|
(เล่าเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2516)
ที่ตรงยันฮีนี้ เป็นที่มีความสำคัญอยู่เยอะ พระพุทธเจ้าเคยเสด็จผ่านมาหลายพระองค์
| หนึ่ง |
พระพุทธทีปังกร |
| สอง |
พระปทุมุตตระ |
| สาม |
พระกุกุธสันโท |
| สี่ |
พระโกนาคม |
| ห้า |
พระพุทธกัสสป |
| หก |
พระสมณโคดม |
ท่านบอกว่า เขาลูกที่สามจากนี้ไปน่ะ เป็นแดนที่ประทับของพระพุทธเจ้า
ที่ท่านเสด็จมาโปรด อีแถวนี้มันเจริญ ไม่ใช่ป่า ตอนนั้นเป็นเมืองใหญ่
เจริญมากนะ
เวลาพอจะขึ้น "ปุริมทิสังราชา..." จะหัวเราะให้ได้เลย
เพื่อนมิสเตอร์เหม่เขามาเป็นคนที่เคยฟาดฟันกันมานะ เขามาชี้บอกว่า
"ไอ้ระยำนี่น่ะฟันหัวมันไม่ได้สักที มันหลบเก่ง แล้วมันใช้ผ้าโพกหัวหนาๆ
ฟันทีไร ติดผ้าทุกที" วันนี้มากันหมื่นกว่า แต่ว่าเขาไม่ได้จองเวรนะ
เลยไม่ได้พูดถึงเรื่องเวรกรรมกัน พอพูดเสร็จแล้ว ท่านท้าวมหาราชก็มากางบัญชีกัน
บอกว่า พวกเราที่ต้องทำบุญอุทิศให้เขานี่น่ะ ตั้งแต่สมัย พระเจ้าศรีทรงธรรม
แล้วก็สมัย พระเจ้าขุนรามคำแหง ไล่ฆ่าเขาแถวนี้ เขามากันหมื่นเศษ
ถามเขาว่า เวลาทำ บุญที่วัดทำไมไม่ไปทวงเอาที่โน่นล่ะ เขาบอกว่า กฎของกรรมมันปิด
ไปไม่ได้ ก็เลยถามเขาต่อไปว่า คนที่มาอยู่ที่ยันฮีนี่ก็มาก พวกแกไม่ได้บุญบ้างเรอะ
เขาบอกว่า ไม่ได้ ส่วนมากเขามาสนุกกันครับ ไม่ได้มาทำบุญ (นี่เป็นคำตอบจากพวกชั้นหัวหน้า
ๆ สัก 100 กว่า ที่ท้าวมหาราชท่านอนุญาตให้เข้ามานะ) เขาก็แหงอยู่อย่างนี้
คอยจะเอาอะไร จากคนอื่นมันก็ไม่ได้ เห็นพวกท่านมาวันนี้ แหม ผมดีใจจังเลย
ถามเขา ว่ามาทวงหนี้เรอะ ? ตอบว่า ไม่ทวงหรอกครับ เรื่องของสงคราม
ไม่ทวงหรอก สงครามนี่ส่วนใหญ่ ไม่มีเจตนาฆ่าฟันกัน เป็นการทำตามหน้าที่เพื่อรักษาพื้นที่กันทั้งสองฝ่าย
ทีนี้เลยถามว่า พวกเรานี่ ใครเคยเกิดในสมัยสุโขทัยกันบ้าง
สมเด็จฯ ท่านมาท่านก็ดุเอาเลยว่า จะพูดอะไรกันล่ะ เรื่องสมัยน่ะ เรื่องบุญเรื่องบาป
ควรจะพูด ไม่พูดกันเลย ควรจะพูดอย่างเดียวว่า ชาตินี้เป็นชาติ สุดท้ายที่เราจะพึงอยู่
แล้วท่านก็เล่าว่า ดินแดนแถวนี้พวกเราเคยมาบำเพ็ญทานบารมีกันมาก ตั้งแต่สมัย
สมเด็จพระพุทธทีปังกรโน่นแน่ะ เวลานั้น พวกเรากินแดนไปถึงอินเดีย แต่ตอนนั้นไม่ใช่ชาติไทยนะ
ชาติอะไรก็ไม่รู้ ปลายสุดอยู่ที่ตาก เป็นเมือง 10 เมือง เป็นสัมพันธมิตรกันด้วยธรรมสามัคคี
คือ เขามาขอขึ้นด้วยไม่ใช่เที่ยวไปไล่ตัดหัวเขานะ เห็นจะเป็นด้วยเขาอยากจะมาขอทองคำไปใช้กันนั่นแหละ
สมัยนั้นพวกเราบำเพ็ญกันหนักในด้านทานบารมี แต่ท่านตำหนิอยู่นิดหนึ่งว่า
ที่ใครต่อใครทำบุญกันตอนนั้นน่ะ ที่ตั้งปรารถนาที่จะนิพพานในชาตินั้นกันน่ะไม่มีเลย
มีแต่ขอกันว่า " ให้ได้พระนิพพานในชาติอนาคตกาลเถิด" กันหมด นี่ไหมล่ะ
ถึงได้ถูกเตะโด่ง มาจนถึงเวลานี้ ท่าบอกว่า ถ้าปรารถนานิพพานในชาตินั้น
มันก็จะได้นิพพานในชาตินั้นกันเยอะแล้ว นี่สมเด็จพระพุทธทีปังกรยืนยันเองนะ
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระปทุมุตตระ พวกเราก็เกิดอีก พอปรารถนาพวกเราก็เกาะหางตามกันมาเรื่อยเลย
ไม่ได้นิพพานกันสักที ต่อมาสมัยพระกุกุธสันโท พระโกนาคม พระพุทธกัสสป
ก็เกิดทันกันมาทุกสมัยจน ถึงสมัยพระสมณโคดมนี่ ส่วนใหญ่ก็ทำด้านทานบารมีกันแล้ว
ก็มาขอให้นิพพานในอนาคตกาลกันอีกฉัน ก็โง่แบบนั้น แล้วก็ "ราชาช้าง"
ด้วย ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก
ทีนี้ก็ทูลถามท่านว่า ถ้ายังงั้นเวลานี้ หากทุกคนเขามีความตั้งใจไปนิพพานกัน
จะมีหวังไหม ท่านก็หัวเราะ บอกว่า
เอ ฉันก็พูดแล้วนะว่า ถ้าปรารถนาพระนิพพานตั้งแต่ชาติโน้นมันก็ได้
ชาตินี้ถ้าตั้งใจจริงๆ ทำไมจะไม่ได้ล่ะได้แน่ ขอให้เราตั้งใจจริงหวังจริงๆ
เถอะ
แล้วทำเพื่อตัด ไม่ใช่ทำเพื่อเกาะ จะไปสาวประวัติ
กันทำไมว่า ใครเป็นสุโขทัย ใครเป็นลพบุรี ฯลฯ
เพื่อนตาเหม่ ที่เขามาชี้หน้าน่ะ ขาว ๆ สวย เจ้าคนนี้สวยมาก
รูปร่างหน้าตาสวยจริง ๆ ขาวค่อนข้างโปร่ง ไม่สูงนัก ท่าทางคล่อง แล้วก็มีคู่สงครามของเจ้ากรมคนหนึ่ง
บอกว่า แทงพุงหลายหนไม่เข้าสักที เหนียว เหนียวมาก อีตาราชาช้างนี่เหนียว
ขัดคอแกว่า หอกแกไปติดเกราะเข้ากระมัง เขาตอบว่า ไม่ใช่ครับ ไอ้ หอกประเภทนี้
เวลาจะแทงเขาจะต้องรู้จังหวะ จะก้มหรือหงายเกราะ จะเปิดตรงไหน พวกนี้รู้กัน
ปั๋งเข้าก็ ถูกเนื้อทุกที แต่ไม่เคยเข้า ถามว่า จองเวรเขาหรือเปล่า
ตอบว่า ไม่จองครับ สงคราม
มีเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง คือ เจ้าพวกนี้ รวมกันขอพระ
14 นิ้วองค์เดียว จะสร้างได้ไหมนี่ ช่วยกันนะ ต้องฉัน ด้วยหัวโจกใหญ่
ที่เขาขอพระนี่ ไม่ใช่เราใช้หนี้นะเราสงเคราะห์น่ะ ท่านบอกว่าเจ้าพวกนี้คอยเรามานาน
ไอ้เราก็มากันจนได้นะ คนที่ไม่ตั้งใจจะมาก็มา นี่มันเกี่ยวข้องกันมา
ตั้งแต่สมัย พระเจ้าพรหมมหาราช แล้วก็สมัยรบพม่าอีก
ถามท่านว่าไอ้10 เมืองนี้น่ะมันมีอะไร ถึงได้มีทองมากมันต้องมีดีซี
ไม่งั้นทองมัน มารวมกันไม่ได้หรอก ท่านบอกว่า ถอยหลังไปอีกไปสืบสาวราวเรื่องเอาตั้งแต่
พระพุทธเจ้าองค์ ที่ 5 ที่ 6 นี่ พวกเรามักจะทำบุญ กันด้วยเครื่องประดับ
คือ ถอดเครื่องประดับทั้งหมดออก ถวายเป็นพุทธบูชา ตอนนั้นเป็นพระราชากันบ้าง
