบาทกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า
นอกจากนี้ ทรงแสดงฤทธิ์อีกหลายแห่งเพื่อการสอน เช่น
ขณะที่สาวกในที่ไกลกำลังคิดผิด ก็จะทรงปรากฏพระองค์สั่งสอนทันที เป็นต้น
เล่ม 13 หน้า 390 ทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้องคุลิมาลโจรวิ่งไม่ทัน
ทรงสนับสนุน ให้สาวก ทำตน ให้มี ฤทธิ์ด้วย เช่น ในเล่ม
11 หน้า 305 ทรงสอนว่า ธรรม 6 อย่างที่ ภิกษุ ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา
6 (ข้อ 1 ของอภิญญา 6 คือ บรรลุอิทธิวิธี)
เล่ม 13 หน้า 275 ตรัสว่า สาวกของพระองค์บรรลุอภิญญาเป็นจำนวนมาก
เล่ม 20 หน้า 194 สาวกที่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ 3
มีมาก
ฝ่ายที่แอนตี้การแสดงฤทธิ์มักจะยกหลักฐานมา 2 แห่ง
แห่งแรก เล่ม 11 หน้า 3 สืบเนื่องมาจากโอรสเจ้าลิจฉวี
ชื่อ สุนักขัตตะจะออกจากการเป็นสาวก ของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุที่ "พระผู้มีพรภาคเจ้ามิได้ทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่ธรรมยิ่งยวดของมนุษย์แก่ข้าพระองค์เลย"
พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไม่ให้ติดในฤิทธิ์ เพราะคนลักษณะนี้ถ้าได้เห็นฤทธิ์แสดงแล้ว
ก็คงจะหมกมุ่น อยู่แต่เรื่องฤทธิ์ไม่มุ่งที่จะตัดกิเลส คือ ทรงสอนว่า
"ดูกรสุนักขัตตะ เพราะเหตุที่เมื่อเรา ได้กระทำอิทธิปาฏิหาริย์
ที่เป็นธรรมเนียมยิ่งยวดของมนุษย์ หรือมิได้กระทำก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงไว้
ย่อมนำผู้ประพฤติ ให้สิ้นทุกข์โดยชอบ เช่นนี้ เธอจะปรารถนากระทำ อิทธิปาฏิหาริย์
ที่เป็นธรรมยิ่งยวดของมนุษย์ไปทำไม"
ผู้อ่านหนังสือ ควรระลึกว่า พระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้สอนชั้นเยี่ยม
สอนให้เหมาะแก่บุคคล นั้น ๆ คำตอบนี้ ตอบแก่ สุนักขัตตะเท่านั้น ไม่ใช่หมายความว่า
เป็นคำสอนทั่วไป ทั้งนี้เพราะการแสดงปาฏิหาริย์ ไม่มีค่าแก่บุคคลผู้นี้
ป่วยการแสดง ในหน้าต่อ ๆ ไปได้ทรงเตือนสุนักขัตตะถึงเรื่องที่ ผ่านมาแล้ว
3 เรื่องและชี้ว่า นั่นคือ ปาฏิหาริย์ ที่พระองค์ทรงแสดง ให้เห็นอยู่แล้ว
ยังไม่พออีกหรือ (ใน 3 เรื่องนั้น สุนักขัตตะ เป็นตัวเกี่ยวข้องสำคัญอยู่ด้วย)
แห่งที่สอง เล่ม 9 หน้า 347 เกวัฏฏ์ คฤหบดีบุตร
ทูลขอพระพุทธเจ้า ให้ส่งภิกษุสักรูปหนึ่ง ทำปาฏิหาริย์ เพื่อให้ชาวเมือง
เกิดความเลื่อมใส พระองค์ทรงปฏิเสธ แล้วทรงกล่าวว่า ปาฏิหาริย์ 3 นั้นทรงทราบแต่...
เมื่อเล็งเห็นโทษเช่นนี้จึงอึดอัด ระอา เกลียด อิทธิปาฏิหาริย์
เมื่อเล็งเห็นโทษเช่นนี้จึงอึดอัด ระอา เกลียด อาเทศนาปาฏิหาริย์
แต่ไม่ตรัสว่า อึดอัด ระอา เกลียด อนุสาสนีปาฏิหาริย์
เมื่อยกมา เช่นนี้แล้ว ก็ประโคมกันว่า ทรงคัดค้านการแสดงปาฏิหาริย์
ซึ่งเราจะเห็น ได้ว่า ขัดกันกับคำสอนเรื่อง ให้ทำอภิญญา 6
และขัดกับที่ทรงประพฤติ ในการแสดงฤทธิ์หลายครั้ง แต่เราต้องไม่ลืมว่า
พระพุทธเจ้านั้นจะไม่มีการค้านได้เลย ฉะนั้นจะต้งพิจารณาเรื่องนี้โดยละเอียด
ประการที่ 1 จะต้องระลึกว่า พึ่งจะเสด็จ มาถึงที่นั่น
(สวนมะม่วง ของปาวาธิกเศรษฐี เขตเมือง นาลันทา) ยังไม่มี ผู้เลื่อมใส
ยังไม่มีโอกาส แสดงธรรม ถ้าจู่ ๆ ไปแสดง อิทธิปาฏิหาริย์เข้า ผลที่เกิด
ก็คือ คนที่ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส จะกล่าวได้ว่า มีวิชา คือ คันธารี
ใช้แสดงเช่นนี้ได้เช่นกัน ถ้าหากแสดง ครั้งแรกแล้ว มีคนค้านได้ ก็เห็นได้ว่า
"เสียเส้น" หมด อันนี้เราควรจะต้องเห็นพระปัญญาของพระพุทธเจ้า ในปัญหาว่า
จะปฏิเสธเกวัฏฏ์อย่างไรดีจึงจะไม่เสียน้ำใจ วิธีที่ทรงเลือกนี้ นับว่าเหมาะสมที่สุด
เรื่องนี้ พอดีมีตัวอย่าง ในสมัยปัจจุบัน คือ เรื่องของนาวสาวศศิธร
เมธางกูร ซึ่งหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่านาย บุญมี เมธางกูร ผู้เป็นบิดาได้นำมาแสดง
การปิดตาอ่านหนังสือ และขับรถ ด้วยอำนาจจิตศาสตร์ต่อมาหนัง สือพิมพ์
เดลินิวส์ ฉบับ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2521 ทำข่าวสัมภาษณ์ นักเล่นกลหลายคน
นักเล่นกลบอกว่า อย่างนี้ เป็นกลชั้นต่ำ นักเล่นกลที่ไหนก็ทำได้ จะทำยิ่งกว่านี้
เช่น ให้คนลอยในอากาศก็ยังได้ ผ้าปิดตาสีดำ ทำไว้ขายสำหรับเล่นกลอย่างนี้
มีขายถมเถไป
นายบุญมี เมธางกูร ผู้นี้มีชื่อเสียงดีงามในกิจของพระศานา
คือ เป็นอาจารย์สอนพระอภิธรรม ที่ออกเป็น รายการวิทยุ ก็ดูเหมือนมี
ถ้าบังเอิญ เรื่องการใช้จิตศาสตร์ ของนางสาวศศิธร เป็นเรื่องจริง แท้ไม่แปลกปลอม
นายบุญมี กลับไม่ได้รับอะไรเลย นอกจากความเสียหาย พระพุทธเจ้าท่านคงจะรู้ทันข้อนี้
ถ้าให้สาวก แสดงปาฏิหาริย์ก็คงจะถูกหักล้างว่า ใช้วิชาคันธารี ถ้า
วิชาคันธารี เป็นการแสดงกลชนิดหนึ่ง ก็จะกลายเป็นว่า พระพุทธเจ้าหลอกลวง
ให้คนเลื่อมใส ดังนั้น จึงเลี่ยงเสีย ปฏิเสธเสียไม่แสดง (ทำให้คนสมัยนี้บาง
พวกนำไปอ้างว่า พระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้แสดงฤทธิ์)
ประการที่ 2 อาเทศนาปาฏิหาริย์ ก็มีวิชาชื่อ มณิภา
สามารถนำมาใช้ได้ผลอย่างเดียวกัน จึงทรง "อึดอัด ระอา และเกลียด" อีก
ประการที่ 3 ทรงกล่าวถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์โดยละเอียด
ซึ่งอันที่จริงก็คือ หลักสูตรพระพุทธศาสนาทั้งดุ้น นั่นเอง คือ กล่าวถึงจุลศีล
(หน้า 350) มัชฌิมศีล (หน้า 352) มหาศีล (หน้า 255) แล้วต่อด้วย การละนิวรณ์
5 บำเพ็ญฌาน 1 ถึง 4 แล้วน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ นิรมิตรรูปอื่น จากกายนี้
มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง น้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี
คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ ทำให้หายไป ก็ได้ ฯลฯ (เหมือนกับที่ระบุไว้ในอิทธิปาฏิหาริย์)
น้อมจิตไป เพื่อทิพยโสตธาตุได้ยินเสียง 2 ชนิดคือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์
ทั้งอยู่ใกล้และไกลล่วงโสตมนุษย์ น้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสสติ
จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ 6 อย่างหลัง นี้ คือ อภิญญา 6 ทั้งหมด นี้
คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ต่อจากนั้น ท่านก็ทรงบรรยายถึง นิพพานโดยย่อเป็นอันจบหลักสูตร
ถ้าเราจะจับเรื่องโดยย่อ เราจะเห็นได้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังคนกลุ่มใหม่นั้น
เกวัฏฏ์ก็จะขอให้อาจารย์ของตน (พระพุทธเจ้า) สั่งสาวกแสดงปาฏิหาริย์
ให้เป็นที่ประจักษ์ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ไม่เป็นโอกาสที่ควรแสดง
เพราะคนยังไม่รู้จัก และถ้าแสดงไปก็จะมีคนค้านได้ กลับทำให้ความเลื่อมใสไม่เกิด
จึงปฏิเสธโดยอ้อม ๆ แล้วถือโอกาสนั้น แสดงธรรมว่า พระพุทธศาสนาสอนอะไรบ้าง
แทรกไว้ใน อนุสาสนีปาฏิหาริ์ ซึ่งในนั้นเองกล่าวว่า สามารถแสดงฤทธิ์ได้
โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า ถ้าแสดงฤทธิ์ ได้ประโยชน์
ก็ทรงสนับสนุน ถ้าแสดงแล้ว เกิดโทษไม่สนับสนุน ส่วนที่ห้ามสาวกแสดงฤทธิ์
แก่ฆราวาสนั้น น่าจะเป็นการช่วยพระสาวก ให้รอดตัวมากกว่า เพราะคราวนั้น
ท่านบิณโฑลภารทวาชะ เหาะไปเอาบาตรไม้จันทน์ แล้วลอยไปรอบเมือง คนที่ยังไม่เห็น
ก็ตามกันมา เกรียวกราว จะให้เหาะให้ดูอีก ถ้าไม่ทรงห้าม ท่านบิณโฑลเห็นจะต้องเหาะโชว์ตลอดวันแน่
จะว่าไป การเหาะคราวนั้น ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย เพราะคล้ายเป็น
การลองฤทธิ์ ซึ่งผิดพระประสงค์ของพระพุทธเจ้า
เรื่องฤทธิ์นี้ จำเป็นต้องพิสูจน์ ตามระเบียบว่า
เป็นไปได้หรือไม่ ขอให้ไปดูเล่ม 31 หน้า 419 ถึง 428 ซึ่ง กล่าวถึงรายละเอียดในเรื่องฤทธิ์
เช่น ในหน้า 422 "คำว่า เหาะไปในอากาศ เหมือนนกก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ได้
ปฐวีกสิณสมาบัติ โดยปกติ ย่อมนึกถึงอากาศ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นแผ่นดิน
ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น เดินบ้าง ยืนบ้าง นอนบ้าง ในอากาศ
กลางหาว เหมือนนกได้ เปรียบเหมือน พวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ เดินบ้าง
ยืนบ้าง นั่นบ้าง นอนบ้าง บนแผ่นดินฉะนั้น ฯ"
พูดตามภาษาชาวบ้าน ผู้ที่จะทำฤทธิ์ได้นั้น ต้องได้อรูปฌาน
และต้องคล่องในกสิณ 10 เวลาจะทำฤทธิ์ ก็ เข้าอรูปฌาน มีกสิณอย่างใด