เป็นเศรษฐีกันบ้าง ใหญ่โตมาก เวลาฟังเทศน์พระพุทธเจ้าแล้ว มีสร้อย
มีทองคำ มีเพชร อะไรต่ออะไร ก็ ถวายไปเป็นพุทธบูชา ปรารถนาพระนิพพานในอนาคตกาล
อาศัยบารมีอันนั้นแหละ เป็นเหตุให้เกิดทรัพย์ สินมหาศาลขึ้น ด้วยอำนาจบุญญาธิการ
ทองซึ่งเป็นทรัพย์แผ่นดิน มันจึงมารวมตัวกันมาก ได้แจกจ่ายกัน เป็นการใหญ่
ไปขุดกันเอาเองไม่รู้จักหมด
นี่ที่เราได้พบพระพุทธเจ้า มาหลายองค์ นี่ก็แสดงว่า
เราไม่ได้ตกนรกกันมานานแล้ว แต่ไม่ใช่ว่า พบพระพุทธเจ้าแล้วจะตกนรกไม่ได้นะ
บางทีเสด็จลงไปเยี่ยมเขาเหมือนกัน หนาวๆหน่อย ก็ย่องลงไปผิงไปเสียที
แต่ที่ไม่ตกนรก ก็กว่า 1,000 ชาติแล้ว
วันนี้พระพุทธเจ้า เสด็จมา 3 พระองค์ ท่านบอกว่า
ไม่ต้องห่วงพวกนี้ ทำใจให้สงบ พระอินทร์ท่านก็บอกว่า ควรสงเคราะห์เราสงเคราะห์เขา
เราเองก็คล่องขึ้น เพราะเมื่อ เราสงเคราะห์เขา เขาก็สงเคราะห์เรา เราจะมีเทวดาเป็นพวกมาก
ที่ว่า 3 องค์ ตะกี้นี้ ก็มี พระพุทธทีปังกร พระพุทธกัสป
พระพุทธกุกุสันโท หลวงพ่อกุกุธสันโท ไม่เคยมาเลยนะ ท่านชี้บอกว่า
ภูเขาลูกที่ 3 เป็นแดนที่ประทับ ท่านทำให้เห็นภาพ บ้านเมืองสวยงาม
บ้านสูงปรี๊ด อุดมสมบูรณ์ มีนักบุญมาก ทูลถามท่านว่า ชมภูทวีปมีเขตถึงไหน
ท่านตอบว่า แถวๆ นี้แหละ
เออ เมื่อวานนี้จับผู้ร้ายได้ 2 คน ที่มากับ ที่มากับหมอสุพจน์นั่นแหละ
เวลาเป่ากระหม่อม ลงไปคนหนึ่งก็ บอกเขาว่า "อ้าว นี่มาจากที่ดีนี่
แต่กำลังจะดำเนินปฏิปทา ไปในทางที่ผิดแล้วก็ทำเสียให้ถูกนะ"
เขาถามว่า เป็นยังไงครับ ตอบเขาว่า "เอ เรามาจากสำนักพระอินทร์นี่
พระอินทร์ ท่านลงมาบอกว่า ไอ้นี่ มันลูกศิษย์ผมนี่ แต่ว่าเวลา นี้มันกำลังเดินผิดทาง
มันจะกลับไปที่เก่าไม่ได้ ให้มันเดินเสียให้ถูกทาง"
ต่อมา อีกหนหนึ่ง พอเป่า ๆ ท้าวมหาราชชมภู ท่านมาบอกว่า
ไอ้นี่ขโมยพระเขามา เลยถามเขาว่า "เคย ขโมยพระเขามาหรือเปล่านี่" เขาตอบว่า
เคยครับ แล้วรับสารภาพว่า เห็นจะเป็นพระกึ่งพุทธกาลที่เขาให้ มาบรรจุกระมัง
ดูกันไปดูกัน มาเลยลิบของเขามา 5 องค์
ท่านสั่งมาเลยว่า ให้ชำระหนี้สงฆ์ 500 บาท ที่วัดไหนก็ได้
กำชับเขาว่า เอาไปให้ที่วัดอื่นนะเดี๋ยวจะหาว่า ข้าหาเงิน เขาบอกว่า
ไม่เอาครับวัดอื่น ไม่เลื่อมใส ถวายที่หลวงพ่อ นี่แหละ
ก็เลยบอกว่า ให้ตั้งใจชำระหนี้สงฆ์นะ ไม่ใช่ให้ฉัน
เสร็จแล้วมารู้ที หลังว่าเขาเป็นคริสเตียนทั้งคู่
แล้วก็มี สารวัตรใหญ่ สารวัตรเล็กมาอีก สารวัตรใหญ่
เป็นสารวัตรกำนัน ตัวแกใหญ่สารวัตรเล็ก เป็นสารวัตรตำรวจ แล้วมีอีกคนหนึ่ง
ตัวผอมๆ สูงๆ เข้าไปเป่าหัว หลวงพ่อปานบอกว่า "อือ รักษาศีลให้บริสุทธิ์นะ
มันจะดี ต้องให้มันดีจริง ๆ อย่าเอาหางหมามาใส่อีก"
สารวัตรตำรวจแกก็บอกว่า ไอ้นี่เวลาไม่กินเหล้าก็ดีหรอกครับ
แต่เวลากินเหล้าแล้วเหมือนหมาจริง ๆ
หลวงพ่อพูดตรง ก็เลยบอกเขาว่า ฉันไม่ได้พูดเอง หลวงพ่อปานท่านบอก
ท่านว่า กินเหล้าเข้าไปแล้วเป็นไงรู้ไหม มันเหมือนหมาอยู่ครึ่งตัว
มันเหลือแต่เสื้อ กางเกง ถอดทุกที เจ้าตัวหัวร่อก๊าก แล้วบอกว่า ผมจะต้องมาอีก
ไม่มีใครพยากรณ์ผมตรงเผงยังงี้เลย ต้องสั่งแกว่า แกอย่าไปเที่ยวเบ่งกับชาวบ้าน
ว่าฉันพยากรณ์ตรงนะ ถ้าหลวงพ่อท่านไม่พูดมา ฉันก็ไม่รู้หรอก จะว่าฉันเก่งยังงี้ยังงั้นไม่ได้
เดี๋ยวเขามากันแล้ว หลวงพ่อไม่มาบอก ฉันก็แย่
เขาถามว่า เมื่อชาติก่อนเคยเป็นอะไรกันมา ตอบเขาว่า
วันนี้พูดไม่ได้ ท่านไม่พยากรณ์ ถามท่านแล้วท่าน บอกว่า ไม่เอา แค่นี้พอให้มันเลิกเป็นหมูเป็นหมากันเสียก่อน
พูดถึง "เก่ง" นี่ เมื่อ 20 ปีก่อนก็ทำเก่งเหมือนกัน
แต่เวลานี้ไม่เอาแล้ว ไม่ใช่ฉันเก่ง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ ต้องพระพุทธเจ้าเก่ง
พระปัจเจกพุทธเจ้าเก่ง พระอรหันต์ทั้งหมดเก่ง เทวดาเก่ง เพราะท่านเป็นคนทำ
เช่นอย่างธงแดง เป็นต้น ท่านปู่ใหญ่ท่านมาคุมเอง มีคนหนึ่งกะด๊งกะเด๊ง
เขาไม่เชื่อ ก็เลยถามเขาว่า ธงแดงลอยหรือจมน้ำวะ? เขาบอกว่า จม เอ้าไปเอามาซิ
โยนต๋อม....จม ให้เขาไปหยิบมาใหม่ โยนไปอีกที คราวนี้ลอยป่องถาม เขาว่า
ทำไมลอยล่ะ ธงผืนเดียวกัน ไปเอามาใหม่อีกผืนซิ โยนไป จม เอ้า เอามานี่
เรา โยนบ้าง ลอย เลยบอกเขาว่า นี่เห็นไหม อาศัยจิตศาสตร์ ไอ้พวกวิทยาศาสตร์ยังโง่จัด
โง่กว่าพระ อย่างนี้ความจริงฉันไม่ได้ทำ พ่อปู่ทำ
พ่อปู่เอาเสียหลายหน บางทีเรานั่งอยู่ตรงที่รับแขก
คนเขามาเขาก็มอง ๆ ๆ มองแล้วก็ไม่พูดเดินกลับไป อีกคนหนึ่งเขามา เขาก็เห็นว่า
เรานั่งอยู่ที่นั่น เขาร้อง อ้าว! ไหนว่า ไม่อยู่ ฉันบอกว่า ฉันก็อยู่ตรงนี้แหละ
เห็นเขามามองอยู่ ตอนเขามาฉันก็เห็นนี่ พวกนั้นเลยเอาไปลือกันว่า ฉันหายตัวได้
นี่พ่อปูท่านแสดง ตอนนั้นเอาหนัก เพราะ กำลังสร้างวัดเป็นการใหญ่ หลวงพ่อสิงห์บ้าง
หลวงพ่อสมัยบ้าง บางที ก็ให้เห็น เป็นสีเขียวบ้าง เหลืองบ้าง ขาวบ้าง
สลับกันอยู่นั่นแหละ อย่างนี้ก็มี อย่างคราวหนึ่ง ไปราชบุรี ไปสร้างโบสถ์
วันแรก หาเงินให้เขาได้ห้าหมื่น พอวันที่สองฝนตกเสียจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น
ตกตั้งแต่เช้ามืดยันเที่ยงคนก็มา ไม่ได้ ไอ้เรานั่งรับแขกอยู่ พวกบางนมโคก็ไปยืนมอง
ไม่รู้มองอะไร พอถึงตอนเที่ยง ไม่รู้ใจนึกยังไง ร้อง ออกไปว่า เฮ้ย!
นี่มันจะตกไปถึงไหนวะ เขาจะทำบุญกัน เลิกเสียทีซี แกล้งชาวบ้านเขานี่หว่า
เท่านั้นแหละ ฝนหยุด ขาดเม็ดไม่มีเปาะแปะเลย นี่เป็นเรื่องของหลวงพ่อสิงห์ท่านทำ
ส่วนพวกบางนมโคกลับไปถึงวัด ไปบอกกันว่า โอ้โฮ ทำไมคนจะไม่ติดท่าน
ไม่เหมือนอย่างที่วัดนี่ พรรคพวกถามว่า ทำไมล่ะ เขาตอบว่า อยู่วัดลงรักไม่ได้ปิดทอง
ไปที่โน่นเนื้อเหลืองยังกะทองทา ปากแดงเชียว ไอ้เราก็นึกว่า เอาแล้ว
สมเด็จองค์ปฐมปัจจุบันลงละ เงินเข้าวัดละ ที่จริงเราเองก็ไม่รู้ว่า
เราเหลืองนี่ อี ตอนต้น ๆ ชอบสนุก ท่านก็สนับสนุนกันหลายองค์ ท่านไม่ต้องช่วย
ไม่งั้นก็ไม่ไหว มันเป็นการดึงคน เพื่อให้เกิดศรัทธา ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความร่ำรวยนะ
ดึงเพื่อสร้าง
(เล่าเมื่อ 17 พฤศจิกายน
2516)
ที่ถามว่า สมเด็จองค์ปฐมทรงพระนามว่า พระพุทธสิกขี
แต่ในพระไตรปิฎกตอบว่า พระพุทธสิกขี ตรัสรู้ในกัปหลังๆ น่ะ ความจริงพระนามของพระพุทธเจ้าซ้ำกันก็มี
ในพระไตรปิฎก ที่ท่านกล่าวถึงไว้น่ะ กล่าวถึงแค่ 500 องค์หลัง นี่
เท่านั้น สมเด็จพระพุทธสิกขี องค์หนึ่งดำ องค์หนึ่งขาว เมื่อกี้นี้
ก็เสด็จมาด้วยกัน องค์หลังนี่ขาวสวย คือ พระพุทธเจ้า ท่านสวยตามสมัยเหมือนกัน
สมัยไหน เขาชอบแบบไหน ท่านก็สวยที่ สุดตามแบบนั้น รูขัปปมานิกาใช่ไหม?
รูขัปปมานิกา มีรูปร่างสวย มีลักษณะอาการ
32 ครบถ้วน มีพยัญชนะเล็ก ๆ 80 ครบถ้วน คนเห็นแล้วก็ รู้สึกว่า สวย
ถ้าคนชอบสวยเห็นแล้วจะติดใจในความสวย
รูอัปปมานิกา พระพุทธเจ้ามีความเศร้าหมอง
คือ ทรงใช้จีวรเศร้าหมอง โกนศีรษะ ถ้าคนเขาพอใจความเศร้าหมอง เห็นความเศร้าหมองเข้าก็จะเกิดศรัทธา
โฆสัปปมานิกา เสียงของพระพุทธเจ้าจะเพราะอยู่ตลอดเวลา
จับใจคน
ธัมมัปปมานิกา เทศน์ถูกใจคน คนเข้าใจง่าย
ลักษณะของพระพุทธเจ้า 4 อย่างนี้ ความจริงฉันลืมแล้ว ท่านมาเตือนเมื่อตะกี้
(ถามว่า มีพระสอนว่า ไม่มีอะไรว่างหมด
จะอธิบายอย่างไร)
แหม ไม่รู้จะว่ายังไง พระพุทธเจ้า ท่านก็เทศน์ไว้ดีแล้ว
มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสร้างคำสอนขึ้นใหม่จะดีกว่ากระมัง พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ทั้ง
4 แบบแล้วนี่ สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปตโต เราจะชอบแบบไหน
ก็เลือกกัน ตามสบาย ๆ จะกินอาหารไทย อาหารเจ๊ก อาหารฝรั่ง อาหารแขก
กินได้ ตามอัธยาศัย
ถ้าเราจะเป็น พระอรหันต์ แบบ สุกขวิปัสสโก ก็ไม่ต้องหา
อะไร กระจุกกระจิก เพียงทำด้าน วิปัสสนาญาณ ควบคุมสมาธิไปเล็กน้อยจนกระทั่งเข้าถึง
ปฐมฌาน จิตก็สามารถตัดกิเลส ได้ใช่ไหม อันนี้สบาย
เขยิบมาอีกนิดหนึ่ง ถ้าเราเป็นคนนิสัยจุกจิก เห็นห่อของแล้วต้องแก้ดู
เห็นกล่องต้องเปิดกล่องดูพวกนี้ ทำสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ ต้องมาศึกษาด้าน
วิชชาสาม ให้เข้าใจเลยช้าไปหน่อย เพราะว่า วิชชาสาม จะต้องทรงกสิณให้ได้ถึง
แต่ว่า วิชชาสาม ขั้นต้นทาง ด้านโลกีย์นะ ทำกสิณถึง อุปจารสมาธิ
ได้ ปฏิภาคนิมิต อันนี้ ยังไม่ถึง ปฐมฌาน นะ ถ้าสามารถทรงได้สัก
5 นาที 3 นาทีก็นับว่าพอ เพราะทรงนานไม่ได้ เราอยากจะเห็นสวรรค์ เห็นนรก
เห็นพรหมโลก เห็นว่า ใครอยู่ที่ไหน เราก็จับ ภาพกสิณ ให้แจ่มใส เมื่อจับให้แจ่มใสได้
เต็มที่ของเราแล้ว ก็นึกว่า ขอภาพกสิณนี้ จงหายไป ขอให้ภาพนั้นๆที่อยากเห็น
ปรากฏภาพ นั้นก็จะปรากฏ มีความผ่องใสเท่ากับภาพกสิณ คือ ถ้าเราเห็นกสิณภาพนั้นก็มัว
ถ้าเห็นภาพกสิณแจ่มใส ภาพนั้นก็จะใส
พูดถึง ปฏิภาคนิมิต นี่ ถ้าเราเห็นภาพแล้วคุยกับผู้ที่ปรากฏ
บางทีพูดคำหนึ่งสองคำอ้าว ภาพหายไปเสียแล้ว เพราะสมาธิ มันตั้งอยู่ไม่นาน
เราต้องนึกภาพ ขึ้นใหม่ อย่างนี้ความจริงเขาไม่ได้หายไปไหนหรอก ไอ้เรามันหายเอง
คือ อารมณ์ที่เป็นทิพย์ของเรามันตกไปเอง อย่างนี้เราก็ต้องเร่งรัดตัวเอง
ถ้าอยากคุยนาน ๆ วิธีเร่งคือ คุมกำลังจิตประเดี๋ยว ก็เข้าฌาน 4 พอถึงฌาน
4 ก็หัดทรงเวลา ตั้งเวลาไว้ 5 นาที 10 นาที ไป จนถึง 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง
ทรงฌานได้นานเท่าไร เราเห็นใครเราก็คุยกับเขาได้นานเท่านั้น
ทำได้อย่างนี้เรียกว่าได้ ทิพจักขุญาณ แยกได้
8 อย่าง แต่ถ้าเราอารมณ์เข้มได้ จุตูปปาตญาณ แล้ว ญาณ 8 นี่พูดเมื่อกี้นี้