อย่างหนึ่งเป็นนิมิต แล้วอธิษฐานก็จะสำเร็จดังประสงค์ เห็นได้ว่า ท่านไม่ได้
กล่าวไว้อย่างเลื่อนลอย วิธีแสดงฤทธิ์ท่านก็บอกไว้เสร็จ ขอเชิญพิสูจน์ด้วยตนเองก่อน
แล้วจึงกล่าวว่า เป็นไปได้หรือไม่ได้
ประโยชน์ของฤทธิ์นั้น มิใช่ว่า ทำให้เกิดความเลื่อมใสแล้ว
จะเข้าปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีก ในเล่ม 20
หน้า 258 พระอานนท์กราบทูลว่า "เป็นลาภของข้าพระองค์หนอ ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอ
ที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้
ท่านพระอุทายีก็ติงว่า "ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไร
ถ้าศาสดาของท่านมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ "
พระพุทธเจ้าทรงแก้ให้ว่า "ดูกรอุทายี เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้
ถ้าอานนท์ยังไม่หมดราคะเช่นนี้พึงทำกาละไป เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา
7 ครั้ง พึงเป็นเจ้าจักรพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ 7 ครั้ง เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น
ดูกรอุทายี ก็แต่ว่า อานนท์จักนิพพานในอัตภาพนี้เอง"
คำถาม มีคนสงสัยกันมากกว่า ทำบุญกับสาธาณะ
ควรจะได้ประโยชน์มากกว่า ทำกับวัด
คำตอบ เรื่องผลของการทำบุญนี้ ไม่มีเหตุผลที่จะใช้อธิบายกันได้ว่า
ทำอย่างนี้ทำไม่ได้ผล อย่างนั้นเป็นเรื่องที่ใช้ปัญญา พิจารณาไม่ได้
เรื่องนี้เป็น อจินไตย ซึ่งท่านกล่าวไว้ในเล่ม 21
หน้า 93 ว่ามี 4 ประการ คือ
1. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า
2. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน
3. เรื่องของโลก
4. วิบากของกรรม
อจินไตย นั้นท่านบอกว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด
เพราะจะตอบให้แน่นอนลงไปไม่ได้ ถ้าใครขืนคิด ท่านว่า "พึงมีส่วนแห่งความบ้า"
ผลของการทำบุญว่า ทำบุญอะไร จะได้ผลอย่างไรนั้น เป็นเรื่อง อยู่ในข้อ
4 คือ วิบากของกรรม ในเมื่อเราไม่สามารถจะตรึกตรองให้รู้ได้เอง เราก็ต้องเชื่อท่านผู้ที่รู้ไปก่อน
ท่านผู้รู้ ก็คือ พระพุทธเจ้านั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู คือ ที่ไม่รู้นั้นไม่มี
เล่ม 25 หน้า 208 "จริงอยู่ พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย
คำว่า บุญ นี้เป็นชื่อของความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็เรารู้ได้ด้วย ญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบาก อันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจที่ ตนเสวยแล้ว สิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลาย
ที่ตนทำไว้แล้วสิ้นกาลนาน"
ความเชื่อตาม กาลสูตร ที่ชอบอ้างกันนั้น นำมาใช้ไม่ได้ในที่นี้
เพราะท่านบ่งว่า เรื่องนี้รู้ได้ด้วยญาณไม่ใช่ มาตรึกตรองเหตุผลกันได้
คำตอบของปัญหาที่ถาม จะได้จากเล่ม 23 หน้า 361 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า
สมัยที่พระองค์เกิดเป็น เวลามพราหมณ์ นั้นได้ให้มหาทานดังนี้
ถาดทองคำเต็มไปด้วยรูปิยะ 84,000 ถาด
ถาดรูปิยะเต็มไปด้วยทอง 84,000 ถาด
ถาดสำริดเต็มไปด้วยเงิน 84,000 ถาด
ช้างประดับเครื่องทอง 84,000 เชือก
รถประดับเครื่องทอง 84,000 คัน
แม่โคนม 84,000 ตัว
หญิงสาวพร้อมเครื่องประดับ 84,000 คน
บัลลังก์ลาดผ้าโกเชาว์ และขนแกะ 84,000 ที่
ผ้า 84,000 โกฏิ
และข้าว น้ำ ของบริโภค เครื่องลูบไล้ และที่นอนจำนวนนับไม่ได้
(ถ้าเราคิดเป็นราคาเดี๋ยวนี้น่า กลัวจะถึง ล้านล้านบาท)
ทานนี้ น่าจะมีผลมหาศาล แต่พระพุทธเจ้า ทรงเล่าต่อไปว่า
"ดูกรคฤหบดี ทานที่บุคคลเชื้อเชิญ ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิองค์เดียว
บริโภคมากกว่า ทานที่เวลามพราหมณ์ ให้แล้ว" คำว่า "ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ"
นั้น ค้นดูแล้วปรากฏว่า หมายถึงพระโสดาบัน คือ ทานทั้งหมดนั้น คนที่รับทานไม่มีใครเป็นทักขิเญยบุคคลเลย
(เป็นคนธรรมดา) สู้เลี้ยงข้าวพระโสดาบันเพียงมื้อเดียวก็ไม่ได้
ต่อจากนั้นก็เปรียบเทียบไว้ดังนี้
ทานแก่พระสกิทาคามี 1 องค์ ผลมากกว่าท่านผู้ถึงด้วยทิฐิ 100 องค์
แก่พระอนาคามี 1 องค์ มากกว่าแก่พระสกิทาคามี 100 องค์
แก่พระอรหันต์ 1 องค์ มากกว่าแก่พระอนาคามี 100 องค์
แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 1 องค์ มากกว่าแก่พระอรหันต์ 100 องค์
แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 1 องค์ มากกว่าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100
องค์
แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข มีผลมากกว่าแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
1 องค์
การสร้างวิหารทาน ถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ มากกว่า ที่ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุข
การที่บุคคล มีจิตเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
เป็นสรณะ มีผลมากกว่าสร้างวิหาร ทานถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ
การที่บุคคล มีจิตเลื่อมใส สมาทาน สิกขาบท (ศีล 5) มีผล มากกว่า
การที่ บุคคล มีจิตเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า ฯ
การที่บุคคล เจริญเมตตา โดยที่สุดแม้เพียง เวลาสูด ของหอม มีผลมากกว่า
การที่บุคคล มีจิตเลื่อมใส สมาทานสิกขาบท
การที่บุคคลเจริญ อนิจจสัญญา แม่เพียง เวลาลัดนิ้วมือ มีผลมากกว่า
การที่บุคคล เจริญเมตตาจิตโดย แม้เพียงเวลาสูดของหอม
ในเล่ม 14 หน้า 389 ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ไว้ในเรื่องของ
ทักษิณาปาฏิปุคคลิกทาน
ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน หวังผลทักษิณาได้ 100 เท่า
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล หวังผลได้ 1,000 เท่า
ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล หวังผลได้ 100,000 เท่า
ให้ทานในบุคคลภายนอก ผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม หวังผลได้แสนโกฏิเท่า
ให้ทานแก่ท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อทำโสดาปฏิผลให้แจ้ง หวังผลนับไม่ได้
พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้อย่างนี้ เราก็ควรจะเชื่อท่าน
แต่ในเรื่องความเชื่อนี้ มักจะมีผู้นำคำสอน ของพระพุทธเจ้าในกาลามสูตร
หรือเกสปุตตสูตร ตามเล่ม 20 หน้า 213 ที่ตรัสว่า
"มาเถิดท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือ
ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา
โดยตื่นข่าว
โดยอ้างตำรา
โดยเดาเอาเอง
โดยคาดคะเน
โดยความตรึกตามอาการ
โดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว
โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
โดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา"
เสร็จแล้วก็ลงท้ายว่า ในการที่เราจะเชื่อถืออะไรได้นั้น
เราต้องตรึกตรอง ให้เห็นจริงเสียก่อน จึงควรเชื่อ ผู้เขียนบางคน ถึงกับอ้างว่า
แม้พระพุทธเจ้าสอนก็อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องตรองให้เห็นจริงจึงจะเชื่อได้
ความเข้าใจเช่นนี้น่าจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูก เพราะทุกเรื่องไม่ใช่ว่าจะหาเหตุผลได้เสมอไป
เช่น พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่าใครเป็นพระโสดาบันแล้ว เรียกว่า เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์
ได้ในไม่เกิน 7 ชาติ เช่นนี้ ท่านผู้ใดจะหาเหตุผลได้ว่า ทำไมต้อง 7
ชาติ และเป็นเช่นนั้นจริงหรือ เปล่า ? เมื่อไม่สามารถหาเหตุผลได้ ท่านจะไม่เชื่อหรือ
? ท่านก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาเถียงอีกน่ะ แหละว่า เป็นพระอรหันต์ใน
7 ชาติไม่ได้
โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่แจ้งด้วยปัญญา
แล้วท่านกลับสั่ง ให้เชื่อผู้อื่นที่รู้ไปก่อนด้วยซ้ำ เช่น เล่ม 19
หน้า 276 " ดีละ ๆ สารีบุตร ด้วยอมตะนั้น ชนเหล่าใดยังไม่รู้ ไม่เห็น
ไม่ทราบ ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่พิจารณาเห็นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่านั้นพึงถึงความเชื่อต่อชนเหล่าอื่น
ในอมตะนั้น ว่า...."