ไม่ต้องไปทำหรอก มันได้หมด คือ พอ จุตูปปาญาณ มา เจโตปริยญาณ
มันก็มาเอง ไม่ต้องไปเชิญ ก็ไอ้ตัวนั้นแหละมันสร้างตัว ทิพจักขุญาณ
ตัวเดียวนั่นแหละ
เจโตปริยญาณ เราจะรู้ได้ยังไง ? มันก็ต้องรู้ใจตัวเองก่อน
ดูใจของเรานี่ แหม ถ้าได้ตัวนี้แล้ว มันวิ่งดีจังเลย กรรมฐานนี่ ดูใจของเราเองนะว่า
เวลานี้มันเป็นสีอะไร ใจมันมีอยู่ 3 สี ความจริงมันมีอยู่ 6 สีนะ แต่มันจำยาก
เอามันแค่ 3 พอ ถ้าใจเป็นทุกข์มันก็มี สีดำ หรือ สีมัว ทุกข์มากดำมาก
ทุกข์น้อยดำน้อย ทุกข์ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เป็นเทา ๆ ถ้ามีความสุข ดีอก
ดีใจ ใจมันก็มีสีแดง ถ้าใจสบายอารมณ์ว่าง จากนิวรณ์ใจ มันก็มีสีใส
ทีนี้ ไอ้ 2 สี คือ สีดำก็ดี สีแดงก็ดี นักเจริญกรรมฐานเขารังเกียจ
เพราะ มันเป็นสีไม่ดีทั้งคู่ ดีใจมันก็เกาะ ติดสีที่ดีจริง ๆ คือ สีใส
เป็นสีของอุเบกขา เป็นสีของฌาน 4 อันนี้ต้องรักษาไว้
ถ้าเราเห็นใจเราได้ เราก็เห็นใจคนอื่นได้ ถ้าเราต้องการดูใจใคร
เราก็ดูจากใจเราก่อน ถ้าไม่เห็นใจเรา เราก็เห็นใจคนอื่นไม่ได้ แต่เราต้องชำระจิตของเรา
ให้ดีก่อนนะ ให้เป็นอุเบกขาจริง ๆ คือ สามารถทรง ฌาน 4 ทรงอุเบกขาสบาย
อย่าไปยอมรับนับถืออุปาทาน
ไอ้ตัวเจโตปริยญาณน่ะ มันมีอีกชั้นหนึ่ง รวมเป็น
2 ชั้นแนะ คือว่า ถ้าเรามีกำลังสูงขึ้น แทนที่จะเห็นจิตเป็นดวง ไม่ว่าจะเป็นจิตของคนอื่น
หรือจิตเราเองนะ ก็เลยเห็นกายทั้งหลาย ที่เรียกกันว่า สมานกาย หรือ
กายทิพย์ พวกได้ฌานจะเห็นรูปร่างภายในได้เลยว่า คน ๆ นี้น่ะตายแล้ว
จะเป็นอะไรกันแน่ ถ้าหากเขาตายไป ในเวลานั้น เพราะว่า ไอ้กายข้างในมันบอกชัด
ถ้าเขาจะเป็นพรหม สภาวะกายข้างในก็เป็นพรหม ถ้าเขาจะเป็นเทวดา ไอ้กายข้างในก็จะเป็นเทวดา
ถ้าเราจะลงนรก กายข้างในก็เป็นสัตว์นรก ถ้าตายขณะนั้น ก็ต้องไปตามนั้น
นี่มันชั้นที่ 2 นะ
เมื่อได้ เจโตปริยญาณ แล้วก็มา บุพเพนิวาสานุสติญาณ
การระลึกชาติได้ มันก็ของกล้วยๆธรรมดา ไม่ต้องไปสร้างใหม่ เว้นแต่พวก
อาทิกัมมิกะ ก็ต้องสร้างใหม่ เพราะไม่ได้ทำ ไว้แต่ชาติก่อน
ถ้าเราขึ้น ทิพจักขุญาณ ก่อน บุพพเพนิวาสานุสติญาณ
ก็ไม่ต้องทุกข์ คือ เมื่อมี จุตูปปาตญาณ มา แล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ
ก็ได้เลย แต่จะคล่องหรือไม่คล่อง ก็อยู่ที่การฝึกซ้อม การระลึกชาติต้องค่อยๆ
ระลึกถอยหลังไป
คราวนี้มา อตีตังสญาณ รู้เรื่องราวในอดีต
อย่างเรานั่งอยู่ตรงนี้แหละที่เขายันฮีนี่เดิมมัน เป็นอะไรบ้าง ก็แบบเดียวกับบุพเพนิวาสานุสติญาณ
รู้เรื่องของสถานที่ หรือบุคคล ส่วน อนาคตังสญาณ เราจะรู้ตัวว่า
เราจะไปทางไหน คนอื่นจะไปทางไหนถ้าตายไปแล้ว
ปัจจุบันนังสญาณ ก็รู้ว่า เวลานี้น่ะที่เขาว่า
มีการรบกันที่ชายแดนมันจริงหรือไม่จริง เช่นเขาว่า ประเทศ เจ๊กเวลานี้
โอ้โฮ มีพระแยะเชียวแต่ ไปดูเข้าจริงๆ เห็นพระไถนากันเป็นแถว เวลาไปเยี่ยม
ไปดู เขาก็เอา พระพวกนั้น มาห่มจีวรเข้า อย่างนี้เราก็รู้ได้
มาถึง ยถากัมมุตาญาณ ตัวท้าย นี่เป็นตัวรู้กฎของกรรมว่า
คนเราที่เกิดมาแล้วนี่น่ะ มีสุขมีทุกข์เพราะ อาศัยอะไรเป็นปัจจัยเดิม
นี่เป็นเรื่องของ วิชชาสาม เขาก็ฝึกแบบนี้
แต่ถ้าเข้มขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง เราไม่ตั้งนิมิตภายนอก อย่างที่วัดปากน้ำท่านสอน
ให้ต้งนิมิตให้เห็นภาพพระในอก นี่ก็เป็นลักษณะ หนึ่งของวิชชาสาม แต่กึ่งอภิญญา
เพราะสามารถจะยกร่างกายภายใน ไปเที่ยวตามภพต่างๆ ได้ แต่ความจริงจะไปได้หรือไม่ได้
มีค่าเท่ากัน เรานั่งอยู่ตรงนี้ก็คุยกับเทวดาได้ คุยกับพรหมก็ได้ คุยกับสัตว์นรกก็ได้
กับพญายมก็ได้ และถ้าจิตของเราเข้าถึง โคตรภูญาณ เราจะคุยกับพระอรหันต์
หรือพระพุทธเจ้าที่นิพพานไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าจิตยังไม่ถึง โคตรภูญาณ
ห้ามพูดเลยเรื่องนิพพาน ปิดปากไว้ก่อน เพราะถ้าจิตยังไม่ถึงโคตรภูญาณ
เรื่องของนิพพานรู้ไม่ได้ เดี๋ยวก็กลายเป็น สูญโญ ท่านที่ว่า
พระนิพพานสูญ ก็คือ ท่านผู้นั้น เป็นผู้สูญจากพระนิพพาน ที่จะเข้าใจ
เรื่องของนิพพานได้นั้น ต้องเข้าถึงวิชชาสามเสียก่อนนะ พวกสุกขวิปัสสโกอธิบายไม่ได้หรอก
วิชชาสามนี่ พอถึง โคตรภูญาณ เห็นนิพพานได้ แจ๋วเลย เห็นแล้วก็เลยไม่อยากดูอะไร
ดูแต่นิพพาน สนใจแต่นิพพาน เพราะนิพพานสวยสดงดงาม จัดเป็นทิพย์พิเศษ