อย่างไรก็ดี การที่ต้องเชื่อผู้อื่นไปก่อนนั้น แสดงว่า
ตนเองยังไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเห็นได้ ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึงมักจะซ้อมผู้อื่น
อยู่เสมอว่า เดี๋ยวนี้ยัง "ต้องเชื่อ" ท่านอยู่หรือเปล่า ผู้ที่จัดว่า
ใช้ได้แล้ว คือประเภท "ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า"
แล้ว
ตามตัวอย่างเล่ม 19 หน้า 276 ข้างบนนี้ พระพุทธเจ้าท่านถามท่านสารีบุตรว่าเชื่อท่านหรือไม่ว่า....
พระสารีบุตรตอบว่า ไม่ต้องเชื่อต่อพระพุทธเจ้า (เพราะรู้แจ้งด้วยปัญญว่า
เป็นจริงตามที่สอนแล้ว)
ในเล่ม 22 หน้า 37 พระพุทธเจ้าตรัสถาม สีหเสนาบดีว่า
เชื่อในผลทาน 5 ข้อที่พระพุทธเจ้าสอนหรือไม่ สีหเสนาบดีก็ตอบว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง 4 ข้อเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสบอกแล้ว
ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน 4 ข้อนี้ ก็หามิได้
แม้ข้าพระองค์ ก็ ทราบดีคือ ข้าพระองค์เป็นทายกเป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของปวงชนเป็นอีนมาก
ฯลฯ ส่วน ผลทานที่จะพึงเห็นเอง ที่พระผู้มีพระภาคตรัสบอกข้าพระองค์ว่า
ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้วย่อม เข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบ
ก็แต่ว่า ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในข้อนี้" พระผู้มีพระภาคตรัสย้ำว่า
" อย่างนั้นท่านสีหเสนาบดี ๆ คือ ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้ว
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"
ข้อถกเถียงอาจปรากฏขึ้นในตอนนี้ว่า ถ้าเช่นนั้นที่พระพุทธเจ้าสอนก็แย้งกันเองคราวหนึ่งว่า
ไม่ให้เชื่ออีก คราวหนึ่งว่าให้เชื่อ แล้วจะถืออย่างไหนเป็นถูก
เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ ก็ต้องย้ำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า
ท่านตรัสคำไหนเป็นคำนั้น ไม่เป็น อย่างอื่นฉะนั้น โดยหลักแล้วจะแย้งกันไม่ได้
ความขัดแย้งนี้เกิดจากตัวผู้อ่านไม่ทำความเข้าใจ ให้ดีต่างหาก
เช่นในกาลามสูตร ปัญหาเดิมมีอยู่ว่า ชาวบ้านทูลมาถามว่า
มีอาจารย์หลายคนมาสอน คำสอนขัดแย้งกัน ทำอย่างไรจะรู้ว่าใครถูก พระพุทธเจ้าก็บอกว่า
ถ้าอย่างนั้นอย่ายึดถือ ตาม 10 ข้อนั้น ซี แล้วก็ประทาน คำตอบว่า ให้พิจารณาว่า
อะไรเป็นกุศลก็ให้ปฏิบัติ อะไรเป็นอกุศล ก็ให้ทิ้งไปเสีย
ความเชื่อ กับความยึดถือ ว่าเป็นจริงอย่างนั้น ย่อมเป็นของคนละอย่างกัน
ในกาลามสูตรท่านพูดถึง ความยึดถือ ไม่ได้พูดถึง ความเชื่อไปก่อน อะไรที่ไม่รู้
ท่านก็ให้เชื่อผู้รู้ไปก่อน เมื่อรู้ได้เอง คือ เห็นจริงด้วยตนเองแล้ว
คราวนี้ก็ไม่ต้องหลับเชื่อตามคนอื่นบอกต่อไปละ
คราวนี้พูดกันถึงว่า "รู้ได้เอง" นั้นคืออย่างไร
คำถามนี้ตอบได้ด้วยการเปรียบเทียบ เช่น เราได้ฟังจากพระ พุทธเจ้าว่า
อริยสัจ 4 ทำให้นิพพาน เป็นต้น อริยสัจ 4 มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เราก็รู้ เท่าๆ กับพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ทำไมเราจึงไม่เป็นพระอรหันต์
? นี่ก็เพราะว่า ที่ว่า "รู้" นั้นความจริงไม่รู้ เราเพียงเชื่อต่อพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง
ต่อเมื่อปฏิบัติตัว จนเป็นพระอรหันต์ แล้วนั่นแหละ จึงร้องอ้อ เป็นอย่างนี้
แล้วก็ไม่ต้องเชื่อต่อพระพุทธเจ้าอีกต่อไปเพราะ "รู้เสียเอง" แล้ว
แต่ก็มีบางเรื่อง ที่เรารู้ไม่ได้ด้วยการปฏิบัติ
เช่น วิบากกรรมที่กล่าวมาแล้ว เป็นต้น วิบากนั้นมีนับ ไม่ถ้วน เพราะ
กรรมมีนับไม่ถ้วน ไม่มีทางที่จะทำกรรมเหล่านั้นทุกอย่างเพื่อจะรู้ผลทุกอย่างไปได้
ในเรื่องเช่นนี้ ก็จะต้องเชื่อต่อพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีสัพพัญญุตญาณ
(คือไม่รู้นั้นไม่มี)
ธรรมบางอย่างใช้ความคิดตามธรรมดาไม่ได้ ต้องมีญาณจึงจะรู้ได้
ดูได้จาก
เล่ม 27 หน้า 92 "บุคคลเหล่าใด ยังไม่รู้ธรรมทั้งหลาย
ด้วยญาณ ทั้งปวง บุคคลเหล่านั้นแล ย่อมสงสัยใน ธรรมทั้งหลาย"
เล่ม 29 หน้า 284 "บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ"
เล่ม 16 หน้า 17 "พระอริยสาวกมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่นเลย"
เล่ม 16 หน้า 127 "เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา
ความตรึกตามอาการ และจากการทนต่อความเพ่งด้วยทิฐิ ท่านมุสิละมีญาณ
เฉพาะตัว ท่านว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมี ชรา และ มรณะ ดังนี้หรือ"
อันนี้เป็นคำตอบ สำหรับผู้ที่สงสัยในกาลามสูตรว่า
ถ้าจะไม่ให้ยึดมั่นตามนั้นแล้วจะยึดมั่นได้ด้วยอะไร คือตอบว่า "ด้วยญาณ"
คราวนี้ก็ต้องย้อมกลับมาหานักปราชย์สมัยนี้ ที่ชอบมาบอกว่า
ไม่ให้เชื่อ นรก สวรรค์ เทวดาเพราะเป็นของ เหลวไหล (ตามความคิดของเรา)
นั้นน่ะ ตัวเขามีญาณอะไรหรือ จึงรู้ว่า เหลวไหล จะเป็นความเชื่อของตัว
เอง การตรึกตามอาการ ฯลฯ เสียมากกว่ากระมัง ?
เมื่อได้อธิบายมาถึงแค่นี้แล้ว ก็ควรจะย้อนกลับไปสรุป
เรื่องผลของการทำบุญทำทานได้ว่า ความจริงเป็น อย่างไรนั้นเป็นอจินไตย
เอาเหตุผล มาเถียงกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเชื่อต่อ พระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า
ที่ท่านทรงนำมากล่าวไว้นั่นแหละ จนกว่าเราจะมีญาณเท่ากับพระองค์ท่าน
กลับมาถึงปัญหา ทำทานที่เป็นสาธารณะ จะเห็นว่า ทำไปตั้งล้านบาท
สู้ถวายอาหารพระโสดาบันมื้อเดียว ก็ไม่ได้ ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยัน
ดูได้จากเรื่องของ อังกูรพานิชกับอินทกมานพ ในเล่ม 26 หน้า 184 ขอสรุปโดยย่อว่า
อังกูรพานิชทำทาน คือ ให้อาหารแก่หมู่ชนวันละ 60,000
เล่ม เกวียนเป็นนิตย์ ใช้พ่อครัว 3,000 คน มานพ 60,0000 คน ผ่าฟืน
หญิง 60,000 คน บดเครื่องเทศ อีก 16,000 คน ถือทัพพีคอยรับใช้ ทำดังนี้หลายปี
ตายไปแล้วไปเป็นเทวดาอยู่ในดาวดึงส์ ส่วนอินทกมานพถวายอาหาร 1 ทัพพีแก่ท่านพระอนุรุทธ
(ซึ่งเป็นพระอรหันต์) ตายไปแล้วก็เกิดในดาวดึงส์เหมือนกัน แถมรุ่งเรืองกว่า
ด้วยประการทั้งปวง เสียอีกด้วย
เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จขึ้นไป อินทกเทพบุตร ได้นั่งเฝ้าใกล้
ๆ ส่วน อังกูรเทพบุตร ต้องถอยไป 12 โยชน์ (หลีกทางให้เทวดาอื่นที่
รุ่งเรืองกว่า) พระพุทธเจ้าทรงตรัสถาม สาเหตุอังกูรเทพบุตรก็ทูลตอบว่า"จะทรงประสงค์อะไร
ด้วยทานของข้าพระองค์นั้น อันว่างเปล่าจาก ทักขิเณยบุคคล อินทกเทพบุตรนี้
ให้ทานนิดหน่อย รุ่งเรืองกว่าข้าพระองค์ ดุจพระจันทร์ในหมู่ดาวฉะนั้น
ฯ"
ในสมัยปัจจุบัน มีนักปราชญ์ ที่หลักแหลม แต่เป็นนักค้านตัวยงอยู่มาก
นักปราชญ์ เช่นนั้นอาจจะค้านว่า ไหนว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ
รู้ทุกอย่างไงล่ะ เมื่อรู้แล้ว ทำไมต้องถามด้วย ? ก็แสดงว่า ไม่รู้จริง
เก๊ทั้งเพนะซี
คำตอบมีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบทุกอย่าง ทราบแล้ว
ตรัสถามก็มี ถ้าตรัสถาม ก็จะถามในกาลที่เห็นสมควร และ เพื่อประโยชน์
2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เพื่อบัญญัติ (ห้าม) หรือเพื่อแสดงธรรม
(อาศัย เรื่องนั้นเป็นเหตุ) คำตอบนี้นักปราชญ์คนไหนอยากทราบว่า อยู่ตรงไหนในพระไตรปิฎก
ก็ต้องลงโทษ ให้ไปค้นเองเสียบ้าง
บางท่านอาจจะกล่าวร้ายว่า พวกพระต้องการ ให้ทำบุญกับวัด
จึงโมเมใส่เข้ามา ว่าเป็นอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้น ก็จะต้องชี้ว่า การทำทานด้วยอามิสทานนั้น
มีวิหารทาน (สร้างวัดหรือส่วนของวัด) เป็นสูงสุด
แต่ที่สูงไปกว่าวิหารทาน กลับไม่ต้องใช้อามิส
คือ ไม่ต้องใช้สตางค์เลยสักเก๊เดียว
ปรากฏว่า ยายแก่คร่ำครึที่ไปรักษาศีลที่วัด แกกลับได้บุญมากกว่าเศรษฐีสร้างโรงพยาบาลตั้ง
10 ล้านเสีย อีก (เลยไม่รู้ว่า ใครคร่ำครึ กันแน่) ข้อนี้ ตรงกับที่พระพุทธเจ้า
ท่านตรัสไว้ว่า ธรรมทาน ดีกว่า อามิสทาน อย่างที่เราพูดกันในภาษาธรรมดาว่า
ปฏิบัติธรรม ดีกว่าเอาอะไรต่ออะไร ไปถวายพระตั้งเยอะนั่นเอง
อย่างไรก็ดี การปฏิบัติธรรม เช่น การรักษาศีล เป็นต้น
ควรจะเป็นของง่าย แต่กลับเป็นของยากยิ่ง สำหรับปุถุชนทุกชั้น จึงมักจะเลือเอาทางที่ถูกกว่า
คือ อามิสทานเพราะทำง่ายกว่า และในทางจิตวิทยา มักจะคิด ว่าทำมาก ๆ
แล้วได้บุญเยอะ นั่นก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
ความจริงแล้ว การทำบุญในด้านจิตใจ เป็นการฝึกให้มีความเสียสละ
ตัดความโลภ ความเสียดาย ใครจะทำบุญอะไรที่ไหนก็ทำเข้าไป โดยไม่ต้องห่วงว่า
ได้มากได้น้อย แต่ถ้าจะเอาคำตอบกันจริงๆ แล้วก็คัดได้ มาอย่างที่แสดงไว้นี่แหละ
คำถาม เรื่องนิพพานสูญกับนิพพานไม่สูญ อีกเรื่องหนึ่งทุ่มเถียงกันมาก
มีคนเขาว่าพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า เมื่อท่านนิพพานไปแล้วก็ไม่มีแล้ว
จะเอามาพูดกันได้ยังไงว่า มาแสดงให้ปรากฏอีกได้
คำตอบ เรื่องนิพพานนี้หลวงพ่อท่านก็เทศน์ก็สอนไว้แล้วว่า
ไม่สูญ แต่ถ้าจะเอาหลักฐานจากพระไตรปิฎก จะค้นมาให้ดูก็ได้
พวกนิพพานสูญ ไม่รู้เขา ปเอามาจากไหนกัน เห็นแต่อ้างว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า
"นิพพานัง ปรมัง สุญญัง" เมื่อสูญก็แปลว่า หายไป ไม่มีแล้ว แต่พวกนี้แปลก
ก็ที "นิพพานัง ปรมัง สุขขัง" ไม่ยักยกมาพูด ได้กล่าวมาแล้วว่า พระพุทธเจ้า
พูดไม่ผิด และ ค้านไม่ได้ แย้งกันเองก็ไม่ได้ ตามหลักก็ ต้องถือว่า
เป็นเช่นนั้นทั้งคู่ สุญญัง ด้วย สุขขัง ด้วย
คำว่า สุญญัง นี้ หลายท่านแปลว่า
ว่าง ไม่แปลว่า สูญหายไป ว่างจากกิเลสอย่างยิ่ง
ลองค้นดูใจ ความเกี่ยว กับคำว่า ดับ ว่า สูญ นี้จะพบหลายแห่ง
เล่ม 1 หน้า 3 "เรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ
โมหะ" สูญ คือ หายไปขาดคือสิ้น ไม่มีทางเกิดอีก เช่นนี้กระมัง
เล่ม 11 หน้า 46 "พระผู้มีพระภาคนั้นเป็นผู้ดับแล้ว
ย่อมแสดงธรรมเพื่อความดับ" ความดับในที่นี้จะแปลว่าสูญก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้
แปลได้อย่างเดียวคือ ดับกิเลสเพราะ ถ้าสูญไปตายไป ก็คงมาแสดงธรรมไม่ได้
เล่ม 13 หน้า 104 "ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้วย่อมปฏิบัติเพื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัดเพื่อดับสนิทแห่งภพ เท่านั้น" ขอให้สังเกตว่า ไม่ได้หมายความว่า
ตัวภพเป็นตัวดับ ภพมีอยู่เสมอ แต่บุคคลผู้หลุดพ้นนั้น ดับไปจากภพอย่างสนิท
คือ ไม่ไปเกิดในภพอีกแล้วนั่นเอง
เล่ม 13 หน้า 138 "อาสวะเหล่านั้นตถาคตจะได้แล้ว
มีมูลอันขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิด
ต่อไปเป็นธรรมดา" ความนี้ได้ความว่า อาสวะ ถึง ความไม่มี ไม่ใช่ พระตถาคตสูญไป
เพราะขณะที่ตรัสก็ "ถึงความไม่มี" คือ ไม่มีอาสวะอยู่แล้ว
หน้า 140 "ย่อมน้อมไป ในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้ สงบ
ธรรมชาตินี้ ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบ สังขารทั้งปวง เป็นที่สละ คือ
อุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไป แห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท
เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้"
เล่ม 16 หน้า 18 "เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นอวิชชา
ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน" ข้อนี้แสดงว่า ถึงยังไม่ตายก็ดับได้
หน้า 128 ภพดับเป็นนิพพาน
เล่ม 17 หน้า 58 "เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ"
หน้า 210 "เพราะความดับสนิทแห่งกิเลสเหล่านั้น เรากล่าวว่า
เป็นธรรมที่ดับสนิทแห่งเครื่องนำไปภพ"
เล่ม 25 หน้า 56 "เมื่อใดพราหมณ์ เป็นผู้ที่ถึงฝั่งในธรรมทั้ง
2 ประการ เมื่อนั้น กิเลส เครื่องประกอบทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ผู้รู้แจ้ง
ย่อมมีถึงความสาบสูญไป"
เล่ม 30 หน้า 35 คำว่า "ดับแล้ว" ความว่าชื่อว่าดับแล้วเพราะเป็นผู้ดับ
ราคะ โทสะ โมหะ
ปมาทะ กิเลส ทั้งปวง ความกระวน กระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุศลาภิสังขารทั้งปวง ฯ"
เล่ม 31 หน้า 183 คำว่า สุญญํ ความว่า เป็นสถานที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยใครๆ
เป็นคฤหัสถ์ก็ตามเป็นบรรพชิตก็ตาม
ตามที่ยกมาอ้างนี้ จะเห็นได้ว่า ที่ดับที่ขาดสูญนั้น
คือ ภพและกิเลส ไม่ใช่ผู้ที่เข้านิพพานอันตรธานสูญไป ไม่มีอยู่
ตามชื่อที่เรียกกันนั้น เรียกนิพพานว่า อมตะ หรือ
อมตธาตุ ไม่ตาย เมื่อไม่ตายก็มีอยู่ตลอดเวลา ถ้าสูญไป ก็ควรจะเรียกได้ว่า