ไม่ใช่ว่าสูญ
ไอ้ที่ว่าสูญก็คือ สูญไปจากอำนาจ กิเลส ตัณหา
อุปาทาน และ อกุศลกรรม
นี่เรียกว่า คนขยันหน่อยนะ ถ้าขยันมากกว่านี่อีกนิด
ก็ต้องเล่นอภิญญา 6 เรื่องนี้ฉันไม่อธิบายมาก
(ขอให้อธิบายโคตรภูญาณ)
โครภูญาณ จิตมันอยู่ระหว่าง โลกีย์ กับ โลกุตตระ
คือ ความเป็นคนกับความเป็นพระอริยเจ้า ท่านเปรียบเหมือนกับ ลำรางเล็ก
ๆ น่ะ คือ ขาหนึ่งยืนอยู่นี่ อีกขาหนึ่งฝ่ายโลกีย์ ยังยกไม่ขึ้น
ทีนี้อารมณ์ของโคตรภู เราต้องรู้ว่า ขณะใด เราเข้าถึงโคตรภู
ไอ้พูด ตามตำรานี่ มันพูดได้ ไม่ยากหรอก แต่ตัวเข้าถึงนี่ซี ถ้าเราเป็นฝ่ายวิชชาสามนะ
มันเห็นชัด คือ เวลาที่เราถอดจิตขึ้นไป ตามปกติเราจะท่อง เที่ยวแต่เฉพาะในส่วนของโลกีย์ใช่ไหม
จะเป็นเมืองมนุษย์ก็ดี อบายภูมิก็ดี เทวดา พรหมก็ดี แต่ส่วนโลกุตตระเราจะเข้าไม่ได้
ไม่สามารถจะเห็น แต่ถ้าอารมณ์ของจิตเข้าถึงโคตรภู เราจะเห็นพระนิพพานชัด
ถ้าพูดถึงอารมณ์ อันดับแรก อารมณ์มันจะยึดตัว
"ธรรมดา" คือ ใครด่า เขาด่าก็ว่าเป็นธรรมดา เกิดมาต้องมีคนเขาด่าว่า
อันที่จริงก็โมโหเหมือนกันนะ แต่โมโหแล้วมันปล่อยไม่เกาะอยู่ ถ้ายังไม่ได้
อนาคามี อย่านึกว่า ไม่มีโมโห โทโส มีโกรธ เหมือนกัน โกรธเดี๋ยวเดียว
แต่ไม่ไปอาฆาต ไม่ไปทำร้ายเขาแล้วมัน ก็หายไป เห็นอะไรๆ มันก็ธรรมดา
ถ้าไปเจอะคน ตายมันก็วาบหวิวไปนิดหนึ่ง ประเดี๋ยวตัว "ธรรมดา" มันก็ปรากฏ
ถ้าอารมณ์เข้มขึ้น มันก็ยัน "ธรรมดา" อยู่เสมอ แต่ก็ยังมีสะท้านอยู่บ้าง
ในขณะเดียวกัน ก็มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นที่สุด ใครจะพูดเรื่องอะไร
ก็ฟังได้ แต่ฉันไม่เอาด้วย ฉันจะไปนิพพาน นี่สำหรับพวกมี วิชชาสาม
ส่วนพวกสุกขวิปัสสโก ก็ต้องสังเกตอารมณ์ เอาว่ายึด "ธรรมดา" และรักพระนิพพานเพียงใด
ถ้ารักมากก็ชื่อว่าเข้าถึง โคตรภู ต้องสังเกตตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปแกล้ง
"ธรรมดา" นะ ต้อง "ธรรมดา" นะ ของมันเป็นปกติ จิตจะรักพระนิพพานเป็นอารมณ์จริง
ๆ แต่ถ้าไปนิพพานไม่ได้อย่างอื่นก็ต้องการ คือ จะไปพักสวรรค์พักพรหมโลก
พักเพื่อหวังนิพพาน จะทำอะไรก็ตามไม่หวังผลตอบแทนฉันหวังจะไปนิพพาน
นี่คือ อารณ์โคตรภู
ถึงโคตรภูแล้วสงสัยว่าเราจะเป็น พระโสดาบัน ก็มานั่งไล่เบี้ย
สังโยชน์สาม ดูว่า สักกายทิฏฐิ เราเป็นอย่างไร เรารู้หรือเปล่าว่า
ร่างกายมันจะพัง ตัวของเรา ตัวของคนอื่นน่ะ รู้หรือเปล่าว่ามันจะพัง
มันจะตาย รู้ว่าจะตาย ความจริงก็มีจิตห่วงนั่นห่วงนี่บ้าง พระโสดาบันนี่ยังห่วง
แต่ว่าห่วงไม่มาก ถ้ามันจะตายจริงๆก็ เอวังกิ่ม ฉันจะไปนิพพานนะ
สังโยชน์ที่สอง วิจิกิจฉา เราไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ที่ว่า "ไม่สงสัย" นี่ไม่ใช่ว่านึกเอา นะต้องปฏิบัติด้วย ต้องแน่ใจว่า
เกิดแก่เจ็บตายนี่เป็นของมีจริงใช่ไหม เชื่อเหลือเกินว่า เราเกิดมานี่ต้องแก่
ไอ้การป่วยไข้ไม่สบายนี่ มันต้องมีแน่ ถ้ามันมีขึ้นมา เราก็ไม่ตกใจ
การรักษาพยาบาล ถือเป็นของ ธรรมดา เพราะถือเป็นการระงับเวทนา แม้พระพุทธเจ้า
แม้พระอรหันต์ทุกองค์ท่านก็ต้องรักษา แต่ในระหว่างรักษาตัว ก็นึกว่า
จะระงับได้หรือไม่ได้ จะทรงอยู่ได้ หรือไม่ได้ก็ตามใจมัน ถ้าเกิดทุกเวทนามาก
รักษาพยาบาลแล้ว อาการมันไม่ลด ก็ตามใจมันซี ฉันจะทนให้แกทรมาน ประเดี๋ยวเดียว
แล้วฉันก็จะไปนิพพาน อารมณ์มันตัดตรงนี้นะ
ทีนี้มาสังโยชน์ข้อที่ 3 ศีล 5 ไม่ต้องระวังจะทรงไว้เป็นปกติ
อันนี้เป็น พระโสดาบัน กับ สกิทาคามี แต่ ว่าพระโสดาบัน
ก็ยังมีลูกมีหลานได้อย่างคนทั่วไป กิเลสมันไม่ได้ตกไป กามราคะไม่ได้ตกไป
ยังมีความรัก ความโลภ ความโกรธ แต่ว่า ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น โกรธน่ะโกรธ
แต่ไม่ฆ่าใครจริง ทำท่าย๊องแย๊งๆไปยังงั้น ความรักก็ยังรักอยู่ แต่ว่า
เวลามันจะไปจริง ๆ ก็คลายได้ ความหลงก็ยังมีอยู่ว่า เอ๊ะ นี่กูนี่หว่า
ไอ้นั่นก็ของกู ไอ้นี่ก็ของกู ยังมีอยู่ แต่ว่าหลงไม่หนัก
มาถึง สกิทาคามี ตัวนี้ซียุ่ง ถ้าคนที่เข้าถึง
สกิทาคามี ไม่รู้ตัวจริงๆ ละก็นึกว่าตัวเป็น พระอนาคามี ลักษณะอาการอย่างนี้
เคยไปไล่เบี้ยคนอื่นมาแล้ว ล่อเสียทุกองค์แหละทีแรกนึก ว่า เอ๋ ข้าว่าข้าได้
อนาคามี แล้วนี่หว่า ไปๆ มาๆ ไม่ยักใช่แฮะ เพราะ ไอ้กามารมณ์นี้น่ะ