ตายตลอดเวลา
ตรงกันข้าม ส่วนที่แสดงว่า นิพพานมีอยู่ กลับมีมากมาย
เล่ม 12 หน้า 488 "นิพพานอันผู้บรรลุพึงรู้แจ้งได้
เป็นอนิทัสสนะ เป็นอนันตมีรัศมีในที่ทั้งปวง"
เล่ม 25 หน้า 429 "นามรูป ของผู้นั้นแล เป็นของเท็จ
เพราะ นามรูป มีความสาบสูญไป เป็นธรรมดา นิพพานมีความไม่สาบสูญเป็นธรรมดา
พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้นิพพานนั้น โดยความเป็นจริง"
ในบางแห่ง กล่าวถึงนิพพานในลักษณะว่า เป็นที่แห่งหนึ่ง
เล่ม 12 หน้า 349 "นิพพาน อันเป็น แดนเกษม" "โลกอันมัจจุถึงไม่ได้"
โลกในที่นี้ คงเป็นคำรวม เพราะบางทีหมายถึงร่างกายก็ได้ ไม่หมายถึงภพ
เล่ม 23 หน้า 178 "ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน
ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วนอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ นิพพานธาตุ
ก็มิได้ปรากฏว่า จะพร่องหรือเต็ม ด้วยภิกษุนั้น" ความพร่องความเต็มย่อมต้องใช้กับสถานที่เท่านั้น
เล่ม 25 หน้า 72 ทรงเปล่งอุทานว่า "ดิน น้ำ ไฟ และลม
ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด ในนิพพานธาตุ นั้นดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง
พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง ความมืดย่อมไม่มี" ข้อนี้
คงจะซ้ำกับข้อต้นที่ว่า มีรัศมีในที่ทั้งปวง ถึงแม้จะไม่มีบ่อเกิดแสง
เล่ม 25 หน้า 166 "บุคคลตัดวัฏฏะได้แล้ว บรรลุถึงนิพพานอันเป็นสถานที่ไม่มีตัณหา
หน้า 175 "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน
น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายนะ วิญญานัญ จายตนะ เนวสัญญา นาสัญญายตนะ โลกนี้
โลกหน้า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสองย่อมไม่มี ในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่กล่าวถึง อายตนะนั้นว่า เป็นการมา การไป เป็นการตั้งอยู่
เป็นการจุติ เป็นการอุบัติ อาตนะนั้น หาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป
หาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์"
เล่ม 31 หน้า 84 โลกุตตรภูมิเป็นไฉน มรรคผล นิพพาน
ธาตุอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตตระนี้ชื่อ ว่า โลกุตตรภูมิ
เล่ม 33 "เมื่อดิฉันทั้งหลาย ออกจากภพนี้ไปสู่บุรี
คือ นิพพานอันอุดม"
เล่ม 9 หน้า 373 ภิกษุ ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ มหาภูตรูป ทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโช ธาตุ วาโยธาตุเหล่านี้
ย่อมดับไม่มีเหลือ ในที่ไหน"
พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ปัญหานี้ตั้งไม่ถูก ควรถามว่า
"ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ในที่ไหน
นาม และ รูป ย่อมดับไม่เหลือ ในที่ไหน ดังนี้ ในปัญหา นั้น มีพยากรณ์
ดังต่อไปนี้ ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส
โดยประการทั้งปวง ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และ วาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้
ในธรรมชาตินี้ อุปาทายรูป ที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งาม และไม่งาม
ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ใน ธรรมชาตินี้ นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้
เพราะวิญญาณดับ นาม และ รูปย่อมดับไม่ เหลือในธรรมชาตินี้"
อาจจะเป็นคำว่า ที่ว่า วิญญาณดับนี้เอง ที่ทำให้คิดว่า
นิพพานแล้วสูญ แต่คำนี้เข้าใจยากว่าเป็นอะไร และ มักเข้าใจปนอยู่กับคำว่า
"จิต"
เล่ม 17 หน้า 59 "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้า ความกำหนัด
ในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้
เพราะ ละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญาณ ย่อมไม่มีวิญญาณ
อันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่ง ปฏิสนธิหลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป
จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อมจึงไม่สะดุ้ง
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบ เฉพาะตน เท่านั้น"
เล่ม 25 หน้า 30 "จิต ของเราถึงแล้วซึ่งนิพพานอันปราศจากสังขาร"
ความนี้ฟังยาก เพราะ เมื่อที่ตั้งของวิญญาณไม่มี
วิญญาณหลุดพ้นไป ก็น่าจะดับ แต่กลับกลาย เป็นดำรงอยู่ แต่ในความที่สอง
บอกว่าจิตไปเข้านิพพาน
คำอธิบายของจิตกับวิญญาณ น่าจะดูจากเล่ม 4 หน้า 181
"ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย จิตดวงแรกใดเกิด แล้วใน อุทรมารดาวิญญาณดวงแรกปรากฏแล้ว
อาศัยจิตดวงแรกวิญญาณดวงแรกนั้นน่ะแหละ เป็นความเกิดของสัตว์นั้น"
ดูการเกิด ของมนุษย์จากเล่ม 12 หน้า 398 "ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อใดบิดามารดาอยู่ร่วมกันด้วยมารดา มีระดูด้วยทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย"
อันนี้แสดงว่า ต้องมีสิ่งที่จะมาเกิดมาจากภาย นอกร่างกายมารดา ข้อนี้ยืนยันได้จากประโยชน์
6 ประการของการเป็นพระอินทร์ในเล่ม 10 หน้า 253 คือ "ข้อ 2 จุติจาก
กายทิพย์แล้ว จะเข้าสู่ครรภ์ในตระกูลอันเป็นที่พอใจของตน"
ปัญหามีว่า อะไรของพระอินทร์ที่มาจุติ ถ้าเราตอบว่า
"จิต" ก็จะนำไปใช้ได้ทุกกรณีรับกันหมด คือ เมื่อรวมความแล้ว จิตเป็นตัวมาเกิดในร่างทารก
ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ดังเล่ม 15 หน้า 189 เสลาภิกษุณีกล่าวกะมารผู้มีบาปว่า
"รูปนี้ไม่มีใครสร้างไม่มีใครก่อรูปเกิดขึ้นเพราะ อาศัยเหตุดับไป เพราะเหตุดับ"
หรือเล่ม 16 หน้า 70 "ดูกรภิกษุทั้งหลายกายนี้มิใช่ของเธอทั้งหลาย
ทั้งไม่ใช่ของผู้อื่น"
เกี่ยวกับวิญญาณนั้น ในเล่ม 14 หน้า 347 เมื่อทรงกล่าวถึงธาตุ
4 ของร่างกาย คือ ปฐวี อาโป เตโช และ วาโยธาตุ อากาศธาตุแล้ว "ต่อนั้น
สิ่งที่เหลืออยู่อีกก็คือ วิญญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง บุคคลย่อมรู้อะไร
ๆ ได้ ด้วยวิญญาณนั้น"
ท่านไม่ตรัสว่า รู้ด้วยสมองแต่ตรัสว่า รู้ด้วยวิญญาณ
ทั้งนี้ต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า ในที่อื่นท่านกล่าวถึงสมองไว้เหมือนกัน
(เล่ม 25 หน้า 2 สมองเป็นอย่างหนึ่ง ของอาการ 32 กับเล่ม 25 หน้า 332
ในโพรงของศรีษะ มีมันสมอง)
ถ้าเราจะตั้ง ทฤษฎีว่า ร่างกายเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
แต่ยังไม่มีชีวิต จะมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อ มีจิตเข้ามาอยู่ (ด้วยมีสิทธิเลือก
หรือตามกรรมบังคับ) พอจิตเข้าเกิดในท้องแม่ วิญญาณดวงแรกก็เกิดแล้ว
ดูเหมือนว่า จิตจะถูกกลืนหายไปในวิญญาณ ซึ่งทีแรกก็บริสุทธิ์ดี ต่อมา
เมื่อคนตายวิญญาณก็ตาย ทำให้จิตหลุดเป็นอิสระจากวิญญาณ คือ วิญญาณ
ไม่มีที่ตั้งแล้ว จิตก็หลุดพ้นไปเข้านิพพานหากเป็นเช่นนี้แล้ว ที่พูดว่า
วิญญาณดับไปเหมือนดวงประทีป แต่จิตที่หลุดเป็นอิสระ ไปเข้านิพพานก็รับกันได้พอดี
อย่างไรก็ดี ที่ว่า นิพพานไม่สูญนั้น ยังอาจตีความได้
จากอีกหลายแห่งว่า นิพพานนั้น สามารถรู้เห็นกันได้ เพราะถ้าสูญก็รู้เห็นกันไม่ได้
(และอย่าลืมว่า สิ่งใดพระพุทธเจ้า ไม่รู้ไม่เห็นด้วยพระองค์เอง แล้วย่อมไม่สอน)
เล่ม 23 หน้า 383 ท่านพระอุทายี ถามท่านพระสารีบุตรว่า
"ดูกรอาวุโสสารีบุตร นิพพานนี้ไม่มี เวทนา จะเป็นสุขได้อย่างไร" ได้รับคำตอบว่า
"ดูกรอาวุโส นิพพานนี้ไม่มีเวทนานั่นแหละเป็นสุข" แล้วแถมด้วย การอธิบายว่า
"ดูกรอาวุโส นิพพานเป็นสุขอย่างไร ท่านจะพึงทราบ ได้โดยปริยายแม้ นี้....."