ตัวอยากมันไม่มีเลย ความรักในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส หรือเรียกว่า
ความต้องการในเพศตรงกันข้าม มันไม่มีอยู่เลย แต่โน่นซี อีตอนอารมณ์
ฌานสบายๆ บางทีโผล่มาแล้ว นั่นแน่! ตัว อนุสัย ตีหัวเข้าบ้านเลย
คือโผล่เข้ามานิดหนึ่ง พอเขารู้ตัวเขา ขับมันมันก็วิ่งเปิดไป นี่ตัวอนุสัย
นานๆ ก็ย่องมาเสียที จนบางท่านคิดว่า ตัวเป็นอนาคามีไปแล้ว ไม่ใช่บางท่านหรอก
ฉันว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์เทียวแหละ ถามใครมันก็อีแบบนี้ทุกคน ตอนต้นดีใจ
นึกว่าอนาคามีแล้วนะ ที่ไหนได้ 2-3 เดือนพ่อย่องมาโผล่หน้าแผล็บ โผล่ไม่นานนะ
นาทีสองนาทีเท่านั้น
เขาคอยสะกิดหลัง บอกว่า ยังไม่ถึงหรอกโว้ย คือ ชักจะปรารภ
ไอ้รูปสวยสดงดงาม ไอ้เสียงเพราะ อะไรนี่ มันชักจะต้องการ มีความรูสึกขึ้นมาเอง
พอรู้สึกปั๊บ กำลังเขาสูงเสียแล้ว เขาตบหัวแล้วไปเลย จิตก็ตกไป พอรู้ตัวก็ต้องเร่งรัด
ต้องเร่ง สักกายทิฏฐิ หากถึง โสดาบัน ได้ มันก็ยึดหัวหน้า ได้แล้วนี่
ยกพลขึ้นบกได้แล้ว โจมตีแหลก มองดูก่อนอีจุดไหนแข็งมาก ก็ยังไม่ตี
ล่อหน่วยลาดตระเวนเล็กๆ ไปก่อนจะไปตีฐานทัพใหญ่ เราเห็นจะแหลกเอง
เมื่อถึงสกิทาคามีแล้ว อนาคามีก็ไม่ยากนักหรอก ตัดกามฉันทะความรู้สึกในทางเพศหมดไปเลย
หายไปเลย อันนี้ แน่นอน ไม่กำเริบ ทีนี้ไอ้ความโกรธ ความพยาบาท ความกระทบกระทั่ง
มันกระทบจิต พับตกเลย คือ ไม่พอใจเหมือนกัน แต่แป๊บเดียวหายเลย ไม่ใช่ไม่รู้สึก
พอถึง อนาคามี แล้ว ไม่ยึดหรอกเรื่อง อรหันต์
ชาตินี้ไม่ได้ เราก็ไปนิพพาน เอาตอนเป็นเทวดา น่น หมดเรื่องกัน
เพราะได้อนาคามีแล้ว เขาไม่ลงมาเกิดกันอีก ไม่เป็นเทวดา เป็น พรหมแล้วอยู่นั่นบำเพ็ญ
บารมีเป็นอรหันต์ไปเลย สกิทาคามี ยังลงมาอีกครั้งหนึ่ง
โสดาบัน แบ่งเป็น 3 พวก สัตตขัตตุปรมะ
โกลังโกละ กับ เอกพิชี ฉันขึ้น สัตตขัตตุปรมะ ก่อน
เพราะว่า ถ้ามีบารมีอ่อนอยู่ ก็ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก 7 ชาติ แช่อยู่แค่มนุษย์นี่แหละ
เปรต หรือ นรก ไม่ไป บาปจะมีอยู่เท่าไร ก็ช่างมัน ไอ้เจ้าหนี้ไม่มีทางจะได้หรอกเงินต้น
จะได้ก็ได้ดอกของดอกเบี้ย เท่านั้น แค่ดอกเบี้ยก็ไม่เต็มนะ คือมันจะมารบกวน
ในขณะที่มีขันธ์ 5 คือเกิดเป็นมนุษย์ ไอ้บาปเก่าๆ มันก็จะทำให้เจ็บป่วยบ้าง
ของหายบ้าง ไฟไหม้บ้านบ้าง น้ำท่วมบ้านบ้าง ก็ตามเรื่องตามราวไป
แต่มีเกณฑ์ว่า 7 ชาติเป็นอรหันต์ ถ้าหากว่า โกลังโกละ
ก็เกิดอีก 3 ชาติเป็นอรหันต์ ถ้าเอกพิชีก็ 1 ชาติ
คือ ลงมาชาตินั้น ก็เป็นอรหันต์เลย พระสกิทาคามี
ก็ลงมาเหมือนกัน แต่เขาบางกว่า สะกิดปั๊บเดียว เป็นอรหันต์เลย แต่ถ้าเป็นพระอนาคามี
ไม่ลงมาเกิดเป็นเทวดา หรือพรหมแล้ว บำเพ็ญบารมีไปเลย นี่ว่ากันตามแบบนะ
แต่ถ้าเราจะว่ากันอีกแบบหนึ่ง ถึงความเป็นอรหันต์นี่น่ะ ถ้าเราหากินเป็น
คือ ฉลาดสักนิดหนึ่ง ชาตินี้ถ้าเราตั้งใจ พอใจธรรมส่วนไหน เช่น เวลานี้เราต้องการ
พุทธานุสติกรรมฐาน พุทโธ ๆ ใครไป บ้านไหนเมืองไหนก็ช่าง ใจฉัน
พุทโธ พุทโธ ด้วยความเต็มใจมากบ้าง น้อยบ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง ก็ตามเรื่องของมัน
วันนี้ได้ 30 นาที พรุ่งนี้ได้ 5 นาที มะรืนนี้ได้ 3 นาที บางวันได้ชั่วโมงหนึ่งก็ตามเรื่องตามราวแต่
ว่าตั้งใจจริง ๆ ด้วยอำนาจของ พุทโธ หรือ จะใช้อะไรก็ช่าง ฉันไม่จำกัด
"พุทโธ" นะ จะ สัมมาอรหัง นะมะพะทะ หรือ นะโมพุทธายะ
อะไรก็ตามเถอะ ตั้งใจใน ธรรมะ หรือ ในทานบารมี ศีลบารมี จุดใด จุดหนึ่ง
เป็นชีวิตจิตใจ เอาจริง ๆ นะ รักจริง ๆ ตายไป ก็นั่งพักอยู่แค่เทวดา
หรือพรหม พอถึงเวลา หมดอายุขัย ก็ลงมาใหม่ แต่ก็ไม่แน่นะ เทวดา หรือพรหม
ไม่แน่ว่าจะรอให้หมดอายุ พวกชอบโดดลงมาก่อนก็เยอะ คือ เห็นมีจังหวะจะบำเพ็ญได้
ก็โดดปุ๋ปลงมาทีเดียว ถ้าโดดลงมาพบพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ท่านก็ย่อมรู้นิสัย
คือ หมายถึงพระอรหันต์ที่มีวิชชาสามขึ้นไป หรือไม่งั้นพระพุทธเจ้า
พอท่านเห็นหน้าท่าน ก็รู้ว่าอีตานี่ "พุทโธ" มาแต่ชาติก่อน ข้ารู้ยายนี่ชอบให้ทานมาตั้งแต่ชาติก่อนข้ารู้
ท่านก็ไม่เทศน์อะไรละ เทศน์ไปแกะไอ้ผลเก่านั่นแหละ อีชาตินั้นละไปเลย
เป็นอรหันต์ไม่เห็นยากหากินง่าย ๆ
ถาม - การเห็นจิต เห็นเป็นอย่างไร?
เห็นเป็นรูป
จิตนี่นะทีแรกมันจะติดอุปทานก่อน ตอนต้น ฌานต้น
ถ้าทิพจักขุญาณอ่อน มันจะติดตัวอุปาทาน คือ คิดว่า ใจมันมีรูปร่าง
คล้ายดอกบัว แบบใจเนื้อนะ ทีนี้ อารมณ์มันจะเกิดก่อน เกิดแล้วมันจะเข้าไปถึงดวงจิตอันนั้น
มันมีสภาพแบบนั้นะ แล้วจิตของคน ถ้าเห็นเป็นสภาพก้อนเนื้อ นั่นเป็นปุถุชนแท้
คือ สีเหมือนก้อนเนื้อ นะไม่ใช่ เนื้อหัวใจ ที่เต้นตุ้บๆ หรอก ถ้าเป็นสีดำเขาก็มีทุกข์
สีแดงเขามีสุข ถ้าจิตของเราใส คือ อารมณ์สบาย
ทีนี้หากว่า เขาได้ฌานนิดหนึ่ง ไอ้เนื้อนี่มันจะมีอาการคล้าย
ๆ เคลือบด้วยแก้วเป็นชั้น ๆ ต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนนะ เหมือนกับแก้ว เข้ามาเคลือบ
ถ้าหากเป็นฌานเล็กๆ สมาธิเล็กๆ แค่อุปจารสมาธิ มันจะเป็นแก้ว บางๆ
มองด ูลื่นๆ คล้ายมีแก้ว เคลือบอยู่ นิดๆ สังเกต ดูก็แล้วกัน ถ้าหากว่า
ได้ปฐมฌาน มันจะเป็นแก้ว เข้าไป 1 ใน 4 แก้วธรรมดานะ ถ้าฌาน 2 ค่อยเข้าไปครึ่งหนึ่ง
ฌานที่ 3 เข้าไปอีกส่วนหนึ่ง จะเห็นว่า จิต นี่มีแกนอยู่ตรงกลาง คือ
มันจะเป็นแก้วหมดทั้งดวง แต่มีแกนอยู่กลาง ถ้าฌาน 4 จะเห็นเป็นแก้วล้วน
ทีนี้ถ้าเป็น พระอริยเจ้า เราจะเห็นจิต เป็นประกาย
ถ้าคนนี้ได้ วิปัสสนาญาณน้อย ประกายก็น้อย ถ้าเห็น เป็นประกายเข้าไป
1ใน 4 ก็เป็นพระโสดาบัน ประกายเป็นรัศมีออกมาเลยนะแก้ว ถ้าเป็นพระสกิทาคามี
ก็เข้าไป 50 เปอร์เซ็นต์ อนาคามีเข้าไป 75 เปอร์เซ็นต์ อรหันต์ก็เป็นดาวเต็มดวงเลย
จิตพระอรหันต์เห็น ปั๊บรู้เลย แต่ว่า ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์จะรู้ไม่ได้นะ
โดนหลอก ต้องเป็นอรหันต์ด้วย จึงจะรู้จิตของอรหันต์ได้
(สอนหมอคนหนึ่ง)
หัดให้คล่อง ๆ นะ พยายามให้ดี บางทีจะมีผล เมื่อกี้ท่านมาสั่ง
ถ้าฉันแรงดี ๆ ก็จะช่วยได้มากในเรื่องการฝึกมโนมยิทธิ เรารู้จุดแล้วหาที่ศึกษาได้สบาย
ที่ว่าที่ศึกษาน่ะ ไม่ใช่หมายถึง เมืองมนุษย์ นี่หรอก
ขึ้นแค่ จุฬามุนี ก็พอแล้ว เป็นโรงเรียนใหญ่ พอขึ้น จุฬามุนี
ปั๊บ ท่านก็จะทักทันที พอท่านทัก ก็ให้เข้าไปกราบท่านนะ เราตั้งอารมณ์ไว้ผิด
หรือ ถูกอย่างไร ท่านก็จะสอนแบบสั้นๆ ทีละจุด ทำไปทีละจุดๆ ตามที่หลวงพ่อปานท่านบอกว่า
จะเจริญกรรมฐาน ก็ต้องศึกษาแบบโง่ ๆ ไม่ใช่อวดฉลาด ทำอวดฉลาด มันอาจจะไม่อวดฉลาดจริง
ไปอวดโง่เข้า
กรรมฐานก็เหมือนๆ กัน กับเราศึกษาเรียนหนังสือ ก่อนถึงชั้นประถม
ก็อนุบาลไปก่อน แ ล้วมาประถมปีที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ใช่พอสต้าร์ทขึ้นมา
ฉันก็จะล่อด๊อกเตอร์เลยทีเดียว การเจริญกรรมฐาน ถ้าจะเอาดี ก็ต้องไปทีละจุดๆ
แต่มันไปเร็วนะ ไม่ใช่ช้า ส่วนไหนที่ทำได้ก็ให้ได้ไปจริง ๆ เลย
เมื่อไปหาพระ พระท่าน ก็จะสอนตามจุด เราก็ย่ำต๊อก
อยู่ที่จุดนั้น จนกว่าท่านจะรับรองผลว่า เอ้านี่ได้แล้ว ผ่านไปแล้ว
แล้วท่านก็สอนใหม่ สอนจุดต่อไป เราก็ว่าจุดใหม่ไปอีก รักษาอารมณ์ใจ
ให้ไปตามนั้นทีละจุด เขาเรียกว่า ได้ครูที่ไม่ใช่มนุษย์ ถ้าพวกวิชชาสามขึ้นไป
ก็ได้เร็ว ส่วนพวกสุกขวิปัสสโก ต้องถามมนุษย์ด้วยกัน
พอทำๆ ไปแล้ว ก็ต้องเหลียวดูข้างหลังด้วย ดีไม่ดีทางที่คิดว่า
ถางเตียนแล้ว กลับรกขึ้นมาอีก ถ้าไม่ดูมัน เกิดรกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแล้วร้ายมาก
อย่าประมาท ต้องคุมไว้ตลอดเวลา ใช้สติสัมปชัญญะคุมไว้ ถ้าหาก เป็นสมถะ
ถ้าเป็นตัววิปัสสนา ก็ใช้สติปัญญาพิจารณาคุมขันธ์ 5 ไว้ มันจะพังหรือไม่พัง
อยู่ที่ขันธ์ 5 ตัวเดียว ถ้าเราละขันธ์ 5 ได้โดยเห็นว่า ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา เมื่อใด เมื่อนั้นเราก็เป็นพระอริยเจ้าได้
(ตอนต่อไปนี้ เล่าเมื่อ 2 พฤศจิกายน
2519)
การที่เราไปบูชาพระเมื่อตะกี้ ฉันกับหลวงปู่ธรรมไชย
เดินกันคนละสาย หลวงปู่ท่านก็เข้าถ้ำไปบ้าง ตามเรื่องของท่าน ฉันอยู่หน้าถ้ำ
พอพวกเราเริ่มบูชาพระ รูปพระก็ปรากฏ ในสมัยหนึ่งที่ตรงนี้เป็นเมืองๆหนึ่ง
ที่ สมเด็จพระพุทธกัสสป เสด็จเป็นประจำ ถือว่าเป็น เมืองลูกหลวง
เทียบกับสมัยปัจจุบันก็คงจะได้กับ เมืองของ พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือ
เมืองราชคฤห์ ของ พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จเป็นปกติ คือ
เป็นเมืองอุปัฏฐาก
ก่อนจะลืม ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่า ท่านบอกไว้ในตอนท้ายว่า
พระศรีอาริยเมตไตรย จะตรัสในที่ตรงออกไปจากนี้ เลยดินแดนไทยปัจจุบันออกไป
10 กม. เป็นที่อุบัติ เป็นเขตพม่า แต่ในสมัยโน้น ก็คงไม่เป็นประเทศพม่าแล้ว
เป็นคนละสมัย
เมื่อเช้า ที่ว่ามีพระราชาองค์หนึ่งชื่อ พระเจ้าปทุมมหาราช
นั่นก็คือ พระอินทร์องค์ปัจจุบัน นี่เองนะท่านมา
ถึงเป็นองค์แรก มาถึงท่านก็ถามว่า ไอ้เจ้าเมืองปาฏลีบุตร มันมาด้วยรึ
ไอ้เราก็งง ลืมไปว่า บอกไว้ตั้งแต่ คราวไปบวงสรวงที่เชียงแสนปีก่อนโน้น
ถามว่า ใคร ท่านก็ ตอบว่า มันนั่งข้างหลังแกน่ะ ทำไมไม่จำ หลังจากนั้นก็มีพระมาเยอะ
พรหม เทวดา ก็เยอะ ตอนที่พวกเราอุทิศส่วนกุศล ขอให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิน่ะ
ความจริงวันนี้เจ้ากรรมนายเวรไม่มีมาเลย มีแต่พวกเก่าๆ ที่เรามาคราวก่อนแล้วสร้างพระให้เขา
เขามา เป็นหมื่นแต่งตัวสวยแพรวพราว เขาบอกว่า เจ้ากรรมนายเวรไม่มี
มีแต่พรรคพวก
ทีนี้ก็เล่าประวัติเดิมของเมือง ที่ปรากฏเป็นภาพ
ท่านบอกว่า อาศัยที่พระเจ้าปทุมมหาราช เป็นผู้มีความ เคารพใน พระพุทธกัสสป
การเสด็จมา ของพระพุทธกัสสป ก็นานๆ ครั้ง แต่เสด็จครั้งหนึ่ง ก็ไม่ต่ำกว่า
1 เดือน ในเมื่อพระราชาเคารพบูชาพระพุทธเจ้า บรรดาประชาชนทั้งหลาย
ก็พากันมีความเคารพตามไปด้วย เมื่อเสด็จมาเป็นครั้งที่ 3 พระเจ้าปทุมมหาราช
จึงได้ขอให้ทรงแสดงอะไรสักอย่างหนึ่ง ไว้เป็นอนุสรณ์ ท่านจึงแสดงเป็น