แล้วท่านก็เล่า ตั้งแต่ ฌาน 1 ไปจนถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ ว่านั่นแหละเทียบกับสุขในนิพพาน
เล่ม 22 หน้า 368 กล่าวว่า ผู้ได้ฌานสามารถถูกต้องอมตธาตุด้วยกายได้
เล่ม 25 หน้า 256 "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หาอาสวะมิได้
ถูกต้องอมตธาตุ อันไม่มีอุปธิด้วยนามกาย"
จากข้ออ้างนี้อนุมานได้ว่า นิพพานมีอยู่ ไม่ใช่สูญ
พิจารณายืนยันอีกจากลักษณะของสังเขตธรรม (คือ นิพพาน)
3 ประการในเล่ม 20 หน้า 170 คือ
1. ไม่ปรากฏความเกิด
2. ไม่ปรากฏความเสื่อม
3. เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปรปรวน ทำให้เกิดสงสัยว่า
เมื่อไม่เกิด ก็ไม่ควรมีอยู่ แต่นี่แสดงว่า มีอยู่ (ตามข้อ 2 และ 3)
คือ ถึงไม่เกิดก็มี อยู่ได้
เล่ม 13 หน้า 189 "ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า
ภิกษุชื่อนี้ ทำกาละแล้วดำรงอยู่ในอรหัตผล" ถ้า "ดำรงอยู่" ก็ต้องแปลว่า
สูญไม่ได้เป็นแน่ล่ะ
เล่มดียวกันนี้ วัจฉโคตรปริพาชก ทูลถามพระพุทธเจ้า
ในหน้า 209 ว่า "ข้าแต่พระโคดม ก็ภิกษุมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน
ดูกรวัจฉะ คำว่า จะเกิดดังนี้ไม่ควรเลย
ข้าแต่พระโคดม ถ้าเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นหรือ
ดูกรวุจฉะ คำว่าไม่เกิดดังนี้ก็ไม่ควร"
ต่อไปวัจฉโคตร ก็ทูลถาม ไล่ไปถึง เกิดก็มี ไม่เกิดก็มี
เกิดก็ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ อะไรก็ไม่ควรสักอย่าง วัจฉโคตร ชักจะโมโห
ต่อว่า ว่า "ข้าแต่พระโคดม ในข้อนี้ ข้าพเจ้า ถึงความไม่รู้ ถึงความหลงแล้ว
แม้เพียงความเลื่อมใส ของข้าพเจ้าที่ได้มีแล้ว เพราะพระวาจา ที่ตรัสไว้ในเบื้องแรก
ของท่านพระโคดม บัดนี้ได้หายไปเสียแล้ว"
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็คงจะขำ ตอบว่า ควรแล้วที่จะไม่รู้
เพราะเป็นของรู้ได้ยาก
ในเรื่องการเกิดนี้ มีคำจำกัดความ ไว้ในเล่ม 12 หน้า
117 " ดูกรสารีบุตร กำเนิด 4 ประการ นี้แล 4 ประ การเป็นไฉน คือ อัณฑชะกำเนิด
ชลาพุงชะกำเนิด สังเสทชะกำเนิด และโอปปาติกะกำเนิด" แล้วทรง อธิ บายว่า
อัณฑชะกำเนิด คือ การชำแรกเปลือกแห่งฟองเกิด
ชลาพุงกำเนิด คือ การชำแรกไส้ (มดลูก) เกิด
สังเสทชะกำเนิด คือ เกิดในปลาเน่า ของบูด น้ำครำ เถ้าไคล เป็นต้น
โอปปาติกะกำเนิด ได้แก่เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางพวก และเปรตบางจำพวก
ถ้าเราจะใช้ทฤษฎีของเราว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์
เมื่อตาย จิตก็เป็นอิสระจากวิญญาณ แล้ว ไปดำรงอยู่ใน นิพพานเฉย ๆ ก็จะเห็นได้ว่า
จิตนั้น ไม่ใช่การเกิดตามคำจำกัดความ (เราอาจจะคิดว่า เป็นกำลังงาน
อันหนึ่งก็คงจะได้กระมัง) แต่จะว่า ไม่เกิดก็มีปรากฏไป "ดำรงอยู่ในอรหัตผล"
แล้วก็ไม่มีแก่ ไม่มีตาย เป็นอมตะ มีความสุขตลอดกาล เป็น เอกันตบรมสุข
อย่างนี้บางทีเราอาจจะพอเข้าใจได้ลาง ๆ และตรงกัน กับคำอธิบายทั้งหลาย
ส่วนสถานที่ อันเป็นที่อยู่ของพวกพระอรหันต์ ที่ตายแล้วนั้น
เมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่เรียกว่า ภพ และภพอื่นๆ ที่ว่า ดับไปก็คือ ไม่มีอิทธิพลต่อจิตนี้
เมื่อมีทฤษฎีว่า มีจิตไปเสวย อรหันตผล อยู่ในนิพพาน และ จิตเหล่านั้น
เป็นจิตที่มีฤทธิ์ จิตก็สามารถจะบันดาล ให้ใครเห็น หรือได้ยิน อะไรก็ได้
ตามวิสัย และตามแต่ท่าน เหล่านั้นต้องการจะสงเคราะห์
คราวนี้นักปราชญ์ก็จะค้าน 2 ข้อ
1. การมีอะไรไปเข้านิพพาน แสดงว่า "อะไร" นั้นเป็นอัตตา
ค้านกับที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า อัตตา ไม่มี มีแต่ อนัตตา
2. การไปมีความสุขในพระนิพพานนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะ
ความสุขเป็นกิเลส
คำตอบ สำหรับข้อ 1 มีดังนี้ คือ คนส่วนมาก ไม่ได้ศึกษาโดยแท้จริงว่า
พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร ส่วนมาก เรื่อง ความมีตัวตน หรือ ไม่มีตัวตน
นี้มักยก สัตตทิฐิ กับ อุจเฉททิฐิ มาอ้างว่า พระพุทธเจ้า สอนว่า ความเห็นทั้งสองอย่างนี้ผิด
คือ ยึดว่ามีตัวตนก็ผิด ยึดว่าไม่มีตัวตนก็ผิด ตามสามัญสำนึก มักจะไปเพ่งกัน
ที่ตัวตนว่า มี หรือ ไม่มี
ถ้าหากท่านสอนว่า มีก็ผิด ไม่มีก็ผิด อย่างนี้ก็ฟังชอบกลอยู่
เพราะ มันควรจะต้องถูกเข้าสักข้างหนึ่งความจริง ที่ท่านว่า ผิดนั้น
คือ การยึด หรือ ทิฐิเอง ทิฐิมีอยู่ 62 อย่าง ผิดทั้งหมด ถ้าไปยึดอะไรเข้า
ก็ผิดทั้งนั้น
ท่านสอนไม่ให้ยึด แต่ให้ปล่อยวาง แม้แต่พระนิพพาน
ท่านก็ให้เพียงแต่รู้ ไม่ให้ยึด
ตัวอนัตตา แท้ ๆ ที่ท่านสอน คือตัว อนัตตา ในพระไตรลักษณ์
คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนัตตา อันนี้ มีความหมายอย่างไร ? พระที่เรียนบาลีท่านบอกว่า
แปลว่า มีความเป็นก้อนมั่นคงหรืออะไร ทำนองนี้ เวลาสอนสาวก พระพุทธเจ้าท่านมักจะไล่ไตรลักษณ์อยู่บ่อย
ๆ
ตัวอย่างจากเล่ม 17 หน้า 53 พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามว่า
ดูกรโสณะ ท่านจะสำคัญ ความข้อนั้น เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง
คฤหบดีบุตรชื่อโสณะ ทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า
ส. เป็นทุกข์พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะพิจารณาสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา
ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า แล้วท่านก็ไล่เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปตามลำดับ เสร็จแล้วท่าน ก็สรุปว่า
"ดูกรโสณะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงเห็น ด้วยปัญญาอันชอบ
ตามความเป็นจริงอย่างนี้ รูปอย่างใดอย่าง หนึ่งเป็นอดีต อนาคต และ
ปัจจุบัน เป็นภายใน หรือ ภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ ประณีต อยู่ใน
ที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง..."
ดูกรโสณะอริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจิต ย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว
ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้วย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี"
นี่คือหลักสูตร การเป็นพระอรหันต์ชัด ๆ จะเห็นได้ว่า
"ไม่เที่ยง" คือ อนิจจัง "
"เป็นทุกข์" คือ ทุกขัง "
"ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวของเรา" คือ อนัตตา
อนัตตาตัวนี้ คือ สำคัญที่เป็นหลักใหญ่ของคำสอนของพระองค์
คนที่รับความหมายว่า อนัตตา คือ ไม่มีตัว ตนจะเกิดความสงสัยเป็นกำลังว่า
ร่างกายก็มีอยู่จะว่า ไม่มีตัวตนได้ยังไง เมื่อรับไปผิด ก็ไม่เข้าใจอนัตตา
มีความสำคัญอยู่ที่ว่า ร่างกาย นี้ไม่มีแก่นสารมั่นคง มีแก่ มีเจ็บ
มีตาย ไม่ใช่ของเรา ท่านสอนไว้ในที่แห่งอื่นว่า ถ้าเป็นของเรา เราก็ควรจะสั่งมันได้ซีว่า
อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย ถ้าสั่งไม่ได้ก็ไม่ใช่ของเรา
กุญแจสำคัญ ของการเข้าถึง ความเป็นพระอรหันต์ อยู่ที่ตัวอนัตตานี้เอง
อย่างที่ท่านสอนท่านโสณะ ที่อ้างมานี้ เมื่อเห็นแล้วว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา
ไม่ใช่เรา ("เรา" คือ จิต ที่มาอาศัยเกิด) แล้วก็ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด
คือ ตัดร่างกายทิ้งไป ไม่เอาเรื่องกับมัน ตัดขาดว่า ไม่ใช่ของเราที่จะต้องหวง
ต้องบำรุงตกแต่ง ฯลฯ เมื่อคลายกำหนัดก็หลุดพ้น เป็นพระอรหันต์ แค่นี้เอง
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ที่หลายๆ คนพากันเข้าใจว่า
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "ไม่มีตัวตน" นั้นต่างก็มักเข้าใจกันไม่ถูกเรื่อง
ไม่ลึกซึ้งพอ อนัตตา คือ เห็นร่างกายหรือตัวตนนี้ไม่ใช่ "เรา" ไม่เป็น
"ของเรา"จึงจะ เป็นความเข้าใจที่ถูกตามหลักฐานที่อ้างมาแล้ว
เรื่องนี้พระพุทธเจ้า ท่านเอาไปสอนในอีกหลายแห่ง
เช่นถามว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด และอะไรต่อ อะไรตามมาอีกนั้น
ท่านไม่พูด ไม่ตอบ ไม่เห็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า
เมื่อรู้เสียแล้วว่า ร่างกายนี้ ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่มีตัวตนที่เป็นของตนเองอยู่
และเมื่อเป็นเช่นนั้นการพูด ถึงความตาย ความเกิดก็ไม่มีประโยชน์อะไร
พระพุทธเจ้า "พ้นจากการบัญญติว่ารูป" เสียแล้ว ในนทางตรงกันข้าม
ถ้าพูดเรื่องตายเรื่องเกิด กลับเป็นการยอมรับบัญญัติว่า มีรูป ฯ ซึ่งผิดหลักการที่ทรงสั่งสอน
(เลยมีคนเอาไปแปลว่า พระพุทธเจ้าไม่ยืนยันว่า ตายแล้วเกิด)
(ดูเล่ม 18 หน้า 415)