พระรูปฉาย เข้าไว้พร้อมด้วยอัครสาวก และ สาวกหลายองค์ด้วยกัน
แต่นี่ได้เลยสมัย มานานแล้ว จึงได้เลือนไป ถ้าเป็นสมัยนั้นก็คงจะมีสภาพ
คล้ายพระฉายของเราสมัยนี้ เพียงแค่เดินผ่านก็ จะเห็นเป็นพระพุทธเจ้า
คล้ายมีคนมาเขียนไว้ แต่นูนขึ้นมานิดหน่อยให้เห็นได้ชัดนอกจากนี้ก็
แสดงรอย พระพุทธบาท แต่ถูกหินทับไปหมดแล้ว
ที่แสดงภาพพระ ไว้ใกล้แม่น้ำก็เพราะว่า เป็นความต้องการของพระเจ้าปทุมมหาราชว่า
เป็นที่มีน้ำไหล มีความเย็น เวลาว่างในตอนเย็น ๆ เช้า ๆ ก็พากันมาไหว้อนุสรณ์
ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นอันว่ าคนในสมัยนั้น มีความเคารพกันมากในพระพุทธเจ้า
และ เป็นนักบุญมาก นักบุญในสมัยนั้น ก็มาเกิดในสมัยนี้ อีกบ้าง ที่เดินมาเป็นแถวๆ
นี่ละ ที่ยังมาไม่ครบก็ยังมีอีกมาก
เมื่อพระท่านมา ท่านก็เดินตรวจ ทุกองค์ท่านเดินตรวจ
พวกเทวดากับพรหมก็อยู่ห่างออกไป ล้อมอยู่รอบ ๆ โดยเฉพาะพวกที่เราสร้างพระให้
เขาอยู่ทางแถบริมน้ำไกลลิบ มีแสง แพรวพราว เหมือนกับเพชร ที่ต้องแสงอาทิตย์
ตอนหลังสุด พระพุทธกัสสป ท่านก็ทรงพยากรณ์บอกว่า คนที่มาที่นี่ทั้งหมด
ให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่ง ตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดในชาตินี้
ท่านใช้คำว่า "ฉันเอาไป 1 ส่วน" แล้วที่เหลืออีก 2 ส่วนให้แบ่งใหม่เป็น
3 ส่วนเหมือนกัน เมื่อตายแล้วไปสวรรค์ไม่ได้กลับเสีย 1 ส่วน ส่วนที่
2 จะไปหมด ในสมัย พระศรีอาริย์ ส่วนที่เหลือ ก็เตะโด่งไปอีกนิดหนึ่ง
เพราะว่า มีส่วนในการปรารถนาพุทธภูมิ แล้วท่านก็ขมวดท้ายเข้าไปอีกทีว่า
คำว่า "มรรคผล" นี่ไม่มีใครสามารถจะพยากรณ์ได้จริงจัง คนที่ว่า
จะล้าหลังก็ไม่แน่ ถ้ารวบรวมกำลังใจเข้มข้น ก็ไปได้หมดเหมือนกัน ถ้าใช้จังหวะเวลาให้ถูกต้อง
ใช้กำลังใจให้ถูกต้อง คือ ไม่เคร่งเครียดเกินไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป
ทำใจสบาย จับสักกายทิฏฐิ เป็นปกติ ทุกคนก็อาจจะไปได้หมดในชาตินี้
พวกเราที่มานั่งทั้งหมดนี้ ก็เป็นคนสมัยนั้น คนสมัยนั้นเขาแต่งตัวสวย
แล้วก็ร่ำรวย รวยเพราะอะไรเพราะ มี พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ
เป็นปกติ เป็นเมืองนักบุญ แต่ว่า เวลาจะทำบาป ก็ทำกันเต็มที่เหมือนกัน
เพราะใครมาข่มเหงเราก็รวมตัวกัน ไม่ว่า ผู้หญิง ผู้ชาย ถือดาบ ถือธนู
ต่อสู้กันหมด ปรากฏว่า เราถูกรุกรานหลายวาระ เราก็ใช้วิธี ปราบแบบปัจจุบัน
ยันหน้ายันหลัง ใช้เป็นกำลังของกองโจรบ้าง ถ้าไม่สำเร็จก็ยกทัพใหญ่เข้าประชิด
แล้วหักล้างข้าศึกได้ทุกคราว เพราะ เราเป็นนักบุญด้วยนักบาปด้วย ถึงไปนิพพานไม่ได้
มานั่งป๋ออยู่นี่
ในเวลารบ เราแต่งตัวเหมือนกันหมด ทั้งผู้หญิงผู้ชาย
ตัดผมเหมือนกันหมด แต่ในยามปกติ ผู้หญิงจะนุ่ง ผ้าถุงยาวขลิบหน้า ใส่เสื้อแขนกระบอก
พวกเราฉลาด ในการสร้างผ้า โดยมากมีแพรกับไหม เป็นผ้าที่มี ราคาแพงที่สุด
เป็นที่นิยมของโลก อย่างเดียวกับสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เขาถือว่า
แคว้นกาสี เป็นผ้าเนื้อดี ราคาแพงที่สุด นอกจากนั้นเราก็ฉลาดในการหาทองคำกัน
กับหาเงินใช้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินแดนแห่งนี้มีทั้งทอง ทั้งเงิน
เวลานี้น้ำท่วมไปเสียเยอะแล้ว
วันนี้เราไปนั่งกรรมฐานกันประเดี๋ยวเดียว แต่ถือว่าเป็นคุณค่ามหาศาล
การเจริญพระกรรมฐานเราก็ต้อง ฝึกใจให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
ให้เข้าถึงความดี เวลาเรานั่งฝึกเจริญพระกรรมฐาน
เราจะใช้เวลามากน้อยอันนี้ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่คุณภาพของจิต
ถ้าจิตของเราสงบสงัดจากกิเลส แม้แต่เพียงวินาทีเดียว
พระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มี จิตไม่ว่างจากฌาน
จะนั่งหลับตา จะเดินอยู่ จะนั่งลืมตา จะทำการงานอยู่ กำลังเขียนหนังสือจิตจับอารมณ์
นึกถึงพระพุทธเจ้า จิตสบายนิดหนึ่ง ชั่วขณะนั้นก็ใช้ได้ เป็นอานิสงส์ใหญ่
ที่แนะนำ เรื่องพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่า พวกเรานี้ติดอำนาจ
ของพุทธานุสติมาหลายแสนกัป ถ้าทิ้งพุทธานุสติเมื่อไร พวกเราก็พลาดทางเมื่อนั้น
การที่พวกเรายึดพุทธานุสติเป็นปัจจัย มีความมุ่งมั่นกัน ในขณะนั้น
คือ ในหลายสมัยที่ผ่านมา อยากเป็นพระพุทธเจ้า ตัวนี้แหละสำคัญมาก การที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้
นั้นต้องบำเพ็ญบารมีเป็นระยะยาว เมื่อใช้เวลาบำเพ็ญบารมีมาก การสั่งสมบารมีก็มีมาก
มาในสมัยนี้เราเห็นว่า การเป็นพระพุทธเจ้านั้นลำบาก แต่เมื่อเข้าถึงขนาดนี้แล้ว
ต้องมองมาดูตัวว่า เวลานี้ตุ่มน้ำ คือบุญ มันก็ใกล้จะเต็ม จนถึงปากแล้ว
เราถ่ายมาลงตุ่มพระสาวกเสีย มันก็จะเต็ม หรือ ถ้าจะขาดบ้างก็เล็กน้อย
เพราะฉะนั้น เราจึงกลับใจกันเสียใหม่ บำเพ็ญเป็นแค่สาวกกันดีกว่า ซึ่งความจริงถ้าเราตั้งใจแค่
พระสาวก เราก็ไปเสียนานแล้ว พวกรุ่นเดียวกับเรานี่ ที่เขาไปนิพพานกันแล้วก็นับไม่ถ้วน
ดินแดนแห่งนี้ก็ดี ภาคเหนือก็ดี เป็นดินแดนดั้งเดิม
ของพวกเรา ฉะนั้นจึงเห็นว่าการเดินทางน่ะ เรามักจะสายเหนือ กันเป็นส่วนมาก
พวกเรามาจากไหน? มาจากกรุงราชคฤห์มหานคร กับ เมืองพาราณสี
คนสองเผ่านี้เข้ามาทางสายเหนือ ของประเทศไทย และ เข้ามาก่อนพุทธกาล
ประมาณสองพันปีเศษ องค์แรก ที่เข้ามา ก็มีพระนามว่า พระเจ้าอาทิตราช
เป็นเครือของ กรุงราชคฤห์ สมัยนี้เราพูดกันว่า พวกราชคฤห์เป็นพวกแขก
ความจริงไม่ใช่ สมัยโน้นไม่ใช่แขกครอง แต่พวกไทยอาหมครอง เมืองเวสาลี
เมืองสาวัตถี กับ เมืองราชคฤห์ มีไทยมากในสมัยนั้น แล้วก็สืบเชื้อสายลงมาจนถึง
พระเจ้าพังคราช อย่างที่มีปรากฏในเรื่องเชียงแสน แล้วนั่นแหละ
|