เวลาที่พระบางองค์ท่านสอนว่า เป็นพระอรหันต์ง่ายจะตายไป
ไม่เห็นมีอะไรเลยมัวหลงไปทำอย่างอื่นเสียตั้งนาน เสียท่าจริง ๆ นั้น
พระเช่นนี้มักจะถูกค่อนขอดว่า อวดเก่งอวดอุตริมนุสธรรม รู้ได้ยังไงว่า
เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ คนที่พูดเช่นนั้นแหละ ควรจะถามตัวเองว่า รู้หรือว่าอย่างไร
หรือทำอย่างไร จึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ความจริงตัวเองไม่รู้ แล้วก็จะเกณฑ์ให้คนอื่นไม่รู้ไปด้วย
ท่านพูดไว้ในพระไตรปิฎก เห็นทนโท่ก็ไม่อ่าน
คนส่วนมากคงเข้าใจว่า ต้องทำสมาธิวิปัสสนากันเป็นการใหญ่
จึงจะพ้นกิเลสได้ พวกวิปัสสนาบางสำนักยัง ดูหมิ่นพวกสมาธิ หรือสมถะอีกว่า
ทำไม่ถูก ทางตรงต้องวิปัสสนา จึงจะได้ ฯลฯ
ก็วิปัสสนานั้น คืออะไรล่ะ ? ก็คือ พิจารณาให้เห็น
ตามความเป็นจริงของธรรมชาติ ว่า ร่างกายนี้ เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์
มีแก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ไม่ควรคบ ถึงจะตายไป เป็นเทวดาเป็นพรหมมี ความสุขสบาย
ในที่สุด ก็ต้องกลับมาเกิด เป็นคนต้องรับทุกข์อีกน่ะแหละ คือ พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในอนัตตานั่นเอง
คนธรรมดา มีความสุขสบาย มักจะทำใจ ให้เห็นจริง ไม่ได้ว่า
ร่างนี้ไม่ใช่เรา ควรทิ้งไปเสีย เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยวิธีอื่นช่วย
เช่น ฝึกให้มีทิพจักขุญาณ ดูกันให้รู้ดำรู้แดงว่า เมื่อก่อนเคยเกิดเป็น
หมู หมาเป็น หนอนในส้วม เคยตกนรกมาแล้วตั้งเยอะ จริงหรือเปล่า หรือฝึกให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ
หรืออยู่ในฌาน จิตแจ่ม ใสเหมือนน้ำใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว แล้วเอาจิตดวงนั้น
(ในสภาพนั้น) พิจารณา อนัตตา ก็จะเห็นแจ่มแจ้งขึ้น ตัว อย่างเช่น อุจจาระมันเหม็น
ถ่ายออกมาแล้ว ก็รังเกียจ จับต้องไม่ได้ แต่มีใครที่ทำใจได้ว่า อุจจาระเหม็น
นั้นมันอยู่ในท้องเราเองตลอดเวลา ทำไมเราไม่รังเกียจ ทำไมเราไม่รังเกียจตัวเราเอง
ซึ่งเป็นต้นตอของ อุจจาระนั้น และขี้อะไรต่ออะไรอีกตั้งเยอะบ้าง ตรงกันข้าม
กลับรักมันเสียแทบเป็นแทบตาย
ส่วนคนที่มีความทุกข์ต่างๆ มักจะเห็นสภาพเช่นนี้ได้ดีกว่า
โดยเฉพาะ คนที่ถูกโรคทรมาน จนมีความเจ็บปวด แสนสาหัสนั้น ไม่ต้องลงทุน
ลงแรง สมาธิวิปัสสนา อะไรมากนัก เขาก็เห็นได้ ด้วยตัวเอง ทันทีว่า
ร่างกายนี้ทุกข์หนอ เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนขี้โรค แต่รู้จักพิจารณาอนัตตา
ให้เห็นประโยชน์ โดยอาศัยความ ทรมานจากโรคนั้น เป็นเครื่องพิจารณา
เขากลับจะเป็นคนโชคดีกว่า เศรษฐีร้อยล้านเสียอีก
คนอีกประเภทหนึ่ง ที่พิจารณาอนัตตาได้ดี คือ คนที่กำลังจะตาย
คนพวกนี้ เห็นความจริง ในบัดนั้นเองว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ดึงไว้ไม่ได้แล้ว
กิจการ เงินทอง ยศ ฯลฯ ที่ทำไว้มากมายนั้น ผลสุดท้ายก็มาสิ้นสุดตรงนี้เอง
สิ่งเหล่านี้ คนเราธรรมดา มองไม่เห็น แม้แต่จะคิดว่า
เราต้องตายแน่ ๆ ก็ยังไม่คิด กลับทำท่าคล้ายๆว่า เราจะไม่ตาย อย่างนั้นแหละ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนเราตายได้ทุกขณะนะ อย่าประมาทให้ คิดไว้ทุกขณะจิตว่า
เดี๋ยวก็จะตายแล้ว แต่มีใครปฏิบัติอย่างนี้สักกี่คน ตรงกันข้าม ใครทำอย่างนี้หาว่า
เซี้ยวไม่เต็มบาทด้วยซ้ำ
นี่คนเรา มักเป็นอย่างนี้ คนอื่นทำดี ทำถูก หาว่าเขาบ้า
เราไม่รู้ คนอื่นเขารู้ และรู้ถูก รู้จริงด้วย หาว่า เขาเหลวไหล งมงาย
ความแตกต่าง ระหว่างพระอรหันต์ กับคนธรรมดาก็คือ
คนธรรมดารู้เข้าใจความหมายของอนัตตา แต่ทำจิตให้หลุดพ้นไม่ได้ ส่วนพระอรหันต์ท่านทำจิตหลุดพ้นได้เท่านั้น
เรื่องนี้ ความจริงหลวงพ่อ ท่านก็สอนคุณอ๋อย กับพุทธบริษัท
มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ค่อยจะ "แจ้ง" กันสักที หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่เป็นไรตอนนี้รู้ไว้ก่อน
รักษาตัวไว้ในกุศลกรรมก็แล้วกัน อย่างน้อยก็รักษาศีล 5 เท่า ชีวิตไว้ก่อน
แล้วให้จิตระลึกถึง แต่ความดีที่เคยทำมาให้เป็นนิสัย ความชั่วที่เคยทำมาบ้างในกาลก่อน
อย่าไปพยายามคิดถึงมัน เพราะจะทำให้จิตมัวหมอง พอถึงเวลาตาย จิตมันจะรวมตัวได้เอง
ในตอนนั้นใช้ เวลาตัดไม่นานนัก ก็จะไปนิพพานได้ วิธีตัดแบบนี้ ตรงกับที่
พระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านโสณะ ในเล่ม 17 หน้า 53 ที่กล่าวมาแล้ว
เราไม่ค่อย จะเชื่อสนิทกันนัก เพราะดูมันง่ายเกินไป
ส่วนมากเราไปรู้กันว่า จะเป็นพระอรหันต์ ต้องตัดกิเลส คราวนี้ก็ ไล่กิเลสกันไปซี
มีตั้ง 1,500 ตัว ไอ้ตัวนั้น จะตัดยังไง ตัวนี้ จะตัดยังไง ไล่จิตกันไปตั้ง
110 ดวง รู้สึกว่าทำอย่างนั้นก็คงจะไม่ผิด แต่เป็นการทำแบบลิดรอนกิ่งก้าน
ไปทีละกิ่ง จนต้นใหญ่ตายไปเอง ส่วนวิธีนี้ เป็นแบบสายฟ้าแลบ โค่นต้นใหญ่ตึงเดียว
กิ่งก้าน ตายไปเอง คือ
เมื่อตัดความรักในร่างกายได้ พร้อมทั้งตั้งเจตนาไปนิพพานเลย
ไม่ขอเป็นอะไรอย่างอื่นทั้งหมด กิเลสทั้งหลายมันจะหมดไปเองโดยอัตโนมัติ
ไม่ต้องไปไล่ตัดมันทีละตัว
หลวงพ่อท่านแถมพกให้อีกหน่อยว่า ถ้าเราทำตัวดีมุ่งทางธรรมกันโดยแท้จริง
หรือทำความดีกับพระศาสนาไว้มากๆ แล้วตอนใกล้ตาย พระท่านมักจะมาช่วยส่งเสริม
คือ ช่วยให้ทำจิตได้ดีขึ้นด้วย เรื่องนี้เราก็ต้องเชื่อท่านไว้ก่อนตามระเบียบ
เพราะยังไม่เคยตาย ที่เคยตามมาหลายแสนชาติ แล้วก็จำไม่ได้ว่าตายยังไง
รู้แต่ว่า คงจะตายไม่ถูกวิธี เลยต้องเกิด อีกอย่างนี้แหละ
สำหรับปัญหาข้อ 2 ที่ว่า ในนิพพาน จะมีความสุขไม่ได้
เพราะ ความสุขย่อมเป็นกิเลสนั้น มีคำตอบดังนี้
เล่ม 13 หน้า 87 ทรงกล่าวถึงกามคุณ 5 คือ รูป (อันจะพึงรู้ได้ด้วยจักษุอันสัตว์ปรารถนารักใคร่พอใจเป็นที่รัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด) เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ทรงกล่าวว่า "สุขโสมนัสอันใด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ 5 นี้ สุขและโสมนัสนี้เรากล่าวว่ากามสุข"
"ดูกรอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคำ ของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมเสวยสุขโสมนัสมี กามสุขนี้ เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่อีก"
แล้วท่าน ก็อธิบายต่อไปว่า มีสุขที่เหนือกว่า กันเป็นขั้น
ๆ ไปดังนี้ ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถ ฌาน, อากาสานัญจายตนฌาน,
วิญญา นัญจายนฌาน, อากิญจัญญายตนฌาน, เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และสัญญาเวทยิตนิโรธ
สุขในฌานนี้ เป็นสุขไม่มีอามิส ไม่อาศัยตัณหา เพราะ ผู้เข้าฌาน ตัดกาม
ฉันทะไปตั้งแต่ปฐมฌานแล้ว อาจเรียกชื่อว่า นิรามิสสุขได้
เล่ม 13 หน้า 164 "ดูกร อุทายี กามคุณห้า เหล่านี้
กามคุณห้า เป็นไฉน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันพึงรู้ด้วยกาย
ที่สัตว์ปรารถนารักใคร่ ชอบใจ เป็นสิ่งน่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
กามคุณห้านี้แลอุทายี ความสุขโสมนัสที่เกิด เพราะ อาศัยกามคุณห้านี้
เรากล่าวว่า กามสุข ความสุขไม่สะอาด ความสุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะอันบุคคล
ไม่ควรเสพ ไม่ควรทำให้เกิดมี ไม่ควรทำให้มาก ควรกลัวแต่สุขนั้น
ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลกรรม
ลรรลุปฐมฌาน... จตุตฌาน ฌานทั้ง 4 นี้ เรากล่าวว่า ความสุขเกิดแต่การ
ออกจากกาม ความสุขเกิดแต่ความสงัด ความสุข เกิดแต่ความสัมโพธิ อันบุคคล
ควรเสพ ควรทำให้เกิดมีควรทำให้มากไม่ควรกลัวแต่ความสุขนั้นดังนี้ "
ย้อนไปถึง ที่อ้างเล่ม 23 หน้า 383 ที่ท่านพระสารีบุตร
บอกกับ ท่านอุทายีว่า นิพพาน เป็นสุขอย่างไรนั้น ทราบได้ด้วยการเข้าฌานต่าง
ๆ ก็ตรงกัน
เมื่อสรุปแล้วตอบได้ว่า สุขในนิพพานไม่ใช่กามสุข
แต่เป็นสุขเนื่องจากการออกจากกามสุข เกิดแต่ความสงัด สุขเกิดแต่ความสัมโพธิ
ซึ่งสุขเหล่านี้ไม่มีกิเลสตัณหาปน จึงเป็นสุขที่มิได้ เป็นความสุขที่ไม่มีกิเลส
มีอยู่แห่งหนึ่ง ท่านบอกไว้คล้ายกับว่า ความจริง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุข (ควรใช้คำอื่น ?) แต่มนุษย์ ไม่รู้จักความรู้สึกอย่างนั้น
จึงต้องอาศัยเรียกเป็นความสุข ซึ่งเป็นที่รู้จักของมนุษย์
บางที ปัญหานิพพานสูญ หรือไม่สูญนี้ จะยืนยันได้ชัด
จาก เล่ม 31 หน้า 455 "เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบ็ญจขันธ์
เป็นนิพพาน เป็นสุข ย่อมย่างลงสู่สัมปัตตนิยาม"
และหน้า 456 "เมื่อพิจารณาเห็นเบ็ญจขันธ์โดยความเป็นของสูญ...
เมื่อพิจารณาว่า ความดับแห่งเบ็ญจขันธ์เป็น นิพพานสูญอย่างยิ่ง....."
ดังนี้จะเห็นได้ว่า นิพพานเป็นทั้งสุข และ สูญอย่างยิ่ง โดยทั้งสองอย่างนี้
มีรากฐาน มาจากการดับของขันธ์ 5 (ร่างกาย) ไม่ใช่ว่านิพพานแล้ว สูญหายไปเลย
ตรงกันข้าม ท่านกลับ เรียกว่า อมตนิพพาน
คำถาม เขาพูดกันว่า พระพุทธเจ้าสอนความสันโดษแล้วทำให้ขี้เกียจ
คำตอบ นักวิชาการ สมัยใหม่ พูดเดาสุ่มส่งเดช
โดยไม่เข้าใจความหมาย ของคำว่า สันโดษ นี่เป็นข้อบกพร่องสามัญของคนสมัยใหม่
ที่ชอบพูดไปโดยที่ตัวเองไม่รู้ ไม่เข้าใจ
เล่ม 9 หน้า 80 "ดูกนมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นสันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาต เป็นเครื่องบริหารท้อง
เธอจะไปทางทิศาภาคใด ๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีก จะบินไป
ทางทิศาภาคใด ๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมาแล้วนี้
และภิกษุชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ"
ในที่อื่นมีกล่าวถึง "สันโดษด้วยภรรยาของตน" อีกด้วย
สรุป ความหมายของสันโดษ คือ พึ่งตัวเอง ใช้ของตัวเอง ไม่ต้องไปรบกวน
หรือเบียดเบียนคนอื่น ซึ่งไม่ได้บ่งว่า ให้ขี้เกียจเลย
นักวิชาการ ไม่ได้คิดว่า พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ฆ่า
ขโมย ผิดในกาม โกหก และกินเหล้าสิ่งเหล่านี้ "พุทธศาสนิกชน" ไม่ได้ปฏิบัติตาม
เสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุใดเขาจึงต้องปฏิบัติตามในเรื่องสันโดษ (หากสันโดษ
แปลว่า ให้เกียจคร้าน) ด้วยเล่า เหตุใด จึงไม่กล่าวว่า ความเกียจคร้านเกิดจากอาการ
เกิดจากสันดานซึ่ง ควรจะมีเหตุผลมากกว่า
อันที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอน ไม่ให้เกียจคร้านโดยตรง
และสรรเสริญความขยันอยู่แล้ว กลับไม่ยกมาแสดงมาใช้
เล่ม 25 หน้า 317 ผู้เสื่อมได้แก่ผู้เกียจคร้าน
เล่ม 23 หน้า 257 อุฏฐานสัมปทา เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน
เล่ม 32 หน้า 7 "ท่านทั้งหลาย เห็นความเกียจคร้านโดยเป็นภัย
และเห็นความเพียรโดยความเกษม แล้ว จงปรารถความเพียร นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า"
เล่ม 16 หน้า 312
"พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะผมดังนี้ว่า โมคคัลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้ปรารภความเพียร ด้วยตั้ง สัตยาธิษฐานว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง
เอ็น และกระดูกก็ตามที เลือด และ เนื้อในร่างกาย จงแห้งไปเถิด ผลอันใดที่จะพึงบรรลุได้
ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษยังไม่บรรลุผลนั้นแล้ว
จะหยุดความเพียรเสีย เป็นอันไม่มี"
จะเห็นได้ว่าท่าน ทรงตำหนิความเกียจคร้านว่า เป็นภัย
และสอนให้ขยัน เห็นอยู่โต้ง ๆ ไม่รู้จักศึกษาและด้วยความโง่ของตนเอง
กลับไปโทษว่า สันโดษทำให้เกียจคร้าน
เท่าที่คุณเสริม ศึกษาตำรามาถ่ายทอด แก่คุณอ๋อยนี้
พอดีตรงกับที่หลวงพ่อ ท่านสอนว่า พระไตรปิฎกนั้น ถูกต้องอยู่แล้วกว่า
90 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะหลักสูตรการปฏิบัติ เพื่อเป็นพระอรหันต์นั้นมี
อยู่อย่างบริบูรณ์ ดังนั้น คุณอ๋อยก็ขยับจากขั้นรู้ งู ๆ ปลา ๆ ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
พวกปริยัติมักศึกษาทำความเข้าใจตำราอย่างเดียว บางทีก็ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก
เพราะจับความยาก ชอบไปอ่านตำราที่ใครต่อใครแต่งขึ้นให้อ่านง่าย ๆ แล้วนับถือตำรานั้น
ๆ ว่า เป็นตำราดี ซึ่งความจริง เขาอาจจะแต่งผิดก็ได้ เคยเห็นมาหลายรายแล้ว
เป็นพระดัง ๆ แล้วสอนแข่ง กับพระ พุทธเจ้า การอ่าน แต่ตำ รา (พระไตรปิฎก)
ซึ่งลึกซึ้งนั้นไม่ได้ผล ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง
พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในเล่ม 9 หน้า 255 ว่า "ดูกรกัสสป
มรรคามีอยู่ ปฏิปทามี บุคคลปฏิบัติ ตามแล้ว จักเห็นเอง ว่าพระสมณโคดมกล่าวตามกาล
กล่าวจริง กล่าวอรรถ กล่าวธรรม กล่าววินัย"
ที่เรียกว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พวกปริยัติ
คือ พวกอ่าน แต่ตำรา แล้วไม่ปฏิบัติ เมื่อไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ " เห็นเอง
" นั่งตีความกันไปมา ลงท้าย มาเถียงกับพระไตรปิฎก หาว่า พระไตรปิฎก
คลาดเคลื่อน การตีความจากการอ่านหนังสือนั้น ไม่มีทางเป็นผลได้ เพราะเป็นการใช้ปัญญาของคนธรรมดาไปเทียบกับ
พระปัญญาของพระพุทธเจ้า ซึ่งห่างกันลิบลับอยู่แล้ว แต่ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ต้องมีญาณทัสสนะด้วย จึงจะเข้าใจได้ เพราะพระธรรมของท่านได้จากญาณทัสสนะด้วย
เล่ม 12 หน้า 115 " ดูกรสารีบุตร ผู้ใดแลพึงว่า
ซึ่งเรา ผู้รู้ อยู่อย่างนี้ว่า ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ที่เป็นญาณ ทัสสนะอันวิเศษ
พอแก่ความเป็นอริยะของพระสมณะโคดมไม่มี พระสมณโคดมแสดงธรรมที่ประมวลด้วย
ความตรึกที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง ดูกรสารีบุตร ผู้นั้นไม่ละวาจาเสีย
ไม่ละความคิดนั้น เสีย ไม่สละคืนทิฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรก
"
เป็นอันว่า ความสงสัยต่าง ๆ ในพุทธศาสนาของคุณอ๋อยก็หมดไป
เกิดความมั่นใจเข้ามาแทนที่ เมื่อได้พบหลวงพ่อผู้ทรงคุณ ทั้งปริยัติและปฏิบัติ
และสอนไปในแนวเดียว กับพระไตรปิฎก ก็เกิดความศรัทธา นิมนต์มาจำวัดที่บ้านทุกเดือน
เพื่อแสดงธรรม ได้จัดกุฏิให้ต่างหาก มีหลังคาแยกเป็นเอกเทศ เพื่อนฝูงที่มาฟัง
ก็ชักชวนเพื่อนฝูงต่อ ๆ กันไป พวกที่มีความศรัทธา จากหนังสือที่อ่าน
มากขึ้น ๆ จนสถานที่ไม่พอต้อนรับ จึงได้จัดการขยายบ้านถึง 4 ครั้ง
และอนุญาตให้คนที่มีศรัทธา เข้าไปนมัสการหลวงพ่อเพื่อฟังธรรมได้
ตัวคุณอ๋อยเอง ทีแรกก็ถือศีล 5 เป็นปกติ หนัก ๆ เข้าก็ถือ
แบบอุกฤษณ์ตัวตายดีกว่าศีลขาด วันพระรับศีล 8 แล้วก็ขยายมาเป็นไม่กินข้าวเย็น
แล้วขยายมาเป็นถือศีล 8 อย่างถาวร จนกระทั่งอาการป่วยมีมากขึ้น ได้ดำเนินการไปอีกขั้นหนึ่ง
คือ ยกบ้านให้หลวงพ่อรับภาระไป สำหรับใช้ในการศาสนา
พุทธบริษัท ในคณะเดียวกัน กับคุณอ๋อยทุกคน เว้นจากพวกพุทธภูมิ
ที่ไม่ยอมลาออก ต่างก็มุ่งไป นิพพาน ทุกคนในชาตินี้ ตามคำที่หลวงพ่อสอนว่า
ร่างกายนี้เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ให้ตัดใจ ทิ้งมันไปเสีย แค่นี้ก็
เข้านิพพานได้ หากปฏิบัติจริง ๆ จัง ๆ ในบางครั้ง หลังจากนั่งกรรมฐานหลวงพ่อ
จะแจ้งให้ทราบ ตามคำที่พระท่านมาบอกว่า มีหวังไปได้สำเร็จมากรายด้วยกัน
ทำให้เกิดกำลังใจ ขึ้นอีกมาก
หลวงพ่อบอกว่า บ้านคุณอ๋อยเคยเป็นวัดเก่า ๆ (ตรงกับหลวงปู่อื่น
ๆ หลายองค์) ที่นี่มีพระสำเร็จอรหันต์ 1 องค์ชื่อ แสง ถือกันว่า เป็นเจ้าสำนัก
ดังนั้นบางคราว จึงเรียก บ้านคุณอ๋อยว่า "วัดหลวงตาแสง"
|